แหวนหมั้น โดย กุลรัตน์
บทที่ 34
"แหวนหมั้น"
โดย กุลรัตน์
(นิยายเรื่องนี้
เคยตีพิมพ์
ในนิตยสารหญิงไทย
ประมาณปี 2530
และได้รวมพิมพ์
เป็นเล่มแล้ว 2 ครั้ง)

แขกส่วนใหญ่ที่มาร่วมทำกุศลในงานศพของคุณอรอนงค์ ล้วนเป็นผู้ที่มีเกียรติยศชื่อเสียงในวงสังคม
และวงการอาชีพของตน คนเหล่านี้มีวัยเลยหนุ่มสาวไปแล้วแต่งกายภูมิฐาน ฝ่ายสุภาพสตรีนั้นแม้จะอยู่ในอาภรณ์สีดำ
แต่ก็ดูเลิศหรู สวมใส่เครื่องประดับมุกมณีประกวดประชันให้เห็นอยู่ทั่วไป ข้างฝ่ายสุภาพบุรุษก็อยู่ในเครื่องแต่งกาย
แบบสากล บ้างก็สวมใส่เครื่องแบบข้าราชการมาอย่างเต็มยศ

ทั้งหมดอยู่ในอาการสงบสำรวม บ้างพูดจากันด้วยทีท่าระมัดระวังด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาพอได้ยินกันในระหว่างกลุ่มตน

พวกเขาเพียงเข้าใจว่าคุณอรอนงค์เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ ไม่ได้รู้สึกมากไปกว่านั้น

"น่าเสียดายเหลือเกินนะ ยังสาวยังสวย ยังสดชื่นแจ่มใสอยู่แท้ๆ"
"เขาไม่สบายเลยไปพักที่หัวหิน ไม่รู้ทำไมจึงเกิดเรื่องขึ้นได้ ไม่น่าเลย น่าใจหายจริงๆ"
ฯลฯ

มีญาติบางคนเท่านั้นที่พอจะรู้เรื่องลึกอยู่บ้างเนื่องจากก่อนเกิดเหตุ สามพี่น้องได้ตกลงกันแล้วที่จะพูดเรื่องฐานะ
ที่แท้จริงของครอบครัว ชั่วข้ามคืน คนที่เกี่ยวข้องก็รู้เรื่อง

พวกเขาซุบซิบกันถึงเรื่องบ้าน ซึ่งถูกโอนกรรมสิทธิ์ไปเป็นของผู้อื่น

"น่าเสียดาย อยู่มาแต่ไหนแต่ไรแท้ๆ"
"แม่อรคงจะกลุ้มใจมากเทียวละ ถึงได้คิดสั้นแบบนั้น"
"น่าสงสารจริงๆ ไม่น่าจะคิดสั้นเลย มีอะไรก็ควรจะปรึกษาหารือจะได้ช่วยๆ กัน แล้วมันคงไม่ต้องจบลงแบบนี้"

คำพูด ความสงสารท่าทีเห็นอกเห็นใจคล้ายพร้อมใจจะให้ความช่วยเหลือหากรู้ความจริงเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณอรอนงค์
ไม่เคยคิดว่าจะได้รับเมื่อเธอยังมีชีวิต เธอคิดอยู่แต่ว่าเธอกำลังถูกจับตามอง และจะถูกเย้ยหยันอยู่ตลอดเวลา
เธอพยายามทำทุกทางที่จะให้สามารถเชิดหน้าอยู่ได้ในท่ามกลางญาติมิตรและวงสังคม เธอปกปิดไม่ให้ใครรู้ฐานะ
ที่แท้จริง และที่พวกเขาเห็นก็คือเปลือกนอกสวยงามของเธอ

สิ่งที่คุณอรอนงค์เกลียดกลัวยิ่งกว่าอื่นใดก็คือความสมเพชเวทนา การได้รับการเย้ยหยันและการเสียหน้า
ทว่าในบัดนี้ เธอไม่มีแม้แต่ชีวิต เธอได้ผ่านพ้นไปแล้วจากความทุรนทุรายวุ่นวายอันเกิดขึ้นกับเธออยู่ทุกคืนวัน

