แหวนหมั้น โดย กุลรัตน์
บทที่ 27
"แหวนหมั้น"
โดย กุลรัตน์
(นิยายเรื่องนี้
เคยตีพิมพ์
ในนิตยสารหญิงไทย
ประมาณปี 2530
และได้รวมพิมพ์
เป็นเล่มแล้ว 2 ครั้ง)

เอมอมรยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องพักของเขาอย่างไม่แน่ใจ เขาตกลงง่ายดายทำให้เธอแปลกใจ เธอมาที่นี่
พร้อมด้วยเช็คเงินสดของมารดา บอกตัวเองว่าอันที่จริงมันก็มีเหตุผลสมควร เขาคืนแหวนให้และรับเงินคืนไป
ไม่ใช่ว่าจะต้องเสียอะไรเปล่าๆ

เธอตัดสินใจกดกริ่ง ชั่วครู่ ชลิตก็เดินมาเปิดประตู เขาคงจะเพิ่งตื่นนอนไม่นาน เพราะสวมเพียงเสื้อคลุมตัวหลวมสีเข้ม

"เอมมี่...มาแต่เช้าเชียวนะ"
"ฉันตั้งใจจะมาให้ทันก่อนคุณออกไปทำงานค่ะ"
"ผมนึกว่าคุณจะมาตอนค่ำ"
"ถ้ามาตอนนั้นจะสะดวกหรือคะ" เธอแกล้งถาม
"นั่นซิ อาจจะไม่ค่อยสะดวกนะ เวลาค่ำไม่ใช่เวลาธุรกิจ" เขาแกล้งตอบอย่างทันความคิดของเธอ
"เข้ามาข้างในซิ"
หญิงสาวลังเลแต่ก็ก้าวผ่านเข้าไปหยุดอยู่ใกล้ประตูซึ่งอีกฝ่ายจับมันปิดด้วยท่าทีเป็นปรกติ
"นั่งก่อน..."
"ฉันไม่อยากทำให้คุณเสียเวลานะคะ"
ชายหนุ่มหัวเราะ "พูดจามีพิธีรีตองจริงนะ" เขาว่า ดึงร่างบางให้เดินตามไปนั่งลงที่เก้าอี้นวม
ใจเธอที่ไม่มั่นคงแต่แรก จึงหวั่นไหวกับความใกล้ชิดอีกแล้ว "กาแฟนะ หรือนม"
"ไม่เป็นไรค่ะ"
"แปลว่าไม่อยากจะกิน...แต่ผมก็จะให้คุณกินนะ กินเป็นเพื่อนผม"
เขาผละเข้าไปในครัว หญิงสาวลุกเดินตามไป "ให้ฉันทำเถอะค่ะ"
"ไม่เป็นไรน่า..." ชายหนุ่มเทนมใส่แก้วให้เธอก่อนจะชงกาแฟให้ตัวเอง
"ทานอาหารเช้ามาแล้วหรือยัง"
"ทานแล้วค่ะ"
เขายกถ้วยเครื่องดื่มทั้งสองออกมาวางที่ห้องข้างนอก หญิงสาวเดินตามกลับออกมา
"นั่งตรงนี้นะ" เขาบอก และเธอก็นั่งลงโดยดี "เอาขนมปังไหม"
"ไม่คะ"
"คุ๊กกี้"
"คุณทานคุ๊กกี้ด้วยหรือคะ"
