"เราจะต้องย้ายออกไปจากบ้านนี้จริงๆ หรือคะ"
อะริยาถามพี่สาว สีหน้าของเด็กสาวหม่นหมองวิตกกังวล เอมอมรตอบว่า
"พี่คิดว่าจริงนะ"
"แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหนกันล่ะ พี่เอม" "เราจะต้องหาบ้านใหม่ ตอนนี้อะพยายามประหยัดหน่อยก็แล้วกัน
เราจะต้องรวบรวมเงินไว้ให้มากที่สุด แม้พันสองพันก็มีค่า"
อริยาพูดอ่อยๆ อย่างหดหู่หัวใจ "แล้วเราจะบอกใครๆ ว่ายังไงดีล่ะ ไม่อายเขาแย่หรือ"
"อายก็ต้องทน มันเป็นความจริงจะทำยังไงได้ล่ะ ยังไงๆ เราก็หนีความจริงไม่พ้น"
เด็กสาว ทำสีหน้าละห้อย "อะน่ะ ไม่เป็นไรหรอก ทนไม่ได้ขึ้นมาก็ออกจากมหาวิทยาลัยเสียเลย"
พี่สาวถอนใจ คิดว่าจะต้องค่อยๆ กล่อมเกลาจิตใจน้องสาวให้ยอมรับให้ได้
"แต่คุณแม่น่ะซี จะทนได้หรือเปล่า" อีกฝ่ายหนึ่งนิ่ง เธอเองก็กังวลเป็นที่สุดว่ามารดาจะทนความกดดันจากคนภายนอกได้เพียงไหน
"คุณแม่โตแล้วไม่ใช่เด็กๆ คุณแม่จะต้องยอมรับความจริงและทำใจให้ได้ แต่ตอนแรกๆ นี้พี่คิดว่าเราจะต้องไม่ให้คุณแม่พบใครๆ ให้มากเกินไป จะได้ไม่ต้องฟังคำพูดใครๆ ให้กระทบกระเทือน" "แต่ก็ไม่แน่ว่าคุณแม่จะทนได้นะ คุณแม่ชอบสังคม ชอบพบปะผู้คน เมื่อจู่ๆ กลับทำไม่ได้ขึ้นมา
อย่างนี้ คุณแม่จะรู้สึกยังไง" "เฮ้อ..." หญิงสาวถอนใจอีก มันกลายเป็นลักษณะประจำตัวไปอย่างช่วยไม่ได้
"ยังไงพี่ก็ไม่รู้นะ เราจะต้องค่อยๆ ดูกันต่อไป อะเองอย่าทำให้คุณแม่หนักใจ
ก็แล้วกัน ช่วยๆ กันแล้วอะไรๆ ก็จะดีไปเอง"
...
เวลานั้นค่ำคืนแล้ว เอมอมรนั่งมองดูรูปถ่ายของสิทธา อารยะยังไม่กลับ และอริยาก็ไปหาคุณตาคุณยาย
เด็กสาวเป็นหลานรักจึงรับหน้าที่ไปเล่าเรื่องราวให้ท่านทั้งสองฟัง
คุณภาณี และสามีของเธอซึ่งพักอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันจะต้องรู้เรื่องด้วยแน่นอน แล้วจากนั้นเรื่องจะรู้ไปถึง
ครอบครัวของสิทธาซึ่งเป็นเพื่อนรักของคุณภาณีหรือเปล่า
หญิงสาวทอดถอนใจ คนอื่นๆ จะว่าอย่างไรกันนะ เมื่อได้ทราบความจริงว่า ครอบครัวของเธอมาถึงจุด
ที่ไม่มีอะไรเหลือ แม้แต่บ้านที่เคยอยู่มาแต่เล็กแต่น้อย ด้วยความรักความอบอุ่น ก็กำลังจะถูกคนอื่นยึดไปครอบครอง
ก็ดีเหมือนกันหากใครๆ ได้รับรู้กันในเวลานี้ ใครข้องใจสงสัยจะได้มาซักมาถาม มาหาคำตอบเอาจากพวกเธอพี่น้อง
แต่หากว่าแม่ของเธอกลับมา เธอหวังว่าทุกคนคงได้เข้าใจและยอมรับ และจะไม่รบกวนให้แม่กระทบกระเทือนอีกต่อไป
แม่ควรจะได้เริ่มต้นใหม่ด้วยความสงบ
สิทธา...
เอมอมรคิดไปถึงพ่อแม่ของคู่หมั้น ท่านทั้งสองคงต้องได้รู้จาก คุณภาณี ท่านจะว่าอย่างไรกัน จะยังคงรักเอ็นดูเธอ
อยู่เหมือนอย่างเดิม หรือว่ารังเกียจเดียดฉันท์... เธอได้แต่สงสัย...
และหากว่าเป็นไปในประการหลัง เธอจะแต่งงานกับสิทธา ก้าวเข้าไปเป็นสะใภ้คนเดียวของครอบครัวนั้นได้อย่างไร
ถึงอย่างไร ความจริงก็ต้องเป็นความจริง เธอบอกตัวเองว่าจะต้องยอมรับมันอย่างกล้าหาญ เธออดไม่ได้ที่จะนึถึงคน
ที่ทำให้เธอกล้าหาญถึงเพียงนี้
จะเป็นใครถ้าไม่ใช่ชลิต...
