|
อารยะติดต่อบ้านพัก ในวันที่เดินทาง เขาขับรถตามไป เพราะได้ตกลงกันไว้ว่าจะทิ้งรถและคนขับพร้อมด้วยสาวใช้
ไว้กับมารดา เขารู้แต่เพียงว่ามารดาไม่สบาย แต่ไม่ได้สนใจว่าเป็นอะไร เขาไม่รู้เลยว่าได้เกิดอะไรขึ้นกับแม่
และน้องสาวซึ่งเกี่ยวพันมาถึงบ้านที่ทุกคนพักอาศัยมานานหลายปี
บ้านพักหลังนั้นอยู่ใกล้ชายทะเล เป็นบ้านหลังเล็กกะทัดรัดที่เพียบพร้อมด้วยเครื่องอำนวยความสะดวก
ค่าใช้จ่ายต่อวันค่อนข้างจะสูง แต่เธอก็เห็นว่าคุ้มสำหรับการพักผ่อนของมารดา
"จะสิ้นเปลืองแค่ไหนก็ช่าง ขอให้แม่สบายใจก็แล้วกัน"
บรรยากาศโดยรอบสงบเงียบแทบจะไม่มีผู้คนมาพัก หญิงสาวคิดว่ามารดาน่าจะพอใจความเงียบสงบเช่นนี้
คุณอรอนงค์เดินเล่นไปรอบๆ บริเวณ ขณะที่ลูกสาวช่วยกันกับสาวใช้จัดข้าวของ สีหน้าของเธอนั้น
บางครั้งเหม่อลอยหม่นหมอง บางครั้งว้าวุ่นสับสน และก็มีบ่อยครั้งที่เธอแอบร้องไห้
นับแต่เกิดเรื่องมาจนบัดนี้ อารยะเพิ่งจะได้ใกล้ชิดมารดา เป็นปกติของเขาที่ไม่ใคร่ได้อยู่บ้าน กลับจากทำงาน
ก็เที่ยวสนุกไปวันๆ ถ้าไม่กลับดึกดึก บางทีก็ค้างที่บ้านเพื่อน บางครั้งก็ไปอยู่ที่อื่นเป็นเวลาหลายวัน หากเขาเห็นว่าใคร
ในครอบครัวมีอาการผิดปกติ ก็ไม่เคยนึกสนใจ คิดเพียงว่าพวกผู้หญิงก็เป็นอย่างนี้ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย
อารมณ์ผันผวนเอาแน่นอนอะไรไม่ได้ แล้วก็ไม่เคยมีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นมาก่อนเลย
แต่ในคราวนี้ เขาเพิ่งจะได้เห็นว่ามารดาเป็นเอามากจริงๆ เขาต้องแปลกใจระคนวิตกกังวล
พอมีโอกาสก็กระซิบถามน้องสาว
"คุณแม่ไม่สบายมากเทียวนะ เป็นอะไรไปเอมรู้ไหม"
"คุณแม่มีเรื่องไม่สบายใจ" เธอบอกพี่ชาย
"เรื่องอะไรหรือ ดูท่าทางไม่ดีเลย"
"มันมีสาเหตุค่ะ แล้วเอมจะเล่าให้พี่อาฟัง"
เอมอมรซื้ออาหารมาทิ้งไว้ให้ รวมทั้งบรรดาหนังสือและเทปเพลงไพเราะ เธอและพี่ชายมีกำหนดหมายจะค้าง
อยู่เป็นเพื่อนแม่คืนหนึ่ง และจะเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น
คุณอรอนงค์เข้าห้องนอนแต่หัวค่ำ แต่ทว่าไม่ได้หลับ เธอปล่อยให้ความรู้สึกนึกคิดจมอยู่กับความผิดหวัง
และเศร้าเสียใจ ในระยะหลังนี้ เธอแทบไม่ได้สนใจตกแต่งรูปโฉม เธอไม่มีแก่ใจที่จะทำเช่นนั้น ทว่าก็มีบ่อยครั้ง
ที่เธอจ้องมองดูสังขารทรุดโทรมจากกระจกเงาด้วยความตื่นตระหนกและหวาดหวั่น แล้วเธอก็ร้องให้...
"โอ๊ย เงียบจริงโว้ย"
อารยะร้องออกมา ชิงชังสภาพเงียบเหงาเช่นนั้น มันทำให้เขาอึดอัดรำคาญใจ
"พี่อาไม่ชอบเงียบๆ หรือ"
"ไม่ชอบ... ที่นี่ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเลย ดูซี
ตามบ้านช่องข้างนอกโน่นก็แทบจะไม่มีแสงไฟให้เห็นเลย"
"ก็ฟังเสียงคลื่นไปซิ น่าเพลินออก"
"น่าเพลินอะไรได้ เหงาใจจะตายไป"
เธอรู้สึกเหนื่อยหน่าย คนอย่างอารยะ อะไรไม่ถูกใจนิดๆ หน่อยๆ ก็ทนไม่ได้ เขาไม่ชอบเหงาใจ แต่เธอนั้นสิ
อยู่กับมันจนต้องยอมรับว่า มันเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งจะไม่มีวันจะหนีพ้น
เธอเดินเล่นอยู่ที่ลานหน้าบ้าน ฟังเสียงคลื่นซัดฝั่ง พลางนึกถึงวันคืนในหนหลัง เสียงคลื่นอย่างนี้
สายลมและท้องฟ้าสะอาดประดับดาวพร่างพราวอย่างนี้ เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนกับคืนที่เธอร้องไห้กับภาพ
ของใครคนหนึ่งที่ประคองกอดหญิงอื่นอยู่ต่อหน้า ในวันคืนเหล่านั้น หล่อนรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าว เธอนึกถึงผู้ชายคนนั้น
แม้จะพยายามกำจัดเขาออกไป แต่จนกระทั่งถึงบัดนี้เขาก็ยังเวียนว่ายอยู่ในหัวจิตหัวใจของเธอ
ไม่ได้ห่างหายไปทางไหนเลย...
เธอกังขาพรหมลิขิต ทำไมเธอต้องมาพบและรักเขา ในเมื่อได้หมั้นหมายกับสิทธาไว้ก่อนแล้ว
คนที่เอมอมรคิดถึง ก็กำลังคิดถึงเธออยู่เช่นกัน
เขาจอดรถใกล้รั้วบ้าน มองผ่านเข้าไปเห็นบ้านหลังใหญ่ปิดเงียบ อยู่ในท่ามกลางความมืดของราตรี
มีดวงไฟถูกเปิดทิ้งไว้เพียงไม่กี่ดวง ตามห้องนอนชั้นบนปิดไฟมืด
เขาไม่อาจข่มตาข่มใจให้หลับได้ เขาวุ่นวายเช่นนี้มานานแล้ว นับแต่รู้ตัวว่ารัก และไม่อาจได้เธอมา
เธอช่างใจแข็งกับเขาเหลือเกิน ใจแข็งจนเขาเรียกว่าใจร้าย เธอตัดเขาทั้งที่เขารักเธอ
เขาเคยคิดว่าเธอก็รักเขา ทว่าคนรักกันจะทำเช่นที่เธอทำได้อย่างไร
ชายหนุ่มได้แต่เจ็บปวดน้อยใจอยู่คนเดียว...
|