ลูกๆ ทั้งสามอยู่ในชุดไว้ทุกข์ ยืนรับรองแขกเหรื่อด้วยอาการโศกศัลย์ มีกลุ่มเพื่อนผลัดกันคอยปลอบใจ
และช่วยเหลือ และที่ข้างกายเอมอมรก็มีชลิต

ร่างสูงยืนหยัดเคียงข้าง คอยมองเธออย่างห่วงใย สีหน้าของหญิงสาวซีดเผือด โศกเศร้า สีดำสนิทของเสื้อผ้าตัด
กับผิวขาวซีดของใบหน้า บางครั้งเธอซวดเซ บ่อยครั้งที่ต้องยึดเขาไว้

เธอร้องไห้จนหมดแรงนับแต่พบศพมารดา และเศร้าซึมเรื่อยมาหลังจากนั้น

"ฉันไม่น่าปล่อยคุณแม่ไว้คนเดียวเลย"
"อย่าโทษตัวเอง มันไม่ใช่ความผิดของคุณ"
"ใช่ซิ ทุกคนผิด แต่ว่าฉันผิดที่สุด ละเลยที่สุด ถ้าฉันทำสิ่งที่ควรจะทำ คุณแม่คงจะยังไม่ตาย"

เขาเฝ้าแต่ปลอบโยนเธอ ในบางครั้งอ้อมแขนอบอุ่นกอดปลอบ ในวันเวลาเหล่านั้น น้ำตาเธอซึมลงกับอก
เขาไม่รู้มากน้อยเท่าไร

เขาให้กำลังใจ ให้ความรักความอบอุ่นโดยไม่คิดหมายสิ่งใดตอบแทน เขารู้ตัวดีว่า เขาเพียงอยู่เคียงข้างเธอ
แทนคู่หมั้นซึ่งอยู่ห่างไปแสนไกล ไม่มีสิทธิ์คิดหวังสิ่งใดทั้งสิ้น

เธอสงบใจลง ทว่ายังเศร้าซึม โศกสลดอยู่ไม่วาย

คมกริชมางานเกือบทุกวัน "ผมเสียใจด้วย"

เขาอยากปลอบเธอมากกว่านั้น ถ้าไม่มีชลิต คนที่ยืนอยู่ข้างเธอในเวลานั้นก็จะต้องเป็นเขา

หญิงสาวนัยน์ตาตกมองพื้น แทบไม่ยอมพูดจากับใครปล่อยให้อารยะทำหน้าที่เจ้าภาพร่วมกับพวกญาติๆ

คมกริชเฝ้ามอง อยากจะถ่ายทอดความอาทรห่วงใยจากใจให้เธอได้รับทราบ ทว่าเขาไม่อาจทำได้
ส่วนพิพัฒน์ก็สงบเสงี่ยมลงอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นชลิต แม้ชายหนุ่มได้กล่าวคำขอโทษเขาแล้ว
เมื่อพบกันหลังจากที่มีเรื่อง แต่พิพัฒน์ก็ยังไม่กล้าเข้าใกล้เอมอมรต่อหน้า เห็นชายหนุ่มเมื่อไหร่ก็จะรีบถอยกรูด

ร่างสูงใหญ่ของผู้ชายใบหน้าสะอ้านท่าทางสำรวม สวมใส่ชุดสากลเรียบหรูที่ตามเอมอมรเหมือนกับเงาด้วยสีหน้า
สายตาและท่าทีราวกับว่ามีความผูกพันกันอย่างใกล้ชิด ตกเป็นที่สนใจ มีเสียงถาม หลายครั้ง

"ผู้ชายคนนั้นเป็นใครกัน"
"แฟนหนูเอมเขาหรือ"
"คงจะเป็นเพื่อนของพี่ชาย หนูเอมเขามีคู่หมั้นอยู่เมืองนอก ไม่ใช่คนนี้"

ต่างพูดกันไปต่างๆ นานา ทว่าในกลุ่มของญาติผู้ใหญ่ คนที่พอจะรู้เรื่องหรือเคยได้ยินคำบอกเล่าต่างพูดกันไปว่า

