|
คุณอรอนงค์นอนไม่หลับทั้งคืน เธอเอาแต่เสียใจร้องไห้ เธอหลับไปในเวลาใกล้เช้าแล้วมาตื่นเอาตอนเที่ยง
แต่ก็ไม่ได้ย่างกรายออกจากห้อง สาวใช้มาเคาะประตูหลายครั้ง บ้างก็มาตามให้ไปรับโทรศัพท์
"บอกเขาว่าฉันไม่อยู่"
เธอร้องไห้อยู่อีกตลอดวัน ครั้นลูกๆ กลับจากเรียนหนังสือ เธอก็ไม่ยอมออกมาเผชิญหน้า
"แม่คะ...มาทานข้าวด้วยกันเถอะ" อริยามายืนเรียกแล้วก็ได้ยินเสียงสั่นพร่าตอบกลับมาว่า
"แม่ไม่กินหรอกอะ แม่ไม่สบาย...จะนอน"
อริยาลงมาบอกพี่สาว เอมอมรถามว่า "แม่เป็นอะไร"
"ไม่รู้"
เอมอมรกำลังมีเรื่องไม่สบายใจ จึงไม่ได้สนใจจนนวลเข้ามารายงานในวันรุ่งขึ้น
"คุณเอมคะ ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงเป็นอะไรค่ะ ข้าวปลาไม่ยอมทาน ไม่ยอมรับโทรศัพท์
แล้วก็แทบจะไม่ออกจากห้องเลย เมื่อกลางวันออกมา นวลเห็นหน้าตาคุณผู้หญิงไม่ดีเลยค่ะ" เธอไปเคาะประตูเรียก แต่ไม่มีเสียงตอบ "แม่อาจจะกำลังหลับ
" หลังจากกลับมาเรียกใหม่อีกหลายครั้งมารดาจึงเปิดประตู เธอสะดุดใจที่ได้เห็นใบหน้าอิดโรย
ชอกช้ำบอกให้รู้ว่าผ่านการร้องไห้มากมาย ของอีกฝ่ายหนึ่ง
เธอถามอย่างห่วงใย "แม่คะ...แม่ไม่สบายหรือ"
คุณอรอนงค์หลบตา "ลูกเอม..."
ลูกสาวแตะมือลงทั่วใบหน้า "ตัวไม่ร้อนเลยนี่คะ"
"แม่ไม่ได้เป็นไข้" เสียงของเธอเครือ แหบพร่า
"งั้นแม่เป็นอะไรคะ แม่ไม่สบายใจใช่ไหม เรื่องคุณนิยมหรือเปล่า"
อีกฝ่ายชะงัก แล้วก็พยักหน้า "ลูกเอม.. เข้ามาข้างในก่อนซี" เธอเดินตามงงๆ อีกฝ่ายกลับมีท่าทีอ้ำอึ้ง แล้วในที่สุดก็ไม่ยอมพูด
"แม่ไม่ได้เป็นอะไร หนูออกไปก่อนเถอะ..." เธอบอกแล้วก็ร้องไห้อย่างกลั้นไว้ไม่ได้
"แม่คะ แม่บอกหนูได้ทุกอย่าง..." เธอไม่ทันได้พูดจนจบ
"แม่อยากอยู่คนเดียว..!"
หญิงสาวจำใจต้องออกมาจากห้องมารดาด้วยความรู้สึกวิตกกังวล เมื่อลงมาข้างล่างพบอริยา
เธอก็ปรารภให้น้องสาวฟัง
อริยาออกความเห็น "มีเรื่องกับคุณลุงนิยมกระมัง"
เอมอมรเองก็คาดไว้อย่างนั้น!
