|
เอมอมรนั่งซึมอยู่ในเก้าอี้นวม เสื้อของเธอขาดจึงได้แต่สวมเสื้อคลุมตัวใหญ่ของชายหนุ่มทับไว้
ขณะที่เขาแต่งตัวเพื่อออกไปทำธุระที่สำนักงานและหาซื้อเสื้อผ้ากลับมาให้เธอ
ร่างสูงเดินมานั่งข้างๆ โอบแขนอุ่นกอดกระชับ เอียงศีรษะเข้าไปจนชิด
"ผมไปเดี๋ยวเดียวแล้วก็จะรีบกลับมา ผมจะซื้ออาหารกลางวันมากินกับคุณ คุณอยากกินอะไรหืม..?"
หญิงสาวไม่ตอบ ดวงตาคู่สวยเหม่อลอย รู้สึกกึ่งมึนชากึ่งสับสน เธอไม่รู้ว่าจะจัดการกับอนาคตข้างหน้าอย่างไร
ในเมื่อสิ่งที่เธอกลัวว่าจะเกิดเป็นที่สุดได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่มีทางแก้ไขให้กลับเป็นอย่างเดิมได้
เธอเสียใจแทนสิทธา คู่หมั้นแสนดีที่เป็นประดุจพี่ชาย
อีกฝ่ายจูบที่ขมับและข้างแก้มครั้งแล้วครั้งเล่า "เอมมี่...ทำใจให้สบายเถอะนะอย่าคิดอะไรมาก
..
ผมรักคุณ..." เขาจูบปลอบ
ครั้นอีกฝ่ายหนึ่งไม่มีท่าทีขัดขืน เขาก็จับใบหน้าให้หันมาแล้ว ประทับริมฝีปากลงอย่างนุ่มนวล
เมื่อใบหน้าสะอ้านถอยห่างออกไป เธอมองตาเขาแล้วได้แต่หลุบต่ำ
ริมฝีปากอบอุ่นประทับลงมาอีก หนักหน่วงด้วยความสนิทเสน่หาอาลัยอาวรณ์ หญิงสาวอยากจะโอบกอดร่างหนา
และอบอุ่นนั้นไว้ หากที่เธอทำก็คืออาการเชื่องเฉย
ในที่สุดชายหนุ่มก็ตัดใจลุกขึ้น ยิ้มหลิ่วตาให้ "รอผมประเดี๋ยวเดียว แล้วผมจะรีบมา"
ร่างสูง เดินออกไป เธอได้ยินเสียงประตูเปิดและปิด ทิ้งไว้แต่ความเงียบ
ห้องเงียบยิ่งกว่าเงียบ! หญิงสาวนั่งอยู่ตรงนั้นอีกเนิ่นนานก่อนจะลุกขึ้น เครื่องนอนรุงรังไม่เป็นระเบียบ
เพราะการต่อสู้ เธอค่อยๆ จัดเก็บจนเรียบร้อย
เธอกอดหมอนไว้ บอกตัวเองว่าทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย
"ไม่เป็นไรหรอกน่า ก็เขาเป็นคนที่ฉันรัก"
เดินมาหยุดยืนที่หน้ากระจกโต๊ะแต่งตัว เห็นใบหน้าซีด ดวงตาแดงช้ำมองตอบกลับมา
เธอเสยผมให้เรียบร้อย กรีดปลายนิ้วลบคราบน้ำตาจากใบหน้า หันมาที่ตู้เสื้อผ้า คิดว่าน่าจะหาอะไร
พอจะใส่ได้บ้าง แม้เสื้อของเขาตัวใหญ่หากพับแขนขึ้นให้มากอาจจะพอดูได้ เธอรูดมือไป
ตามแผงอาภรณ์ซึ่งเรียงกันอย่างเป็นระเบียบแล้วก็ต้องชะงัก..เสื้อกระโปรงสีสดใสชุดหนึ่งแขวนแทรก
อยู่ เธอมองมันนิ่งก่อนจะหยิบออกมา ด้วยมือที่สั่นเทา
เสื้อของสมรัก...!