เขายิ้ม "ก็ซื้อไว้อย่างนั้น"
"เอาไว้รับแขก" เธอดักคอ
"ใช่" เขามองเธอยิ้มๆ "จะจับผิดอะไร"
"เปล่านี่คะ"
ร่างใหญ่นั่งลงข้างๆ ชิดจนร่างบางต้องขยับหนี ชายหนุ่มทำเป็นไม่สนใจ
"ผมชอบเวลาอย่างนี้จัง เวลาที่เราได้อยู่ด้วยกันสองคน"
เธอคิดว่าเธอก็คงชอบ ถ้าไม่ต้องนึกกังวลถึงคู่หมั้น
เขาจิบกาแฟด้วยท่าทีอ้อยอิ่งจนเธออดกังวลไม่ได้ "ไม่รีบแต่งตัวไปทำงานหรือคะ"
ชายหนุ่มยิ้มเฉย "ไม่หรอก อยากไปเมื่อไหร่ก็ไป ไม่อยากก็ไม่ไป ไม่มีอะไรต้องรีบร้อน"
"ลูกเศรษฐี”" เสียงเธอเหน็บแนม
"แล้วคุณล่ะ ไม่ใช่หรือ"
"ไม่ใช่ค่ะ คุณก็รู้ดีนี่"
"แต่อย่างน้อยตอนนี้คุณก็มีเงินมาซื้อแหวนคืนละ…..แม่คุณไปรวยอะไรมาจากไหน"
สีหน้าหญิงสาวเป็นกังวลขึ้นมา "ฉันไม่รู้หรอกค่ะ ถามแล้วแม่ไม่ยอมบอก แม่ไม่เคยยอมบอก
ยอมฟังใครเลย ฉันเลิกเซ้าซี้ซักถาม เลิกแนะนำแม่นานแล้ว ขืนทำไปก็มีแต่จะทำให้ขัดเคืองกัน"
"คุณอาเป็นคนที่มีความมั่นใจ"
"แต่ไม่มีความสามารถค่ะ" เธอแย้งเสียงอ่อน
"แต่ก็ยังดีที่ลูกๆ โตกันหมดแล้ว อีกไม่นานก็จะได้ลูกเขยเป็นเศรษฐีอีกด้วย"
เอมอมรไม่ตอบ อีกฝ่ายออกอาการประชดประชัน "เขารวยมากนี่นะ"
สีหน้าของเธอขรึมลง "เรารู้จักกันมานานแล้ว ในตอนนั้นฉันไม่ได้ด้อยไปกว่าเขา"
"แต่ตอนนี้ไม่ใช่อย่างนั้นแล้วนี่…..."
เธอขัดเรียบๆ "เราไม่ได้คำนึงถึงข้อนั้น"
"แน่ใจหรือว่าเขาไม่.….."
"ฉันแน่ใจ" น้ำเสียงเธอเชื่อมั่น "สำหรับเรา ความเหลื่อมล้ำของฐานะไม่ใช่เรื่องสำคัญ"
ประกายตาของคนฟังหมองลง แต่ยังพูดต่อไปว่า
"แล้วครอบครัวของเขาล่ะ ไม่ขัดข้องแน่หรือ อย่าลืมนะว่าพวกเขาคิดว่าคุณยังร่ำรวย"
ความลังเลใจปรากฏให้เห็นในทันที มันทำให้ชลิตยิ้มอย่างสมใจ
"ถ้าพวกเขารู้ว่าครอบครัวคุณลำบาก พวกเขาอาจจะขัดข้องใจก็ได้ อย่างน้อย
ก็กลัวว่าลูกชายจะถูกล้างผลาญ"