แม่ยังคงเก็บตัวเงียบอยู่ในห้องเมื่อมีเสียงโทรศัพท์ดังเรียก นานมาแล้วที่เอมอมรไม่ยอมรับสาย
ดังนั้นอริยาซึ่งอยู่ไกลกว่ากลับต้องวางงานเดินไปรับแทน พอเธอได้ยินเสียงทักทายก็รู้ทันทีว่าเป็นใครโทรมา
น้องสาวพูดคุยพลางหัวเราะเริงร่า พอเธอเดินผ่านก็ได้ยินเสียงหยอกเย้า เด็กสาวแกล้งชำเลืองมองมายิ้มๆ
"พี่เอมหรือคะ เขาไม่พูดกับพี่ลิตหรอกค่ะ เขาให้อะสัญญาแล้วว่า
จะไม่เคี่ยวเข็นเรียกเขามาพูดกับพี่ลิตอีก..." "อะ..." เธอได้แต่รู้สึกอ่อนอกอ่อนใจ ห่วงกังวลความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่ง
เขาจะโกรธ เสียใจ น้อยใจอย่างไรหรือไม่
"อ้าว พี่เอมจะพูดหรือ" ฝ่ายนั้นหันมายิ้ม
เอมอมรกลับลังเล บอกตัวเองว่าหากไม่ตัดใจ เรื่องราวระหว่างเธอกับเขาก็คงคาราคาซังไม่รู้จบสิ้น
ไม่รู้ว่าได้เสียน้ำตาเสียจิตใจไปเท่าไรแล้ว มันจะเป็นอย่างไรต่อไปขอให้เป็นเรื่องของชะตากรรมก็แล้วกัน
เธอหันเดินหนีเสียเฉยๆ
แต่ชลิตก็โทรศัพท์มาอีกในตอนเช้า ถามวิงวอน "เย็นนี้พบกันหน่อยได้ไหมครับ"
เธออยากพบเขา แต่เพราะกลัวว่าทั้งสมรัก คมกริช เพ็ญระพีและบิดามารดาของเจ้าหล่อนกำลังจับตามองดูเธออยู่
จึงจำใจตัดรอน
"ฉันไม่ไปหรอกค่ะ คุณแม่กำลังไม่สบายฉันต้องอยู่เป็นเพื่อน"
คุณอรอนงค์ได้แต่อาการทรุดลง ในวันหนึ่งเมื่อเอมอมรกลับจากมหาวิทยาลัย เธอเห็นว่ามีรถยนต์คันหนึ่ง
กำลังแล่นออกจากบ้านไปพอดี
มารดาของเธอนั่งหน้าซีดอยู่ที่ห้องรับแขก เอมอมรถามอย่างแปลกใจ
"มีอะไรหรือคะแม่"
คุณอรอนงค์มองลูกสาว สีหน้าเป็นทุกข์กังวล "ลูกเอม..."
"ใครมาหาแม่คะ"
"ทนายความ" เสียงของเธอแหบแห้ง
"เขามาทำไมคะแม่..."
คุณอรอนงค์ไม่ตอบ อ้ำอึ้งอยู่เป็นครู่แล้วก็ร้องไห้
"แม่..." หญิงสาวได้แต่กอดปลอบ "แม่มีอะไรไม่สบายใจ บอกเอมซีคะ"
"แม่ไม่ดีเอง...แม่ไม่ดีเอง..." เธอร้องไห้พูดอยู่อย่างนั้น สังหรณ์บอกเธอว่ามารดากำลังเผชิญปัญหาร้ายแรง
"แม่คะ มีอะไรเกิดขึ้น แม่บอกเอมเถอะ เราต้องช่วยกันแก้ปัญหานะคะ" "เอม..." คุณอรอนงค์พูดหลังจากที่ความตึงเครียดได้ถูกผ่อนคลายลงไป
จากการได้ร้องไห้ เธอพูดอย่างตัดสินใจ
"แม่มีอะไรจะบอกเอม เอมฟังแล้วพยายามเข้าใจหน่อยนะลูก"
...
