|
เอมอมรนั่งนิ่งเหมือนไร้ความรู้สึก นัยน์ตาที่เบิกโพลง แห้งผากและตึงเครียด เธอได้เห็นและได้ยินคนรอบข้าง
ที่วุ่นวายกันอยู่ ผู้คนมากันมากมาย ทั้งชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจ
มีเสียงพูด เสียงถามและเสียงตอบ สลับวนเวียนกันไป อารยะอยู่ไม่ไกลกำลังตึงเครียดวิตกกังวลพอกัน
ผิดกันตรงที่ว่าอารยะไม่ได้รู้สึกปวดร้าวใจเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่างเหมือนอย่างเธอ เสียงเย้ยหยันของสมรัก
ยังกังวานอยู่ในหู ทอดน้ำเสียงเรียก...เอมมี่...อย่างหยอกเย้าล้อเลียน
เมื่อวันก่อน เขาเพิ่งทำให้เธอรู้สึก อบอุ่นซาบซึ้ง ไว้วางใจอยู่หยกๆ แล้วทำไมวันนี้กลับเป็นไปเช่นนั้น
นี่เขาจะปลิ้นปล้อน หลอกลวงเธอไปอีกสักแค่ไหน
เธอรู้สึกว่าสมองกำลังมึนชา ความวิตกกังวลในชะตากรรมของมารดากระหน่ำหนักหนาอยู่แล้ว
เธอยังถูกความเจ็บปวดผิดหวังกระหน่ำซ้ำเข้าให้อีก
"พวกเขาสันนิษฐานกันว่า คุณแม่กินยานอนหลับเข้าไปมาก" อารยะพูดขรึมๆ
"กล่องยากระจัดกระจายยาอื่นหกเรี่ยราดแต่ว่ายานอนหลับหายไปเหลือแต่แผงเปล่าๆ
ทั้งๆ ที่หมอเพิ่งให้มาหยกๆ"
"แล้วคุณแม่หายไปไหนล่ะคะ ไม่มีใครเห็นบ้างเลยหรือ" เสียงถามสั่นเครือแหบแห้ง พี่ชายส่ายหน้าสีหน้าขรึมจัด พยักหน้าไปทางทะเล เรือลำน้อยลอยล่องตรงนั้นตรงนี้
มีโคมไฟส่องฉายท้องน้ำ "เขาหากันทั้งบนบกและในน้ำ" ก้อนสะอื้นตีบตันอยู่เต็มลำคอ น้ำตาคลอดวงตา "ขออย่าให้คุณแม่เป็นอะไรไปเลย...
ขอให้พวกเขาพบคุณแม่ปลอดภัยอยู่ที่ไหนสักแห่งเถิด"
อารยะมองใบหน้าซีดบอบช้ำของน้องสาวอย่างเป็นห่วง "เอม
เหนื่อยก็ไปนอนเสียซิ"
"แล้วพี่อาล่ะคะ"
"พี่ยังไม่เหนื่อย... จะรอคุณแม่ก่อน..."
"เอมก็เหมือนกัน..."
เธอพูดอย่างนั้นทั้งๆ ที่สมองมึนชา หูอื้อ เธอผู้เดินอยู่รอบข้าง เสียงสั่ง เสียงตะโกนโหวกเหวก นวลนั่งอยู่ใกล้ๆ
รำพึงรำพันและร้องไห้
แล้วเธอก็หมดความรู้สึกไป...
เมื่อเธอรู้สึกตัว มีมือหนาอบอุ่นกุมมือเธอไว้ข้างหนึ่ง เธอกำลังนอนอยู่ในห้อง เสื้อแสงถูกปลดดุมขยาย
ให้หละหลวม ลมทะเลที่พัดผ่านเข้ามาช่วยให้รู้สึกเย็นสบาย
เธอลืมตา ครั้นพอเห็นว่าเป็นใคร ก็กระตุกมือกลับ
"เอมมี่..."
