|
ชลิตรู้สึกเหมือนได้รับชัยชนะ หลังจากที่รออย่างไม่มีความหวัง หญิงสาวก็โทรศัพท์มาหา
"คุณหรือครับ เอมมี่ โทรฯ มาหาผมทำไมหรือ" เขาแกล้งยั่ว น้ำเสียงสบายใจหนักหนา
หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "คุณชลิตคะ ฉันอยากพูดกับคุณ"
"อยากพูดกับผม..? เรื่องอะไรครับ" น้ำเสียงเขายังก่อกวนไม่คลาย
เอมอมรกัดริมฝีปาก "เรื่องแหวน"
"แหวน..?..."
หล่อนแทบจะหมดความอดทน "หรือคุณไม่รู้ว่าแหวนอะไร..."
ปลายสายเจือหัวเราะ กังวานน้ำเสียงอ่อนโยน "เอาละ แต่จำได้ไหมว่าผมอยากพบคุณ"
"ได้ค่ะ ฉันจะไป.. คุณจะรอที่ไหน"
เขานึกขำที่เธอกลับเป็นฝ่ายใจร้อน หลังจากที่ปล่อยให้เขารอคอยมาเป็นเวลาแสนนาน
"เอาอย่างนี้เถอะ ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน"
"ฉันอยู่ที่มหาวิทยาลัยค่ะ"
"งั้นผมจะไปรับ"
"ฉันไปหาคุณที่ที่ทำงานก็ได้"
"ไม่ต้องหรอก ผมจะไปหาคุณเอง"
เอมอมรรออยู่ไม่นาน รถยนต์คันใหญ่สีขาวติดฟิล์มกรองแสงก็เคลื่อนเข้ามา มันเป็นรถอีกคันหนึ่ง
ที่เขาใช้โดยที่เพ็ญระพีหรือสมรักไม่รู้ เธอจำมันได้จึงสาวเท้าเข้าไปหา และชายหนุ่มก็เปิดประตูรับทันใด
รอยยิ้มที่รออยู่ ประกายตาประจบระริกพราวพราย ทำให้ใจเธอไหวยวบ ทั้งที่ได้ปลุกปลอบตนเองอยู่ก่อนแล้วว่า
ให้เข้มแข็งมั่นคง
"เป็นไงครับ...เอมมี่ คิดถึงผมมากเทียวหรือ" เขาแกล้งยั่ว เธอกลับปั้นสีหน้าเฉยเมย ตอบเสียงเรียบ
"คุณก็รู้ว่าฉันคิดยังไง"
"ผมรู้แต่ว่าคุณ ใจร้าย"
หญิงสาวนิ่ง แม้ก่อกำแพงที่ไร้ไมตรีขึ้นมาปกป้องแต่จริงๆ แล้วกลับอ่อนไหวกับคำตัดพ้อนั้น
ชายหนุ่มออกรถแต่ไม่วายหันมาอ้อน
"ไม่คิดถึงผมบ้างเลยหรือ"
ทำไมจะไม่คิดถึง แต่จะบอกเขาได้อย่างไร ในเมื่อที่เธอต้องการก็คือ ยุติความสัมพันธ์เสีย
และเธอกำลังจะทำสำเร็จอยู่แล้ว
แล้วยังติดเรื่องแหวน
"เอมมี่..." เขาเลื่อนมือมากุมมือเธอ นุ่มนวล อบอุ่นเหลือที่จะกล่าว "ไม่รักผมบ้างสักนิดเลยเทียวหรือ"
หญิงสาวลอบถอนใจ เลื่อนมือออกจากการเกาะกุม นึกถึงสมรักแล้วก็ทำน้ำเสียงเจือกระด้าง
"ฉันมาเพื่อจะพูดเรื่องแหวนค่ะ คุณชลิต"
"แหวน" เขากระแทกเสียงอย่างขัดเคืองใจ
"ฉันอยากได้แหวนของฉันคืน" "งั้นรึ" น้ำเสียงรวนอย่างพาล "ผมน่าจะรู้นะ ว่าถ้าคุณยอมออกมาหาผม ก็เพราะสิ่งนั้น
ไอ้เจ้าแหวนหมั้นบ้าๆ นั่นของคุณ"
"คุณพูดเองว่าถ้าฉันอยากได้คืนก็ให้ออกมาหาคุณ"
"เอาละ...ตกลง คุณจะทำยังไง"
"คุณต้องการเท่าไหร่คะ..."
"คุณมีเงินหรือ"
"ค่ะ"
เขานิ่งไปเป็นครู่ แล้วก็พูดพาลๆ "ผมไม่ขาย"
"แต่..."