ถ้าหากฝ่ายสิทธาขอถอนหมั้น เธอคงไม่รู้สึกทรมานมากเท่ากับได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรยศ
เสียงโทรศัพท์กรีดขึ้นในความเงียบ หญิงสาวลุกเดินมารับ
"ฮัลโหล"
"คุณเอมหรือคะ..." น้ำเสียงทางปลายสายบอกความตื่นตกใจ เอมอมรใจวาบขึ้นด้วยความวิตกกังวล
"มีอะไรหรือนวล"
"คุณผู้หญิงค่ะ คุณเอมคะ คุณผู้หญิงแย่แล้ว!" ปลายสายระล่ำระลัก น้ำเสียงแตกตื่น
เอมอมรใจหาย "คุณแม่เป็นอะไรไปนวล..."
"คุณผู้หญิงหายไปค่ะ ไม่รู้ว่าหายไปไหน" หญิงสาวมือเท้าอ่อน เรี่ยวแรงเหือดหายไปทั้งหมด "แน่ใจหรือนวล หาดูทั่วแล้วหรือยัง
" เธอแข็งใจถาม นวลตอบกลับมาว่า "หาทั่วแล้วค่ะ นวลไม่เห็นเลยจริงๆ เห็นแต่รองเท้าทิ้งอยู่ที่ชายหาด แล้วอีกอย่างหนึ่ง
นวลคิดว่าคุณผู้หญิงคงจะกินยานอนหลับเข้าไปแยะเลยค่ะ เพราะว่าเมื่อเช้านี้นวลเตรียมยาให้
ยังเห็นยานอนหลับเหลืออยู่เต็มแผง แต่เมื่อกี้นี้เห็นมันเหลือแต่แผงเปล่าๆ แล้ว
ยาอื่นๆ ก็ถูกรื้อตกเรี่ยราดไปหมดเลยค่ะ" "โอย...ขออย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย" เธอแทบจะร้องไห้ออกมา
"นวลให้บุญไปแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้เลย พอฉันตามพี่อาได้แล้วจะรีบตามไป"
เธอวางสาย เมื่อติดต่ออารยะไม่ได้ก็วิ่งขึ้นไปแต่งตัวด้วยความรู้สึกอื้ออึง เธอทำอะไรแทบไม่ถูก
สวมเสื้อผ้า หยิบกระเป๋าสตางค์แล้วก็ลงมายืนเคว้งคว้างอยู่กลางห้อง
หัวหิน... เธอจะไปที่นั่นได้อย่างไร
อารยะยังไม่กลับ แล้วยังติดต่อไม่ได้ หญิงสาวรีบต่อโทรศัพท์ไปบ้านเพื่อนๆ ของเขา
แต่ไม่มีใครรู้ว่าพี่ชายของเธออยู่ที่ไหน
เธอหมุนหมายเลยไปยังบ้านคุณตาคุณยาย ทว่าไม่ทันที่จะมีเสียงเรียก เธอก็ตัดสาย ท่านทั้งสองอายุมากแล้ว
เธอเองยังไม่รู้ว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไรจึงไม่สมควรที่จะเอาความห่วงกังวลไปใส่ให้ท่าน
เธอคิดถึงชลิต แล้วก็ต่อเลขหมายทันที ภาวนาขอให้เขาอยู่บ้าน ขณะที่กำลังมีความทุกข์สาหัส
เธอหวังให้เขามาอยู่ข้างๆ เพื่อเธอจะได้มีกำลังใจต่อสู้กับเหตุการณ์ข้างหน้า
มีสัญญาณเสียงเรียก หญิงสาวกระวนกระวายรอคอย
"ฮัลโหล..." เป็นเสียงของสมรัก...!
เอมอมรยืนงง
"ฮัลโหล..." เสียงนั้นดังมาอีก สมรักบอกทวนเลขหมาย
"รัก..." เสียงเธอแหบพร่า "เราขอพูดกับคุณชลิตหน่อย" "อ๋อ เอมอมรหรือ" น้ำเสียงของสมรักบอกว่าแปลกใจแต่กลับขบขันระคนเย้ยหยัน
"ดึกดื่นป่านนี้แล้วตัวโทรมาหาคุณลิตเขาทำไม มีธุระอะไรนักหนาหรือ"
เธอนิ่ง นึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรดี
"บอกได้ไหม หรือว่าเป็นความลับ"
"รัก... เรามีเรื่องสำคัญ เราต้องพูดกับเขา"
"งั้นหรือ..." ฝ่ายนั้นนิ่งไป "เดี๋ยวนะ จะขอถามดูก่อนว่าเขาอยากจะพูดกับตัวหรือเปล่า" แล้วเธอก็ได้ยินเสียงหวานของสมรักดังแว่ว
"คุณลิตขา เอมอมรโทรมา คุณอยากจะพูดกับเขาหรือเปล่าคะ"
หญิงสาวรู้สึกเจ็บปวดจนต้องกลั้นใจกับเสียงนั้น
ชั่วครู่ เสียงของสมรักก็กลับมาพูดด้วย คราวนี้มันบอกความขบขันและเย้ยหยันยิ่งกว่าเดิม
"เสียใจด้วยนะ คุณชลิตเขาไม่ยอมมาพูด ... แล้วก็... ลองพยายามดูใหม่ซีนะ...เอมมี่..."
เอมอมรตัวชา วางหูโทรศัพท์ลงด้วยหัวใจเจ็บปวด...
|