"นี่หรือ...ผู้ชายคนใหม่ที่ว่าเข้ามาวุ่นวายกับเอม ดูซี แสดงตัวออกนอกหน้า
ไม่ได้เกรงอกเกรงใจใครๆ บ้างเลย"

คุณพิไลและเพ็ญระพียังช่วยกันประโคมข่าวอยู่ใกล้ๆ แม้จะอยู่ในชุดไว้ทุกข์ แต่ทั้งสองคนไม่ได้เศร้าเสียใจกับผู้ตาย
และลูกๆ สักเท่าไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชายหญิงทั้งสองต่างเคลียคลอให้เห็นเป็นที่บาดใจอยู่เช่นนั้น

"คนนั้นแหละค่ะคือตัวปัญหา... ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่ว่าจะดีนะคะ เคยเข้ามายุ่งกับหนูเพ็ญอยู่พักหนึ่ง
แล้วก็หันไปหาเอม แหม...แม่เอม ถึงกับลืมคู่หมั้น หลงเขาไม่ลืมหูลืมตาเทียวละ"
"อาไร้...จะเป็นไปได้ยังไง หนูเอมเขาออกเป็นเด็กดี"
"ใครว่าคะ เขาแกล้งทำหลอกคนอื่นน่ะซิ"

คุณพิไลเจ็บแค้นแทนลูกสาว เธอหลงเข้าใจว่าชลิตมาชอบเพ็ญระพี ถึงกับต้อนรับเขาในฐานะว่าที่ลูกเขย
แต่แล้วการณ์กลับเปลี่ยนไป ครั้นเพ็ญระพีมีเรื่องเล่าจากสมรักมาโจมตี คุณพิไลก็ยิ่งเชื่อถือและรู้สึกชิงชังในหลานสาว

เหมือนเช่นที่เธอเคยรู้สึกต่อคุณอรอนงค์เมื่อครั้งเป็นสาวขึ้นมาด้วยกัน

"เด็กดีใครจะทำเรื่องแบบนี้ได้ คู่หมั้นเรียนอยู่เมืองนอก ตัวอยู่ทางนี้มีแฟนใหม่หน้าตาเฉย"

คนอื่นๆ ไม่แน่ใจ เด็กสาวเคยมีความประพฤติเรียบร้อยมาตลอด ทว่ามองด้วยสายตาในขณะนั้น เขามองเห็น
ความผูกพันในระหว่างกันของสองคนชัดเจน

คุณธวัชมองดู "ว่าที่ลูกสะใภ้" ด้วยท่าทีเคร่งขรึมอ่อนโยน
"อย่าเศร้าเสียใจให้มากไปเลยนะ เอม คุณแม่สบายไปแล้ว"
เขาปลอบตามหน้าที่ แม้กระนั้นเอมอมรก็จับได้ถึงลักษณะบางอย่างที่ผิดแปลกไป

คุณสุดใจนั่งอยู่ใกล้ๆ คุณป้าภาณี สีหน้าของผู้ใหญ่ท่านนี้ ดูจะตึงเครียดกว่าเคย

คุณป้าภาณีเป็นป้าสะใภ้คนโต และเป็นญาติใกล้ชิดกับบิดามารดาของสิทธา เธอเห็นเอมอมรกับชลิตแล้ว
ก็รู้สึกเสียหน้า เธอรู้สึกว่าเธอต้องรับผิดชอบในความประพฤติของหญิงสาวแต่จะต่อว่ากันในเวลานี้ก็ไม่ได้

เรื่องเบื้องหลังการล้มละลายของครอบครัวหญิงสาวก็เหมือนกัน เธอไม่เคยคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้น
เธอสู้อุตส่าห์ภาคภูมิใจที่หลานสาวของสามีคนนี้เท่าเทียมกับคู่หมั้น ซึ่งเป็นหลานชายของเธอ
แต่กลับปรากฏว่าในเวลานี้ครอบครัวของหญิงสาวหมดเนื้อหมดตัว ไม่มีแม้แต่บ้านที่จะอยู่อาศัย