น้ำตาที่แห้งแล้วกลับไหลพรากลงมาอีก เธอรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจ นึกทั้งเสียดายและชิงชังตัวเอง
เป็นที่สุด เธอไม่ได้เกลียดชังชลิตในตอนแรก แต่ตอนนี้ความรู้สึกนั้นกำลังเกิดและเริ่มจะทวีมากขึ้นทุกที
เธอสวมใส่เสื้อชุดนั้นด้วยความร้าวรานใจ รวบรวมข้าวของของตนเองใส่ลงในกระเป๋า
เธอมองดูภายในห้องเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเปิดประตูออกไป
เมื่อชลิตกลับเข้ามาอีกครั้ง จึงพบแต่ห้องที่ว่างเปล่า เขาร้องเรียกเดินหาดูจนทั่ว
เมื่อไม่พบก็หยิบโทรศัพท์ โทรถามหาเธอ
ชายหนุ่มได้ยินเสียงแหบเครือ อ่อนเศร้า "ฮัลโหล..."
"เอมมี่..." เขาเรียก "คุณไม่เป็นไรใช่ไหม..."
เธอกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น "ฉันไม่เป็นไรค่ะ"
"ผมจะไปหานะ"
"ไม่ค่ะ...ฉันอยากอยู่คนเดียว..."
"ผมรักคุณนะเอมมี่"
"สวัสดีค่ะ คุณชลิต" เธอพึมพำก่อนที่จะตัดการติดต่อ
แหวนวงน้อยถูกจับอยู่ในระหว่างปลายนิ้ว หญิงสาวมองดูมันครั้งละนานๆ อย่างเหม่อลอยเศร้าซึม
เพชรเม็ดใหญ่น้ำใส ส่งประกายแวววามอยู่อย่างทระนง เธอไม่กล้าพอที่จะสวมมันลงในนิ้ว
รู้สึกไม่ควรค่าคู่กันอีกต่อไป
ได้ยินเสียงเคาะประตูห้อง "พี่เอม พี่เอมคะ" เธอไม่ยอมตอบรับ
"พี่เอม พี่ลิตโทรศัพท์มาค่ะ" เธอหลับตาพลางถอนใจ น้ำตาซึมวาบ
"พี่เอม..." อริยาเรียกอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เงียบหายไป
เอมอมรได้แต่ซบหน้าสะอื้น
น้องสาวขึ้นมาเรียกที่หน้าห้องอีกในตอนค่ำ เมื่อเธอออกมา อริยาก็บอกว่า
"พี่ลิตมาค่ะ..."
สีหน้าของเธอเจื่อนจาง อริยาถามว่า "พี่เอมเป็นอะไรไปหรือคะ หน้าซีดจัง"
"พี่ไม่สบาย..."
"เป็นอะไรไปคะ ไปหาหมอไหม"
"ไม่ต้องหรอก แล้วก็หายเอง"
"ลงไปคุยกับพี่ลิตเถอะค่ะ" เมื่อตอนกลางวันเขาก็โทรมาหลายครั้งแต่อะเรียกเท่าไหร่พี่เอมก็ไม่ได้ยิน
"พี่ไม่ลงไปละ พี่ไม่มีอะไรจะคุย อะบอกเขาว่าพี่ไม่สบาย ก็แล้วกัน"
"แต่ว่า..."