"ผมจะเก็บไว้ให้แฟนผม"
"แต่มันเป็นของฉันนะคะ คุณชลิต"
"ของคุณหรือ.. มันจะเป็นของคุณไปได้ยังไง แหวนนั้นผมซื้อมานะครับ"
ประกายตาของเธอวาววาบขึ้น "คุณซื้อมาก็จริง แต่ที่คุณหญิงประภา ยอมขายก็เพราะคุณแอบอ้างชื่อคุณแม่ ไม่เช่นนั้นป่านนี้ฉันได้มันคืนมาแล้ว"
เขามองเธอยิ้มๆ "โมโหแล้วหรือ รู้ไหม เวลาคุณโมโหนี่ดูมีชีวิตชีวาดีจัง"
ดวงตาคู่สวยที่มองดูเขา มีอาการค้างคาอยู่อย่างงุนงง แล้วเธอก็หันหน้าหนี
ทิ้งศีรษะลงกับเบาะพิงอย่างอ่อนใจ ชายหนุ่มพารถเข้าไปจอดในบริเวณสวนสาธารณะภายใต้ร่มไม้คลุมคลึ้ม
เอนหลังพิงเบาะอย่างสบายอารมณ์
"เราได้อยู่ด้วยกันอีกครั้งหนึ่งแล้ว รู้ไหมผมเคยนึกกลัวว่าเราจะไม่มีเวลาอย่างนี้กันอีกแล้ว..
เมื่อไหร่นะ เราจะได้อยู่ด้วยกันโดยไม่มีใครมากีดขวางหรือว่าแยกเราจากกัน"
"ทำไมพูดอย่างนั้นคะ คุณเอาสมรักไปทิ้งไว้เสียที่ไหน" น้ำเสียงถามเยาะหยัน
ชายหนุ่มเลิกคิ้ว "สมรักน่ะหรือ ผมไม่ได้รักเขานี่"
"คุณชลิต คุณเป็นผู้ชายที่แย่ที่สุดตั้งแต่ฉันเคยพบมา"
เขาโยกไหล่ "คุณว่าผมมาเถอะ"
"ฉันเสียใจแทนสมรักจริงๆ ที่หลงมาเกี่ยวข้องกับคนอย่างคุณ"
"แต่สมรักเขาไม่ได้เสียใจหรอกนะ เอมมี่ อย่าห่วงคนอื่นเลย ห่วงตัวคุณเองเถอะ"
"คนที่ดีแต่ห่วงตัวเอง ก็มีแต่คุณเท่านั้นแหละค่ะ" เธอว่าให้
อีกฝ่ายกลับหัวเราะ "โอ้โฮ เจ็บปวด" รู้ไหม...ไม่เคยมีใครทำให้ผมเจ็บปวดได้เท่าคุณ
ก็แล้วเธอเล่า ไม่ได้เจ็บปวดเพราะเขาหรอกหรือ เธอได้แต่พูดว่า "ก็น่าแปลก ที่คุณยังพอมีความรู้สึกอยู่บ้าง
แต่ฉันคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถอย่างที่คุณพูดหรอกค่ะ"
"เอมมี่..." น้ำเสียงเรียกเว้าวอน "อย่าพูดอย่างนั้นซีผมชักใจเสียแล้วนะ"
อีกฝ่ายหันหนีเพื่อซ่อนประกายตาที่อ่อนลง ชายหนุ่มจับมือบางๆ ไว้ ครั้นเธอดึงหนีเขาก็กลับยึดไว้ไม่ยอมปล่อย
"รู้ไหม ผมต้องรอนานเท่าไหร่ กว่าจะได้กลับมาอยู่ใกล้คุณอย่างนี้"
หญิงสาวพยายามทำใจให้เข้มแข็ง ไม่ยอมอ่อนไหวไปด้วย
"คุณชลิตคะ ผู้หญิงคนเดียวไม่พอสำหรับคุณใช่ไหม"
"พอ ถ้าผู้หญิงคนนั้นคือคุณ"
"ฉันมีคู่หมั้นอยู่แล้ว"
"แต่คุณรักผมนี่
.."
"ใครบอกคุณ..."
"ผมคิดเอาเอง" เขาตอบง่าย ๆ
เขายึดมือเธอมาแนบไว้กับอกที่แข็งแรง เอมอมรถอนใจ ต้องต่อสู้กับความรู้สึกอ่อนไหวอย่างรุนแรง
"เอมมี่ บอกตรงๆหน่อยเถอะว่ารักผมบ้างไหม"
"...ฉันไม่..."
