"ฮัลโหล...เอมอมรพูดค่ะ"
"เอมมี่...สบายดีหรือ"
"คุณชลิต" เธอเรียกเสียงขรึม "ฉันอยากรู้ว่าคุณเข้ามายุ่งกับยายอะทำไม" "แหม พูดกับผมดีๆ หน่อยไม่ได้หรือ กังวานเสียงชายหนุ่มตัด
"คุณน่ะ ขี้ระแวงแล้วก็ใจดำเหลือเกินรู้ไหม..."
น้ำเสียงเธออ่อนลงเมื่อพูดว่า "คุณชลิตคะ ฉันขอร้องเป็นครั้งสุดท้าย อย่ามายุ่งกับยายอะ" "ผมก็ขอบอกคุณเป็นครั้งสุดท้ายเหมือนกันว่า ผมไม่ได้คิดอะไรกับน้องคุณ อะเองก็เหมือนกัน
แกรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร"
"อะรู้อะไร คุณเอาความคิดอะไรมาใส่หัวน้องฉัน" "เอมมี่..." เขาถอนใจ "คุณจะระแวงผมไปถึงไหน เอาเถอะ คุณจะคิดยังไงก็ตาม
แต่ว่าที่ผมโทรฯ มาวันนี้เพราะว่ามีอะไรจะบอกคุณ"
น้ำเสียงตอนท้ายแฝงเลศนัยบางอย่าง เอมอมรฟังแล้วก็นึกสงสัย "อะไรคะ..." "ผมเพิ่งจะได้แหวนมาวงหนึ่ง" เขาเล่าเรื่อยๆ กังวานในน้ำเสียงบอกว่ากำลังสบายใจ
"ผมซื้อมันมาจากคุณหญิงประภาในราคาห้าแสนบาท..." เขาไม่เห็นสีหน้าเธอ
แต่เดาได้ว่าเธอคงจะต้องตื่นตกใจไม่น้อย "คุณอยากจะดูไหม"
"แหวน..." เขาได้ยินเสียงเธอพึมพำ "แหวนอะไร"
"อยากรู้ก็มาดูซี หรือว่าจะให้ผมไปหา" "ไม่ต้อง" เธอรีบพูด เงียบไปครู่หนึ่งเธอก็ถามเสียงแผ่วเบาอย่างอ่อนล้าในหัวใจ
"คุณได้มันมาได้ยังไง.." "ผมเห็นคุณหญิงประภาใส่ ชอบก็เลยตามไปขอซื้อมา
" เขาพูดเจือหัวเราะ สบายอกสบายใจที่ได้กลับมาเป็นต่ออีกครั้ง
หญิงสาวเงียบไป
"มาดูซีเอมมี่ เผื่อคุณจะชอบ"
อีกฝ่าย ตอบกลับมาอย่างแผ่วล้า "แล้วฉันจะไป..."
เมื่อเอมอมรถามมารดาเรื่องแหวน คุณอรอนงค์ก็มีสีหน้าแปลกใจ ย้อนถามว่า
"อ้าว นี่หนูเพิ่งจะรู้เรื่องหรือ แม่คิดว่าพ่อชลิตปรึกษากับหนูก่อนแล้วเสียอีกล่ะ"
"อะไรกันคะ หมายความว่าแม่รู้ก่อนแล้วหรือ" "จ้ะ เมื่อวานนี้ตอนหนูไปเรียน คุณหญิงโทรฯมาหาแม่ บอกว่ามีผู้ชายชื่อชลิตเอาเงินมา
ขอรับแหวนคืน แม่ส่งไปใช่ไหม แม่ได้ยินอย่างนั้น นึกว่าเขารู้กันกับหนูแล้วก็เลยบอกว่าใช่..."
"โอย...ตาย" หล่อนร้องออกมา "เอ๊ะ แล้วมันยังไงกันล่ะนี่" คุณอรอนงค์แปลกใจ
"พ่อชลิตอ้างชื่อแม่เอาเงินไปไถ่แหวนของหนู ทั้งที่หนูไม่ได้รู้เรื่องเลยงั้นหรือ แล้วเขารู้ได้ยังไง"
"ต้องเป็นยายอะแน่ค่ะแม่"
อีกฝ่ายมีสีหน้าตรึกตรอง "ก็อาจเป็นได้นะ รู้สึกว่าเขาสนิทกันมากอยู่นี่"
"สนิทกันมากเกินไปเสียด้วย โธ่ ยายอะหาเรื่องให้หนูแล้ว" คุณอรอนงค์มองหน้าหม่นๆ ของลูกสาวอย่างแปลกใจ "เอมจะต้องวิตกอะไรมากมาย
พ่อชลิตอุตส่าห์มีน้ำใจ ไถ่แหวนคืนมาอย่างนี้ก็ดีแล้ว ยังไงๆ มันก็ไม่ไปไหน ทิ้งไว้กับคุณหญิงน่ะ
บางที่ก็ไม่แน่เหมือนกันว่าเราจะได้คืน"
"แม่คะ...แม่อย่าคิดว่าจะง่ายอย่างนั้น บางทีมันอาจเป็นการดีกว่าที่จะทิ้งไว้กับคุณหญิง" "หนูระแวงมากเกินไป" เธอว่าลูกสาว "พ่อชลิตเขามีน้ำใจกับหนู หนูควรจะขอบใจเขาจึงจะถูก
ไม่ใช่มานั่งระแวงโน่นนี่ ถ้าเขารู้จะเสียใจนะลูก"
"แม่เข้าใจว่าเขาจะเอาแหวนนั่นคืนให้เอมเฉยๆ โดยไม่มีเงื่อนไขหรือคะ แม่ยังรู้จักคุณชลิตน้อยไปค่ะ"
มารดาส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
เอมอมรถอนใจ มีแต่เธอเท่านั้นที่รู้สึกว่า กำลังจะต้องก้าวเข้าไปสู่วิกฤตการณ์อันน่าอึดอัดใจอีกวาระหนึ่ง...