เอมอมรนั่งนิ่งอยู่ในห้องด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ริมฝีปากเม้มสนิทจนเกือบจะกลายเป็นเส้นตรง
ประกายตาตึงเครียดวิตกกังวลจับมองอยู่ที่พื้นห้อง
เธอแต่งตัวเสร็จแล้ว ชุดเสื้อกระโปรงเรียบๆ ที่พอจะใช้ได้สำหรับเวลาค่ำคืน เธอหวีผมเรียบร้อย
ใบหน้าอ่อนใสเติมสีระเรื่อเพียงที่แก้มและริมฝีปาก
นิยมกำลังจะให้รถมารับเธอ
มารดาบอกเมื่อเธอกลับมาจากมหาวิทยาลัย เธอหน้าซีด แต่ว่าสีหน้าของแม่ยิ่งดูแย่กว่า
ทั้งสับสนวุ่นวาย เจ็บช้ำทรมานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"เอมจะทำอย่างไรก็แล้วแต่ แม่ไม่ว่า ไม่บังคับเอมหรอกลูก"
ที่เธอตัดสินใจทำก็คือแต่งตัวรอ เธอจะไป แม้ไม่รู้ว่าจะมีสิ่งน่ากลัวใดเกิดขึ้นก็ตาม
แม่เธอขายบ้านและที่ดินนี้ให้แก่นิยม จริงละครอบครัวเธอไม่ต้องเป็นหนี้ธนาคาร ทว่าก็ไม่เหลืออะไรอีกต่อไป
เงินที่เหลืออยู่แม่ก็ได้ใช้จ่ายไปแล้วเป็นจำนวนมาก จะปล่อยให้เขายึดบ้านไปหรือ
จะทำได้อย่างไร ที่นี่เป็นบ้านของเรา
และครอบครัวของเธอจะไปอยู่กันที่ไหน แม่ไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อบ้านหลังใหม่ และคนอื่นๆ อีกเล่า
จะพากันพูดว่าอย่างไร บรรดาญาติพี่น้อง มิตรสหายทั้งหลายจะต้องไม่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปโดย
สะดวกง่ายดาย จิตใจของแม่จะรับสภาพเช่นนั้นได้หรือ
เมื่อหาทางออกไม่ได้ เอมอมรก็ตัดสินใจที่จะให้แม่ตอบรับแล้วแต่งตัวรอ
แล้วถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องจะทำยังไงดี
"ร่างกายของเราก็เท่านี้ หวงแหนมันไปทำไม คนอื่นๆ เขาก็ใช้มันให้เป็นประโยชน์กันทั้งนั้น
ทำไมเราจะใช้บ้างไม่ได้..." เธอปลุกปลอบใจตนเองทั้งที่รู้สึกแย่เต็มทน
เธอมองภาพถ่ายของสิทธาอย่างเศร้าหมอง เขายังอยู่ที่นั่น สีหน้าอ่อนโยนส่งยิ้มอบอุ่นให้
เธอจับภาพนั้นคว่ำลงบนโต๊ะ
เสียงแตรรถยนต์ดังขึ้นที่หน้าประตู ใจเธอกระตุกวาบแล้วก็เต้นแรงไม่เป็นจังหวะ รถคันใหญ่แล่นเลี้ยวเข้ามา
แล้วอริยาก็ขึ้นมาบอกว่า
"ไม่รู้ว่าใครมาหาพี่เอม"
หญิงสาวหยิบกระเป๋าถือด้วยอาการไม่มั่นคง
อริยามองอย่างแปลกใจ "พี่เอมจะไปไหนหรือ"
"พี่จะไปธุระ" เสียงตอบแหบพร่า
"ธุระอะไร อะไม่เคยเห็นพี่เอมมีธุระอะไรค่ำๆ มืดๆ เลยนี่คะ"
ร่างบางที่สมส่วนเดินผ่านน้องสาวออกไป ครั้นผ่านห้องนอนมารดา
เธอก็หยุดเคาะเรียก"แม่คะ เอมไปละนะ"
เงียบ ไม่มีเสียง เอมอมรได้แต่เดินเงื่องหงอยลงมาข้างล่าง น้องสาวทำสีหน้าแปลกใจเดินตามมาข้างหลัง
ผู้ที่ยืนคอยอยู่ เป็นชายวัยหนุ่มใหญ่ แต่งกายเรียบร้อยกิริยาท่าทีสุภาพ ทว่าดูเข้มแข็งเด็ดขาดอยู่ในที
เขาเป็นคนขับรถและลูกน้องคนหนึ่งของนิยม
"คุณเอมอมรหรือครับ คุณนิยมให้ผมมารับ"
เธอเดินตามเขามาที่รถ เป็นรถยนต์คันใหญ่หรูอีกคันหนึ่งของหนุ่มใหญ่
ชายผู้นั้นเปิดประตูด้านหลังให้ ด้วยกิริยาท่าทีสุภาพอ่อนน้อมราวกับว่า
เธอเป็นคุณผู้หญิงคนสำคัญก็ไม่ปาน
|