นัยน์ตาเธอวาวขึ้นอย่างสะเทือนใจ เธอเองก็หวั่นไหวในข้อนี้

ทุกครั้งที่ได้พบผู้ใหญ่ของสิทธา เธออึดอัดใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้ยินคำพูดที่แสดงถึงความเจ้ายศเจ้าอย่าง
หยิ่งทระนงในความมั่งคั่งของวงศ์ตระกูล เธอไม่ได้รู้สึกผิดแปลกประการใดเมื่อเธอยังมีฐานะทัดเทียมกัน
แต่ครั้นบิดาสิ้นชีวิต และฐานะของครอบครัวเธอเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ เธอก็เริ่มรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ
ความรู้สึกนั้นทวีขึ้นเรื่อยๆ ตามวันเวลา

คนเหล่านั้นไม่รู้เรื่องความเป็นจริง ที่พวกเขาเห็นก็คือ สภาพที่หรูหรา ความมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกว้างขวาง
ในหมู่ผู้มีอำนาจวาสนาของแม่เธอ หารู้ไม่ว่า ทุกอย่างสวยงามแพรวพรายอยู่ที่เปลือกภายนอกเท่านั้น

"เอมมี่... ความจริงก็คือความจริง ในที่สุดพวกเขาจะรู้แล้วทีนี้พวกเขาจะคิดยังไงกับคุณล่ะ
จะยังรักยังเอ็นดู ยังไว้วางใจคุณเหมือนอย่างเดิมงั้นหรือ"
เสียงถามตอกย้ำ หญิงสาวนิ่งเงียบนัยน์ตาตกมองพื้น
"คุณจะเข้าไปอยู่ในครอบครัวที่มีปฏิกิริยากับคุณได้หรือ พวกเขาจะต้องคิดกันว่าคุณมีเจตนาไม่ดี
ถึงได้จงใจปิดบังความจริง"
เธอผุดลุกขึ้นด้วยความอัดอั้นตันใจ "คุณจะพูดถึงมันทำไม ปล่อยให้เป็นเรื่องของเราเถอะ"
เสียงถามกระด้าง "คำว่า "เรา"ของคุณ ไม่เคยมีผมเกี่ยวข้องอยู่ด้วยเลยใช่ไหม"
พอเธอนิ่ง เขาก็ทอดเสียงอ่อนเว้าวอน "เอมมี่ ผมรู้จักคุณมากกว่าเขาอีกนะ"
พอร่างสูงลุกตามจะเดินมาหา เธอก็ผละหนีไปเสียก่อนที่เขาจะแตะถึงตัว
หันไปที่กระเป๋าถือ หยิบเช็คออกมาส่งให้
"คุณชลิตคะ...นี่คือค่าแหวน"

ชายหนุ่มรับไป แล้วโดยไม่มองเสียด้วยซ้ำก็กลับฉีกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ปล่อยเศษชิ้นส่วนร่วงลง
กับพรมที่ปูพื้นห้องอย่างไม่สนใจใยดี

อีกฝ่ายมองอย่างตกตะลึงลาน "คุณชลิต..."
"แหวนนั่นไม่ขาย" เขาพูดเสียงเข้ม
"แต่..."
"ผมไม่ขาย...!"
"คุณจะต้องการมันไว้ทำไม"
"ผมไม่ได้ต้องการมัน ผมต้องการคุณ" ดวงตาของเขาแกร่งกร้าวมุ่งมั่น บอกทั้งความขัดเคือง
น้อยใจ และเย้ยหยัน "ถ้าคุณอยากได้ก็เอาไปซิ แต่คุณรู้นี่ว่าจะต้องทำอย่างไร"
ดวงตาตระหนกของเธอเปลี่ยนเป็นกร้าวขึ้นด้วยความโกรธ
"ฉันไม่นึกเลยว่าคุณจะเป็นคนอย่างนี้...ฉันผิดหวังในตัวคุณ..." เสียดายและเสียใจจริง ๆ”
ร่างสูงยังคงยืนนิ่งอย่างไม่หวั่นไหว "ผมไม่มีทางเลือกแล้วนี่..."
"คุณตีค่าฉันต่ำเกินไป คุณชลิต คุณเข้าใจว่าเพื่อที่จะได้แหวนวงนั้น ฉันจะยอมคุณทุกอย่าง
เช่นนั้นหรือ คุณเข้าใจผิด ไม่มีทางหรอก..." น้ำตาคลอตาเธอ น้ำเสียงสั่นสะท้าน
"บัดนี้ฉันรู้แล้วว่าความรู้สึก...ดีๆ... ที่ฉันเคยมีต่อคุณนั้นมันเป็นเรื่องโง่เง่า...
เปลืองเวลาเปลืองจิตใจไปเปล่าๆ จริงๆ"
"เอมมี่..." ร่างสูงขยับเข้าหา ทว่าร่างบางก็ขยับถอยห่าง น้ำตาร่วงลงมาจากดวงตา
ที่ส่งประกายผิดหวังและเสียใจ
"ไม่สำคัญหรอกว่าฉันจะได้แหวนกลับคืนไปหรือไม่ ฉันจะบอกความจริงกับคู่หมั้นของฉัน
เขาจะต้องเข้าใจ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับฉันที่เขาไม่เข้าใจ..."
เธอหันไปที่ประตู ชลิตฉุดแขนไว้ "เอมมี่...เดี๋ยว..."
อีกฝ่ายสะบัด "ปล่อยฉัน คุณชลิต แต่นี้ต่อไปฉันจะไม่มองหน้าคุณอีก"
"เอมมี่..." พออีกฝ่ายสะบัด มือแข็งแรงทั้งสองข้างก็ยึดแน่น รุนแรงจนเธอรู้สึกเจ็บ
"ไม่มีทางหรอกเอมมี่ ผมจะไม่ปล่อยให้คุณไป ผมทนให้คุณเดินจากผมไปเป็นของคนอื่นไม่ได้"
"คุณชลิต..." เธอเรียกอย่างตกใจ ยิ่งดิ้น อีกฝ่ายก็ยิ่งกอดรัดแน่นเข้า
"ปล่อยฉัน.....คุณชลิต...ปล่อย...!"