หญิงสาวไม่ยอมติดต่อมา ชลิตได้แต่รอคอยด้วยความกระวนกระวายใจ
หลายๆ ครั้งที่เขารำๆ จะโทรศัพท์ถึงเธอแต่เขาก็ทิฐิเกินกว่าจะทำได้ เขาขับรถเข้าไปใกล้บ้านเธอ
แล้วก็ต้องบ่ายหน้าไปทางอื่น เป็นหน้าที่ของเธอที่จะต้องวิ่งมาหาเขา ไม่ใช่ให้เขาซมซานเข้าไปหาทั้ง ๆ
ที่เขากำลังเป็นต่ออยู่เช่นนี้
ตั้งแต่มีเรื่องกับพิพัฒน์ที่ชะอำ เขาก็รู้สึกไม่สะดวกใจที่จะไปบ้านเธอ ไม่สะดวกใจที่จะพบกับใครๆ
ไม่ว่าจะเป็นคุณอรอนงค์ อารยะ และบางทีอาจจะมีพิพัฒน์ คมกริชและเพ็ญระพีมานั่งอยู่ด้วย
ยังมีก็แต่สมรักที่ยังคงวนเวียนมาหาอย่างสม่ำเสมอไม่ใช่ที่ทำงานก็เป็นที่อพาร์ตเม้นต์ของเขา
แล้วเขาก็ไปไหนต่อไหนกับหล่อนก่อนที่มันจะจบลงที่เตียงนอน
"คุณลิตคะ รักรักบ้างหรือยัง"
หล่อนมักจะออดอ้อนถามคำถามที่ไม่มีคำตอบ หล่อนทั้งโกรธและแค้น ทว่าได้แต่กล้ำกลืนไว้
คิดว่าสักวันหนึ่งเถอะ วันเวลาของหล่อนจะต้องมาถึง
"คุณรักเอมใช่ไหม" หล่อนคาดคั้น พอไม่ได้คำตอบก็ได้แต่ออดอ้อน
"คุณลิต อย่าไปรักเขาเลยนะคะ เอมเขารอคู่หมั้นของเขา คุณไม่มีวันจะได้เขามาหรอก"
ชายหนุ่มได้แต่คิดอย่างมาดหมายว่า...นั่นก็ไม่แน่นักหรอก
ทว่าไม่ว่าเขาจะรออย่างใจจดจ่ออย่างไร หญิงสาวก็เก็บตัวเงียบ
วันหนึ่ง ขณะที่เขาคุยโทรศัพท์กับอริยา เขาอดไม่ได้ที่จะถามถึงเอมอมร
"พี่เอมนั่งอยู่ใกล้ๆ นี่เอง"
เอมอมรรู้ว่าน้องสาวกำลังพูดกับใคร แต่ทำเป็นไม่สนใจเสีย
"พี่ลิตอยากพูดกับพี่เอมไหม"
"แล้วพี่เอมของอะอยากจะพูดกับพี่หรือเปล่า" เขาเล่นลิ้นทั้งๆ ที่รู้สึกมีความหวังรำไร
"อะจะเรียกให้นะ พี่ลิตรอประเดี๋ยวนะคะ" เธอลดหูโทรศัพท์ลง หันไปหาพี่สาว "พี่เอม..." อีกฝ่ายทำเป็นไม่ได้ยิน แต่ที่สุดก็ต้องหันหน้ามาฟัง
"พี่เอม พูดกับพี่ลิตหน่อย"
"ไม่..."
"น่า... พี่เอม อย่าเล่นตัวซี"
เอมอมรลุกขึ้นมาอย่างตัดสินใจ อริยาส่งโทรศัพท์ให้แล้วยังยืนยิ้มมองอย่างเอาใจช่วยอีกฝ่ายเต็มที่
"ฮัลโหล..."
