|
สมรักมิได้หยุดยั้งแต่เพียงนั้น ความชิงชังริษยาที่เกิดขึ้นกับเพื่อนสาว ทำให้เธอกระหายที่จะทำร้ายเอมอมร
ให้ถึงที่สุด เธอหันไปคุยกับเพ็ญระพี ผู้ซึ่งรับฟังด้วยความรู้สึกคับข้องใจ หวนนึกถึงความสนอกสนใจที่ชลิต
มีต่อเอมอมรเป็นพิเศษเมื่อครั้งที่เธอแนะนำให้ทั้งสองรู้จักกันใหม่ๆ ในตอนนั้นเธอเพียงแต่เข้าใจว่ามันเป็นไป
เพราะความคล่องกะล่อน ช่างเล่นของฝ่ายชายเท่านั้นมิใช่เรื่องอื่น
เธอทั้งโกรธและหงุดหงิด จึงมาระบายเอากับคมกริช เขารับฟังอย่างเคร่งขรึม
"เพ็ญอย่าเพิ่งตีโพยตีพาย สรุปเอาง่ายๆ อย่างนั้นซิ เพ็ญฟังสมรักแต่เพียงข้างเดียว
ยังไม่ได้ให้โอกาสเอมพูดบ้างเลย พี่ไม่คิดว่าเอมจะเป็นคนเหลวไหลอย่างนั้น" "เฮอะ พี่คมเห็นว่าเอมดีเสมอ คนอย่างยัยเอมไม่เคยทำอะไรเสียหายหรอก ในสายตาของพี่คม
มีแต่เพ็ญเท่านั้นที่เป็นคนไม่ดี" เธอพร่างพรูความอัดอั้นออกมา ชายหนุ่มถอนใจ อดรู้สึกเอือมระอาไม่ได้
"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก พี่เพียงแต่อยากให้เพ็ญให้ความยุติธรรมกับเอมบ้างเท่านั้น" "ก็ได้ค่ะ งั้นพี่คมจะไปกับเพ็ญไหมล่ะ ไปถามเอมให้รู้เรื่องรู้ราวกันไปเลย ว่าที่สมรักมาพูดว่า
สองคนนั่นแอบมีอะไรๆ กันนั้น มันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า จริงหรือไม่จริงที่เขารู้จักกันมาก่อนแล้ว
ไม่บอกเราแต่ปกปิดเราไว้ตลอดเวลา"
"พี่ว่าไม่จำเป็นที่จะต้องทำถึงขนาดนั้นหรอกนะ" เพ็ญระพีผุดลุกขึ้นยืนอย่างโกรธ
"พี่คมกลัวว่าจะได้ความจริงใช่ไหม พี่คมรักเขา แคร์เขา พยายามที่จะปกป้องเขาตลอดมา"
"เพ็ญ..." ชายหนุ่มเรียกอย่างเตือน เพ็ญระพีหันขวับ ประกายตาวาววับ "ก็หรือไม่จริงล่ะคะ พี่คมจะปฏิเสธหรือว่าไม่ได้รักเขา พี่คมรักเทิดทูนบูชาเขายิ่งกว่าเพ็ญ
พี่คมกลัวจะรู้ความจริงว่าแท้จริงแล้วเขาไม่ใช่คนดี ไม่อย่างนั้นคงทำเรื่องอย่างนี้ไม่ได้"
เขาอ่อนใจเอือมระอาความเจ้าอารมณ์ดื้อรั้นของเธอมากกว่าอย่างอื่น รู้อยู่แก่ใจว่าที่เพ็ญระพีมีอคติ
ต่อเอมอมรมากมายเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขา และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะชลิต
เพ็ญระพีไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะพ่ายแพ้เอมอมรในเรื่องชลิต เธอหลงโกรธสมรัก ที่ใช้ความ "ง่าย" ดึงชลิต
ไปจากเธอ ทว่าในที่สุด สมรักก็ตกที่นั่งผิดหวังเหมือนกัน เพราะคนที่ชลิตรักจริงจังถึงกับลงมือชกต่อยคนอื่น
ด้วยความหึงหวงก็คือเอมอมร สาวสงบเสงี่ยมผู้ซึ่งกระทำตนห่างเหินจากชลิต ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดมาตลอดเวลา
"พี่คมจะไปหาเอมกับเพ็ญไหม"
ชายหนุ่มจำต้องลุกขึ้น "ไปก็ไป"
ดังนั้นเพ็ญระพีจึงตรงรี่ไปหาเอมอมรโดยมีคมกริชเป็นคนขับรถ ท่าทีของทั้งสองทำให้หญิงสาวผู้เป็นเป้าหมายวิตก
เพ็ญระพีทำสีหน้าปั้นปึ่งมึนตึง คมกริชเงียบขรึม แม้สายตาจะบอกเยื่อใย นับจากคืนดีกับเพ็ญระพี เขาก็จำเป็น
ต้องห่างหายจากเธอ เมื่อมาในคราวนี้ เขาเห็นเธอซูบซีดลง อยากจะทักถามแต่ก็ไม่กล้า เพ็ญระพีกำลังระแวง
แคลงใจ และเขาเองก็บอกตัวเองให้เลิกกังวลอาทรในตัวเธอได้แล้วในเมื่อเธอก็ไม่เคยมีเขาอยู่ในสายตา
ไม่เคยเห็นคุณค่าทางจิตใจที่เขาให้แก่เธอ
"กำลังทำอะไรอยู่หรือเอม" เพ็ญระพีมักจะถามเช่นนั้น ทว่าครั้งนี้กลับมีทีท่าขุ่นเคือง
เธอถามงงๆ เจือวิตกกังวล "เป็นยังไง มีอะไรกันหรือ" เพ็ญระพีอดประชดประชันไม่ได้ "ไม่ได้มานานแล้ว กลัวว่าพี่คมเขาจะคิดถึงตัว
เราเห็นใจก็เลยพามาหา" หญิงสาวเห็นคมกริชมองเพ็ญระพีอย่างอ่อนอกอ่อนใจ เขาหันมาถามขรึมๆ
"เอมเป็นยังไงบ้าง หน้าตาดูยังกับกำลังไม่สบาย" เธอยังไม่ทันจะตอบ เพ็ญระพีก็พูดว่า "นั่นซี หน้าซีดเชียว ไม่สบายเป็นโรคหัวใจละมัง"
เธอมองค้อนคนรัก "ตอนนี้รู้สึกว่าใครๆ กำลังเป็นโรคนี้กันทั้งนั้น"
เอมอมรขยับตัวอย่างอึดอัดใจ จู่ๆ คนทั้งคู่ก็มาทำทีท่าแปลกประหลาด พูดจาประชดประชันโกรธเคืองกันตรงหน้า
เธอหันไปยกเครื่องดื่มมาเลี้ยง เพ็ญระพีปรายตามองอย่างไม่สนใจ แล้วในที่สุดก็พูดออกมาตรงจุด
"รู้ไหมเอม ตั้งแต่กลับจากชะอำมานี่ ยัยรักเขามีเรื่องอะไรต่ออะไรมาเล่าให้เราฟังอยู่เรื่อยๆ"
เอมอมรชะงักมองญาติสาว เริ่มจะรู้แล้วว่ากำลังจะมีกรณีพาดพิงมาถึง "งั้นหรือ"
"ตัวอยากรู้ไหมว่าเขาพูดอะไรบ้าง"
"ไม่อยากรู้หรอก" เสียงตอบหวั่นไหวเพราะรู้สึกหวั่นใจเป็นที่สุด
สมรักบอกเธอว่าชลิตเล่าให้ฟังหมดแล้ว เขาเล่าอะไรบ้าง!
