แหวนหมั้น โดย กุลรัตน์
บทที่ 17
"แหวนหมั้น"
โดย กุลรัตน์
(นิยายเรื่องนี้
เคยตีพิมพ์
ในนิตยสารหญิงไทย
ประมาณปี 2530
และได้รวมพิมพ์
เป็นเล่มแล้ว 2 ครั้ง)

บางวัน ชลิตก็หายตัวจากสาวอื่นๆ ของเขามานั่งเอกเขนกอยู่ด้วย พอเพ็ญระพีรู้ว่าชายหนุ่มไม่ได้อยู่กับสมรัก
ก็อดระแวงไม่ได้ เธอโทรมาตามถูกที่เสียด้วย

โชคดีที่อริยาเป็นคนรับสาย ไม่เช่นนั้นพอถูกถาม เอมอมรก็คงพูดอะไรไม่ถูกเหมือนกัน

"ฮัลโหล... พี่เพ็ญหรือคะ... พี่เอมอยู่ค่ะ พี่เอมคุยอยู่กับพี่คมค่ะ พี่เพ็ญจะพูดด้วยหรือเปล่า...
ไม่หรือคะ...พี่ลิต...เอ ไม่เห็นนี่คะ พี่ลิตไม่ได้มานานแล้ว... ค่ะ... สวัสดีค่ะพี่เพ็ญ"
เด็กสาวหัวเราะคิกคักเมื่อวางโทรศัพท์
"พี่เพ็ญโทรมาตามค่ะ พี่ลิต"

ชลิตและเอมอมรนั่งอยู่บนพื้นห้อง กำลังช่วยกันต่อชิ้นส่วนเรือรบลำขนาดย่อมซึ่งวางกระจายอยู่บนโต๊ะเตี้ย
กลางกลุ่มเก้าอี้ ส่วนหนึ่งของชิ้นส่วนเล็กๆ เหล่านั้นถูกประกอบเป็นรูปร่างไปบ้างแล้ว

"อะเลยโม้ส่งไปว่าพี่ลิตไม่ได้มา มาแต่พี่คม"
"ไปหลอกพี่เขาทำไม" เอมอมรทำหน้าขรึม
"ก็อะไม่อยากให้พี่เพ็ญมานี่..."
"ถึงยังไงก็ไม่ควรจะหลอกเขา ถ้าเขารู้เข้าก็จะโกรธเอานะ พี่น้องกันจะผิดใจกันเปล่าๆ"
"พี่เพ็ญไม่รู้หรอกน่า"
"แล้วถ้าเขาขับรถมาดูล่ะ"
"เขาไม่มาหรอก เขาคิดว่าพี่คมอยู่จะมาทำไม แล้วถ้าเขามา เราก็บอกไปซีว่า อุ๊ย พี่คมเพิ่งจะกลับไป
แล้วพี่ลิตก็เพิ่งจะมาถึงเดี๋ยวนี้เอง"
ชายหนุ่มหัวเราะ "ถึงเขาจะมา ถ้าไม่เข้ามาในบ้านก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นรถของพี่"

ชลิตหันมาหลิ่วตาให้หญิงสาว เขาเพิ่งจะหารถอีกคันหนึ่งมาใช้ เพื่อให้เธอสะดวกใจที่จะไปไหนมาไหนด้วย

หญิงสาวเองก็ไม่กล้าบอกใครว่าเธอใกล้ชิดสนิทสนมกับชายหนุ่มเนื่องด้วยมันมิใช่เป็นความสัมพันธ์ฉันท์มิตร
สหายทั่วไป ลึกๆ ในใจ เธอรู้สึกถึง บางสิ่งบางอย่างที่น่าละอายแอบแฝง เธอมีคู่หมั้นแล้วแต่กลับพึงใจ
ที่ได้อยู่ใกล้ผู้ชายคนนี้

แล้วยังไม่เคยลืมจูบของเขา……!