"พูดจริงๆ นะ"
หญิงสาวนิ่งไป รอยยิ้มอย่างสมหวังจึงปรากฏขึ้นที่อีกฝ่ายหนึ่ง
"เห็นไหม ผมไม่ได้เข้าใจผิด" เอมอมรถอนใจ ข่มเสียงให้ราบเรียบเมื่อพูด
"คุณชลิตคะ เราเลิกกังวลถึงความรู้สึกเสียที จำได้ไหมคะว่า ฉันมาเรื่องแหวน"
สีหน้าชื่นบานของเขากลับขรึมลง หากก็ยังไม่ยอมปล่อยมือเล็กๆ ที่พยายามดึงหนีอยู่เป็นครั้งคราว
เสียงถามอย่างขัดเคืองใจ
"คุณอยากได้มันคืนนักหรือ"
"แน่นอนค่ะ..."
"แล้วคุณก็จะแยกไปจากผม กลับไปรอรับคู่หมั้นงั้นซิ"
ประกายน้ำตาวาบขึ้นในดวงตาคู่สวย "มันจำเป็นจะต้องเป็นอย่างนั้น กรุณาเข้าใจหน่อยเถอะค่ะ"
"คุณรักเขามากนักหรือไง" น้ำเสียงเริ่มพาลขึ้นมาอีก
น้ำตาเธอคลอตา
"ตอบมาซี เทียบกับผมแล้ว คุณรักเขามากแค่ไหนตอบตามความจริงนะ"
อีกฝ่ายคงนิ่ง ไม่มีคำตอบ
เขาหันมาจับต้นแขนของเธอดึงแกมกระชากเข้ามาใกล้จนใบหน้าอยู่ห่างกันแค่คืบ
"ว่าไงล่ะ เอมมี่ ทำไมคุณไม่พูด คุณตอบไม่ได้ใช่ไหม คุณไม่เคยตอบเลยว่าคุณรู้สึกยังไงกับผม รู้สึกยังไงกับเขา ทำไมคุณถึงตอบไม่ได้" "คุณลิต...ปล่อยเถอะค่ะ" เสียงพูดสะท้าน ประกายตาหม่นเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใส "ฉันบอกแล้วว่าอย่าได้คำนึงถึงความรู้สึก เราไม่อาจจะทำในสิ่งที่อยากจะทำได้เสมอไป
เราต้องนึกถึงความถูกต้องด้วย" "ความถูกต้อง" เขากระแทกเสียงต่ำๆ ปล่อยแขนเธอให้ถอยกลับไป
"การทิ้งผมไปแต่งงานกับคนที่คุณไม่รู้ว่ารักหรือไม่ เป็นความถูกต้องงั้นหรือ" "แต่ว่าเขามาก่อนคุณ มาก่อนตั้งนานแล้ว และเขาโอบอุ้มฉันด้วยความรักและห่วงใยตลอดมา
คุณตัวคนเดียวแต่วุ่นวายมากรัก ขณะที่ครอบครัวของเขาและฉันเกี่ยวข้องผูกพันกันมานาน
ฉันคงจะเสียสติไปแล้วหากจะทิ้งเขาวิ่งตามคุณไปทั้งๆ ที่ฉันไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่า
แท้จริงแล้วคุณเป็นคนอย่างไร"
ประกายตาชายหนุ่มอ่อนแสงลง "เอมมี่...คุณไม่ไว้ใจผมหรือ" "คุณลิต... คุณล่ะคะ มั่นใจตัวเองในเรื่องฉันมากแค่ไหน" เธอย้อนถาม
"ฉันเองเป็นเพียงผู้หญิงอีกคนหนึ่งในจำนวนผู้หญิงมากมายหลายคนที่คุณรู้จัก
ต่างกันอยู่ตรงที่ว่าเมื่อคุณต้องการแล้วคุณไม่ได้นั่นทำให้คุณคลุ้มคลั่ง แต่มันจะเป็นเพียง
ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น... ไม่เหมือนกันค่ะ ต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยกับเรื่องระหว่างฉันกับเขา"
"คุณคิดอย่างนั้นหรือ คุณไม่คิดว่าผมจะจริงใจใช่ไหม ทำไมไม่ให้โอกาสผมพิสูจน์ตัวเองบ้าง" หญิงสาวนิ่งไปเป็นครู่ แล้วก็เปลี่ยนเรื่อง
"เรื่องแหวนจะว่ายังไงคะ"
ชายหนุ่มจ้องมองแล้วกระแทกลมหายใจ เลื่อนตัวห่างออกไปกระแทกลงกับเบาะพิงด้วยอารมณ์ขุ่นข้อง
"ก็เอาซี เอมมี่ ผมเก็บไว้ที่ห้อง ถ้าคุณอยากได้พรุ่งนี้ก็ไปเอาได้เลย"
|