ทว่าอีกฝ่ายจะฟังก็หาไม่ กลับกระชากเหนี่ยวรั้งร่างบางเข้ามาสู่ตัว หญิงสาวเริ่มตระหนักถึงภัยที่อยู่ใกล้
ความหวงห่วงในตนเองทำให้เธอต่อสู้ แต่เรี่ยวแรงของเธอหรือจะสู้บุรุษล่ำสันอย่างเขาได้ ในความตื่นตระหนก
ของเธอ ร่างทั้งสองต่างกระชากกระชั้นกันอย่างรุนแรง แรงกอดจูบปลุกปล้ำของชายหนุ่มนั้น
บอกแน่ชัดถึงความมุ่งมั่นที่จะบรรลุชัยชนะให้จงได้..


ร่างอุ่น...ทั้งหนักและหนายังทาบทับอยู่บนร่างของเธอ เขาท้าวข้อศอกรองรับน้ำหนักไว้
ประทับจุมพิตลงทั่วใบหน้าเช็ดน้ำตาที่ไหลทะลักเพราะความเจ็บปวดทั้งกายและใจ

"ผมรักคุณ" เสียงกระซิบอ่อนโยน อิ่มเอมด้วยความรู้สึกสุขสม

เอมอมรหลับตาเบือนหน้าหนี น้ำตาเปียกไปทั้งหน้า
"เอมมี่...ยกโทษให้ผมนะ"

เธอหันหน้าหนีอย่างร้าวรานใจ อีกฝ่ายประคองใบหน้าของไว้ จูบลงที่ริมฝีปากอย่างนุ่มนวล

"ผมรักคุณ... บอกซิว่าคุณก็รักผมใช่ไหม..."
...ฉันก็รักคุณ...

เสียงนั้นสะท้อนสะท้านอยู่ในหัวใจ เธออยากจะกอดจูบตอบเขา มีความสุขอยู่ในอ้อมอกที่อบอุ่นนี้
ทว่าสำนึกในความผิดชอบชั่วดีและความเสียดายในสิ่งที่เพิ่งจะเสียไปก่อให้เกิดความอาดูรเป็นที่สุด

เธอผลักไสเขาออกห่าง ร่างใหญ่ทิ้งกายลงข้างร่างบาง ที่ตะแคงพลิกหนีไปในทันที ลูบไล้แขนขาวอย่างปลอบโยน

"อย่าโกรธผมนะเอมมี่ ผมไม่ได้คิดจะมักงายกับคุณ ผมรักคุณจริงๆ"

เธอได้แต่น้ำตาไหลไม่พูดไม่จา

"ผมทำให้คุณเจ็บ....ผมขอโทษ ผมสัญญาว่าต่อไปมันจะไม่เป็นอย่างนี้..."
...ต่อไป...เขาช่างพูดคำนั้นออกมาได้ เขายังคิดว่าจะมี "ต่อไป" อีกหรือ...
"ผมรู้ว่าคุณก็รักผม แต่คุณไม่ยอมรับ คุณได้แต่พยายามปัดผมออกไปจากชีวิต คุณยอมทนเจ็บทนปวด
แต่ผมไม่ทนหรอก... เอมมี่…… เพียงผมเห็นคุณสนิทสนมกับคนอื่น ผมยังทนไม่ได้
แล้วผมทนจะให้คุณไปแต่งงานได้อย่างไร"
เขาผละจากไป เพียงครู่เดียวก็หวนกลับมา เขาจับมือเธอวางสิ่งหนึ่งลงมา

แหวน...

"เอาคืนเขาไปเสียนะ เอมมี่….. ผมได้ช่วยคุณตัดสินใจแล้ว หากคุณรักผม ก็คืนแหวนให้เขาไปเสีย"
page 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 2728 29 30
31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60
61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 71 72 73 74 75 76 77 78 79 80 81