"ไงครับ เอมมี่"
หญิงสาวจับได้ในกังวานหฤหรรษ์ของน้ำเสียงนั้น มันทำให้เธอขัดเคืองและน้อยใจ
"กำลังทำอะไรอยู่ครับ"
เธอตัดบทด้วยน้ำเสียงไร้ไมตรี "มีอะไรจะพูดกับฉันหรือคะ"
"ไม่มีครับ...แต่คุณล่ะ...ไม่มีอะไรจะพูดกับผมบ้างหรือ"
"ไม่มีค่ะ..."
"แล้วเรื่องแหวนล่ะ จะว่ายังไง"
เธอเงียบไป ก่อนจะตอบว่า "ฉันไม่รู้จะว่ายังไง"
"ไม่อยากได้คืนไปหรือ"
"ฉันไม่มีปัญญาจะไปเอาคืน" "เอมมี่..." เขาวิงวอน ทว่าน้ำเสียงกลับเป็นต่ออยู่ในที
"ไม่เห็นจะยากเย็นอะไรเลย มาหาผมซี ทำดีกับผมแล้วผมจะให้"
"คุณชลิต..." เสียงเธอแปลกแยกขุ่นข้อง "ฉันไม่ขออะไรจากใครง่ายๆ"
เขารู้สึกน้อยใจ ดังนั้นจึงตอบแทนด้วยอาการไร้น้ำใจเช่นกัน
"ก็อย่าขอซิ เรามาแลกเปลี่ยนกันก็ได้"
"คุณจะให้ฉันเอาอะไรไปแลกล่ะคะ.. ไม่ละค่ะ... ถ้าฉันไม่มีเงิน ก็จะไม่ไป"
"งั้นคุณก็ต้องทำใจไว้ให้ดีนะ" เขาขู่ "เพราะถ้าช้า ผมอาจให้ใครไปเสียก็ได้"
"ก็ให้ไปซีคะ" เธอบอก วางหูโทรศัพท์ลงแล้วก็ขึ้นห้องไปร้องไห้
...
เอมอมรถามมารดาอย่างหารือว่า "เราจะหาเงินห้าแสนได้จากไหนกันคะ แม่" "หนูจะเอาไปให้พ่อชลิตหรือ" อรอนงค์ถาม แปลกใจอยู่ไม่วายว่า
เหตุใดลูกสาวคนโตจึงหม่นหมองนัก
"ใช่ค่ะ..."
"เขาขอหรือ"
"เปล่าค่ะ...แม่"
คุณอรอนงค์ถอนใจ "งั้นทำไมล่ะจ๊ะ"
"แม่คะ ถ้าไม่คืนเงินให้เขา หนูก็ไม่รู้ว่าจะไปเอามันมาเฉยๆ ได้ยังไง"
"เอมละก็ ทำเป็นหยิ่งไม่เข้าเรื่องไปได้ คนรักใคร่ชอบพอกันแท้ๆ"
เอมอมรถอนใจ คิดว่าเมื่อไหร่แม่จะเลิกเห็นอะไรๆ ง่ายดายไปหมดเสียที
"แหวนนั้นเป็นแหวนหมั้นของเอมกับพี่สิทนะคะ แม่คิดว่าเขาจะเต็มใจให้โดยไม่คิดอะไรหรือ
แม่คะ เอมเอามันมาไม่ได้หรอก เราต้องมีเงิน"
มารดานิ่งไป
"ขายรถเสียคันหนึ่งไม่ได้หรือคะ" "อุ๊ย...ไม่ได้หรอก จะขายได้ยังไง ใครเขารู้เข้าละก็อายแย่ แล้วอีกอย่างหนึ่งยายอะกับนายอา
ไม่ยอมแน่นอน"
เอมอมรได้แต่ถอนใจ คุณอรอนงค์ปลอบว่า "เอาเถอะ แม่จะลองหาทางดู นี่ก็ใกล้จะต้องจ่ายเงินธนาคารอีกแล้ว
เฮ้อ...ทำไมรายจ่ายมันมากจริงๆ"
แล้วเอมอมรต้องแปลกใจ เพราะหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน มารดาก็วางเช็คใบหนึ่งลงตรงหน้าเธอ
เธอหยิบดูอย่างแปลกใจ "แม่มีเงินแล้วจริง ๆ หรือคะ"
"จ้ะ" คนตอบยิ้มแย้ม รอยยิ้มนั้นแจ่มใสจนหญิงสาววิตก
"แต่...แม่ได้เงินมายังไงล่ะคะ"
"เถอะน่า ในเมื่อได้มาแล้วก็แล้วกันซิ นี่ห้าแสนของหนูรับไปเสียแล้วอย่าซักไซ้อะไรแม่อีก"
เธอเดินจากไปอย่างแจ่มใส หญิงสาวมองตาม งุนงง วิตก แต่ก็ไม่กล้าซักถาม...
|