คุณภาณีได้แต่รู้สึกอับอายและเสียหน้า

สายตาของคุณสุดใจออกจะห่างเหินเมินหมางมิได้อ่อนหวานเอื้อเอ็นดูดังเคยแม้ พยายามจะหาถ้อยคำมาปลอบโยน

"นั่นซิ เอมอย่าเสียใจให้มากเกินไปเลย คนตายไปแล้วยังไงๆ ก็ไม่ฟื้น แต่คนที่ยังอยู่นี่ซี
ควรจะระมัดระวังรักษาตัวเองเอาไว้ ดูซี ผอมซีดเซียวไปแยะทีเดียว ระวังจะล้มลงไป
ก่อนจะพ้นงานคุณแม่นะ" "เอมไม่เป็นไรหรอกค่ะ..."
น้ำเสียงของเธออ่อนเครือ ใบหน้าเศร้าหมอง เธอจับความเมินหมางห่างเหินจากคนทั้งสองได้
แต่ในเวลานั้น เธอไม่มีแก่ใจที่จะนึกแก้ไข
"ดีแล้วละอย่าเป็นอะไรไป ลุงกลัวพ่อสิทธาจะเสียใจ" ธวัชอดมองชลิตไม่ได้
"นี่เขายังไม่รู้เรื่องเลยนะ หนูเขียนบอกไปหรือเปล่า"
"เปล่าค่ะ"
คุณสุดใจรีบพูดว่า "ดีแล้ว... อย่าเพิ่งบอกเลย กำลังขะมักเขม้นเรียนหนังสือประเดี๋ยว
จะเสียสมาธิเปล่าๆ เอาไว้ป้าจะหาทางบอกเองดีกว่า อืม ได้ยินว่าไม่เหลืออะไรเลยหรือ บ้านช่อง"
"ค่ะ..."
"เฮ้อ...น่าเสียดาย ไม่รู้ว่าคุณอรอนงค์ไปทำท่าไหนเข้า นี่น่ะ...
พวกลุงกับป้าไม่ได้เคยระแคะระคายมาก่อนเลย ไม่รู้เลยว่าพวกหนูลำบากกันมานานแล้ว
หนูเองก็ไม่เคยปริปากบอก...ไม่รู้ว่าทำไม"

น้ำเสียงตอนท้ายคล้ายตำหนิจับผิดมากกว่าตัดพ้อด้วยความห่วงใย

เธอไม่มีคำพูดจะกล่าว ได้แต่นัยน์ตาตกมองพื้นกลั้นกลืนความเจ็บปวดระคนอับอายไว้

"แล้วนี้มีอะไรจะให้ช่วยไหม จะไปอยู่ที่ไหนกันต่อไปล่ะจ๊ะ"
"เราจะหาบ้านอยู่กันในระหว่างพี่ๆ น้องๆ ค่ะ"
"มีอะไรจะให้ช่วยก็บอกนะ"
"ขอบพระคุณค่ะ..."

บรรดากลุ่มญาติของทั้งเธอและสิทธายังคงมีเรื่องพูดจากันต่อไป ลักษณะท่าทีบอกว่าเขาไม่ได้พูดถึงเธอในทางที่ดีนัก
มองไปครั้งใดเธอมักจะได้เห็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกกระทบกระเทือนใจ เธอรู้ตัวว่าพวกเขาเฝ้ามอง และกำลังพูดกันถึงเธอ

เธอรู้สึกเจ็บลึกๆ

เพื่อนๆ ของสามพี่น้องพากันมาร่วมในงานอย่างคับคั่ง ไม่ขาดแม้แต่วิชา เพียงแต่ว่าประพิมขอตัวเพราะว่ามีลูกเล็กๆ
ที่จะต้องดูแล

"ว่างๆ ก็เชิญไปที่บ้านของผมนะครับ คุณเอม" เขาบอกเธอ "ไปเยี่ยมหลาน"
เอมอมรก็รับคำ...

page 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 2728 29 30
31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60
61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 71 72 73 74 75 76 77 78 79 80 81