"พี่ยังไม่อยากพบใครทั้งนั้น" น้ำเสียงตอนท้ายสะท้าน
เธอปล่อยให้น้องสาวยืนมองอย่างไม่เข้าใจ ถอยกลับเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูลงกลอน
อริยาลงมาบอกชลิต สีหน้าชายหนุ่มเจื่อนจาง ท่าทางห่วงใยเป็นกังวล เขากระสับกระส่ายนั่งคุยพลาง
รอคอยก่อนจะกลับไปอย่างผิดหวัง อริยาเห็นเขาเผลอแวะเวียนมองหาเอมอมรอยู่ตลอดเวลา
เด็กสาวเก็บมาบ่นกับมารดา คุณอรอนงค์ไม่ได้เอามาใส่ใจ หนุ่ม ๆ สาว ๆ ก็อย่างนี้ มีเรื่องกันอยู่เรื่อย
แม่ว่าไม่มีอะไรนักหนาหรอก อะอย่ากังวลใจไปเลย
คุณอรอนงค์อดแปลกใจไม่ได้ เมื่อลูกสาวคนโตขอให้เธอเขียนเช็คให้ใหม่
"เช็คใบนั้นถูกฉีกขาดไปแล้วค่ะแม่"
"อ้าว...ทำไมล่ะลูก ใครฉีก"
เอมอมรไม่อยากจะเล่า "เราทะเลาะกันมันก็เลยขาดค่ะ"
"เฮ้อ...ยุ่งจริง" เธอบ่นอย่างรำคาญใจ ครั้นเห็นนัยน์ตาเศร้า สีหน้าเผือดของลูกสาวก็เงียบเสีย เดินเข้าห้องไปหยิบสมุดเช็คออกมาเซ็นให้ใหม่แต่โดยดี
"เอ้า...ลูกเอม คราวนี้อย่าทำขาดอีกนะจ๊ะ"
"ขอบคุณค่ะแม่"
เอมอมรพับเสื้อผ้าของสมรัก ชุดที่เธอสวมกลับบ้านใส่ลงในถุง พับครึ่งนำใส่ลงในอีกถุงหนึ่งพร้อมกับเช็คใบนั้น
ผนึกปากถุงเรียบร้อยแล้วถือขึ้นรถมายังที่ทำงานของชลิต มันยังเช้าอยู่ พนักงานจึงยังมากันไม่มาก
เธอถามหาเลขานุการของชลิต พบว่าเธอผู้นั้นมาถึงพอดี ในมือถือดอกไม้ซึ่งเตรียมมาปักใส่แจกันทั้งข้างใน
และหน้าห้องของเจ้านาย
"ฉันนำของมาฝากให้คุณชลิตค่ะ"
อีกฝ่ายหนึ่งรับไป นึกในใจว่าเจ้านายของตนช่างมีเรื่องวุ่นวายกับพวกเด็กสาวๆ ในเครื่องแบบนักศึกษา
ไม่รู้หยุดหย่อน
ชลิตออกจะงุงงงเมื่อเลขานุการนำถุงนั้นมาส่งให้ "อะไรหรือครับ..." "มีสาวเอามาฝากไว้ให้ค่ะ" เจ้าหล่อนตอบยิ้มๆ
"แต่งเครื่องแบบนักศึกษาแล้วก็สวยเสียด้วย เสียแต่ว่าดูเศร้าไปหน่อย"
เท่านั้นเขาก็เดาออกว่าเป็นใคร "เขามาเมื่อไหร่" "เมื่อครู่ใหญ่ๆ นี้เองค่ะ"
หล่อนตอบ แล้วก็ต้องแปลกใจเพราะเจ้านายหมุนตัวเดินออกจากห้องไปในทันที
ชลิตก้าวออกมายืนอยู่ที่บาทวิถี หันซ้ายขวามองหา เห็นแต่ผู้คนแปลกหน้าเดินขวักไขว่ไปมา
เขาออกเดินพลางสอดส่ายสายตามองหาแต่ก็ไม่พบ
เป็นครู่ใหญ่ เลขานุการสาวจึงเห็นเจ้านายเดินผ่านไปเข้าห้อง
ชลิตหยิบถุง ดึงห่อของข้างในออกมา กระดาษแผ่นเล็กปลิวลงบนพื้น เขามองไปก็เห็นว่ามันเป็นเช็คใบหนึ่ง
เขาหยิบมันขึ้นมา มันมีค่าเป็นเงินห้าแสนบาท...
เขาถอนใจ เธอช่างดื้อรั้น หยิ่งทระนงเสียจริง เขาวางมันลงบนโต๊ะ เปิดถุงที่ถืออยู่ในมือ
มองดูก็รู้ว่ามันเป็นเสื้อผ้าของผู้หญิง แล้วเขาก็นึกออกว่ามันเป็นของสมรัก
เอมอมรส่งมันคืนมา เขาทำเสื้อผ้าของเธอขาด เธอใส่เสื้อของสมรักกลับออกไปจากห้องเขา
เขาได้แต่นึกแช่งด่าตัวเอง
|