เธอเข้าใจแต่ว่า ชลิตรักสมรัก เขาเป็นของกันและกัน ดังนั้นคงจะไม่ปิดบังกัน กระทั่งสร้อยของเธอ
เขายังให้สมรักเอามาคืน เธอร้องไห้มาแล้วหลายครั้ง ด้วยความเจ็บปวดชอกช้ำ
"แต่มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเธอนะ" เพ็ญระพีเน้นเสียงอย่างโกรธเคือง คาดคั้น "เธอไม่รู้ตัวบ้างเลยหรือว่ามีใครๆ พูดไม่ดีถึงอยู่"
"ไม่รู้หรอก" น้ำเสียงเธอออกจะสั่น "คนอื่นพูดอยู่ลับหลัง ฉันจะไปรู้ได้ยังไง"
"แต่เขาจะพูดได้ยังไง ถ้าตัวไม่ได้ทำอะไรๆ ไว้"
"ทุกคน ต่างก็ทำอะไรๆ กันอยู่ตลอดเวลานะ"
"แต่มันอยู่ที่ว่าไอ้เรื่องที่ทำนั้นมันถูกควรหรือไม่ด้วย"
เอมอมรฝืนใจให้เข้มแข็งอีกไม่ได้ต่อไป ลำคอเธอตีบตัน น้ำตาพาลจะไหลเสียให้ได้ ระยะนี้เธอร้องไห้บ่อย
จนแทบจะติดเป็นนิสัย ความรู้สึกบอบช้ำอยู่แล้ว คอยจะกระทบกระเทือนหวั่นไหวไปเสียหมด
แม้มีอะไรผ่านมากระทบนิดๆ หน่อยๆ
เธอมองคมกริช เห็นเขาเพียงแต่มองมาอย่างเคร่งขรึมเหมือนจะจับผิดไปด้วยอีกคน
"ขอถามหน่อยเถอะเอม ตัวรู้จักคุณชลิตมาก่อนแล้วทำไมไม่ยอมบอกใครเลย"
เธอนิ่ง นั่นเท่ากับเป็นการยอมรับว่าเป็นความจริง เพ็ญระพีตาวาว พูดอย่างโกรธระคนแค้นใจ "ตัวปิดพวกเรา หลอกลวงพวกเราตลอดมา
มันจะต้องมีอะไรลึกซึ้งซ่อนอยู่ใช่ไหม ถึงบอกให้รู้ไม่ได้ สร้อยเส้นนั้นก็เหมือนกัน ฉันอยากจะรู้นักว่า
คุณชลิตเขาถอดเอาไปได้ยังไง"
เธอปาดน้ำตา ไม่เถียงแม้สักคำ
เพ็ญระพีหายใจสะท้อน จ้องมองญาติสาวอย่างโกรธแค้น
"เอมนะเอม...ตัวหลอกพวกเราตลอดมา หลอกลวงพวกเราทุกคน..." เธอหันไปหาคมกริช
"เห็นแล้วหรือยังล่ะพี่คม ว่าแท้จริงคนดีของพี่คมเป็นคนยังไง" คมกริชนิ่งอั้น สีหน้าบอกความผิดหวังของเขากรีดทำร้ายความรู้สึกของเธอ เป็นครั้งแรก
ที่เขามองเธออย่างนั้น..." เพ็ญระพียังเสียงดัง "เฮอะ...พวกเราหลงเข้าใจผิดคิดว่าเธอเป็นคนดีคนเรียบร้อย...
เด็กดีของพวกผู้ใหญ่ คนดีของพี่สิทธา โธ่เอ๊ย...เอม ที่แท้ตัวน่ะแย่ยิ่งกว่าอะไร...
ร้ายยิ่งกว่าพวกเราทุกคน"
ไม่มีใครสังเกตเห็นว่า ชลิตมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาได้ยินเสียงต่อว่าต่อขานและได้เห็นทีท่าของคนทั้งสามชัดเจน
"เอม..." เสียงเรียกกังวลห่วงใยทำให้คนทั้งสามหันมา
เอมอมรปาดน้ำตาหันหน้าหนีอย่างขุ่นเคือง เพ็ญระพีหันมามอง สีหน้าบึ้งตึง ท่าทีปั้นปึ่ง คมกริชอ้ำอึ้ง ก่อนจะเรียกเพ็ญระพีเสียงขรึม
"ไปกันเถอะ เพ็ญ"
เพ็ญระพีค้อนให้ ยังเหน็บแนมต่ออย่างอดไม่ได้
"ไปซีคะ พระเอกเขามาปลอบนางเอกแล้วนี่ เราจะอยู่ไปทำไม"
เธอสะบัดหน้าเดินหนีไปก่อน คมกริชหันมามองขรึมๆ เหมือนจะบอกลา แต่ไม่มีคำพูดใดดังออกมาเลย
|