ดวงตาอ่อนโยนมองเธออย่างห่วงใย มีรอยยิ้มโล่งใจอยู่ที่ริมฝีปาก หญิงสาวหลับตาลง พยายามคิดว่านั่นคือความฝัน
"เป็นอย่างไรบ้าง คุณไม่สบายใช่ไหม" อีกฝ่ายลูบปลายมือไล้ใบหน้าที่พลิกหนี ไม่มีรอยยิ้มตอบแม้สักนิดเดียว "ทำไมไม่พูดกับผม ผมเป็นห่วงคุณมากรู้ไหม"
เธอเสียงเครียด แม้มันจะเป็นเพียงเสียงเบาๆ "คนโกหก..!"
ชายหนุ่มนิ่งงงงัน เอมอมรติดกระดุมเสื้อ พยุงตัวลุกขึ้น
"ออกไปได้ไหม!"
"เอมมี่..." เขาเรียก
เธอหันหน้าหนี "ออกไป..!"
ชลิตมองอย่างไม่เข้าใจ "นี่คุณโกรธผมเรื่องอะไร ไม่รู้หรือว่าผมเป็นห่วงคุณขนาดไหน" เขาถาม "อะไปตามผมที่ที่ทำงานแล้วผมก็รีบขับรถตามมาในทันที ผมยังไม่ได้ทำอะไรไม่ดีเลยนี่" "ฉันไม่อยากฟังคุณอีกต่อไป" เสียงของเธอสั่นเครือแหบพร่าอย่างกำลังจะร้องไห้
"คุณโกหก คอยหลอกฉัน ฉันเกลียดคุณ"
ชลิตได้แต่มองอย่างงงงัน น่าขัน เขาถูกผู้หญิงที่เป็นของเขาทั้งสองคนกล่าวคำว่าเกลียดในเวลาไล่เลี่ยกัน
"ผมโกหกอะไร หลอกคุณยังไงหรือเอมมี่"
เธอซบหน้าลงกับมือ น้ำเสียงอ่อนล้า "ฉันอยากอยู่คนเดียว"
"บอกผมมาก่อนซี..."
"ออกไป"
ชายหนุ่มไม่ถือสา จับเธอให้หันมาหา ถามอ่อนโยน "บอกมาก่อนซี"
อีกฝ่ายได้แต่หันหน้าหนี สะบัดจะให้หลุดจากการจับกุม
"เอมมี่
..ป่านนี้แล้วคุณยังไม่เข้าใจผมอีกหรือ" "เลิกพูดอย่างนี้...เลิกเรียกฉันอย่างนี้เสียที ฉันชื่อเอมอมร ไม่ใช่เอมมี่...
ฉันไม่ชอบให้ใครๆ มาเรียกแบบนั้นนะ" เธอพร่างพรูออกมาอย่างอัดอั้น อีกฝ่ายชะงัก
"เอาละ...ก็ได้ งั้นบอกมาซิว่า โกรธผมทำไม"
เธอไม่ได้ตอบในทันที "เมื่อคืน... ทำไมคุณไม่ยอมพูดกับฉัน..."
"เมื่อคืน พูดกับคุณหรือ..." ท่าทีเขาคิดทบทวน เหมือนประหลาดใจ "คุณโทรมาหรือ"
"ทำไมต้องแกล้งถาม"
ชายหนุ่มเริ่มจะเข้าใจ "สมรักรับสายใช่ไหม"
"ใช่" ชลิตยิ้มออกมาได้ "โธ่...เอมมี่ ผมจะพูดกับคุณได้ยังไง ก็ผมไม่ได้อยู่ในห้อง
ผมออกมาก่อน ผมไม่รู้เลยว่าคุณโทรไป"
เธองุนงง "ฉันไม่เชื่อ"
"เอาอีกแล้ว พูดอยู่แต่ว่าไม่เชื่อๆ"
"แต่สมรักยังถามคุณเลยว่า..."
เขาจ้องมองตาเธออย่างจริงใจ "แค่นั้นก็เชื่อเขาหรือ"
สีหน้าเธอสับสน ไม่รู้ซีคะ
"คุณเชื่อเขา แต่ไม่เชื่อผม"
นัยน์ตาคู่สวยหลุบมองพื้นห้อง สีหน้าสลด "ฉันขอโทษด้วยค่ะ"
ชายหนุ่มดึงร่างบางมากอดไว้กับอก ไม่มีอาการต่อต้านขัดขืน หญิงสาวซุกอยู่ตรงนั้นแล้วก็ร้องไห้
|