ขณะเดียวกัน เธอก็อดคิดอย่างเจ็บปวดไม่ได้ว่า ชายหนุ่มเองก็ไม่อยากให้ใครรู้ ไม่ว่าจะเป็นเพ็ญระพีหรือสมรัก
เขาคงจะแคร์ในหญิงทั้งสองอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

วันดีคืนดีเขาก็ชวนโดยไม่ได้รับคำปฏิเสธ "ไปเที่ยวกัน ไปที่ที่ไม่มีใครนอกจากเราสองคน"

ท้องทะเลเบื้องหน้าสงบเรียบอยู่ภายใต้ท้องฟ้าสดใส คลื่นเล็กๆ โรยระลอกเข้าสู่ชายหาด หญิงสาวยืนรอรับ
มันกระโจนตัวแผ่วเบาเข้ามาท่วมข้อเท้า ก่อนที่จะไหลกลับตามกันกลับไป ชลิตยืนอยู่ใกล้ๆ มองใบหน้าเนียนนวล
ซึ่งยืนหันข้างให้ด้วยความรู้สึกดื่มด่ำ

"อยากถ่ายรูปคุณเก็บไว้จังเลย เอมมี่ รู้ไหมว่าผมเป็นช่างกล้องสมัครเล่นชอบถ่ายรูปมาก
แต่มันคงจะทำให้คุณไม่สบายใจใช่ไหม"
เธอหันมายิ้ม "แน่นอนค่ะ"
"กลัวผมจะเก็บไว้แบ็คเมล์ละซิ"
"คุณจะทำหรือเปล่าล่ะค่ะ"
"ก็ไม่แน่นะ" ชายหนุ่มแกล้งยิ้มอย่างมีเลศนัย "อาจจะทำก็ได้นะ"
เธอหันกลับไป ดวงตาแจ่มใสทอดมองไปที่เบื้องหน้า
"ฟ้าใสจังเลยนะคะ ไม่น่าเชื่อว่ากำลังอยู่ในฤดูฝน แต่อีกไม่นานก็จะหมดฝนแล้ว
คุณชอบหน้าหนาวไหมคะ"
"ไม่ชอบ..."
"หรือคะ ทำไมล่ะ ฉันชอบนะ"
"ผมอยู่กับฤดูหนาวที่เมืองนอกนานหลายปี มันทรมานมากรู้ไหม หนาวกายแล้วเลยพลอยหนาวใจด้วย" เขาแกล้งว่า
หญิงสาวหัวเราะ "ตอนคุณอยู่เมืองนอก ท่าจะหนาวใจบ่อยๆ"
"ใช่แล้ว"
"แล้วทำยังไงล่ะ"
"ไม่บอก" เขาทำตาแพรวพรายให้เธอเดาเอาเอง
"ไม่บอกก็รู้"
"เป็นยังไง คุณห่วงว่าใครทางโน้นจะหนาวใจหรือ"

สีหน้าของเธอหมองลงทำให้ ชลิตรู้ตัวว่าพูดผิดไป นับแต่เธอมีไมตรีตอบเขา เธอไม่ยอมเอ่ยถึงใครอื่น
ไม่ว่าจะเป็นคนของเขาหรือคนของเธอ หญิงสาวไม่ตัดพ้อต่อว่าอยากรู้อยากเห็นเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับผู้ใด
ไม่ว่าจะเป็น สมรัก เพ็ญระพีหรือใครอื่น แต่ก็ไม่ปริปากถึงคู่หมั้นของตนเช่นกัน

สำหรับเธอ การเอ่ยถึงคู่หมั้นได้สะกิดเตือนถึงพันธะอันพึงสังวร เตือนถึงสายสัมพันธ์อันงดงามที่ต่างช่วยกัน
สานสร้างขึ้นมาเป็นเวลานานหลายปี ขณะนี้ เธอกำลังทำให้มันมัวหมอง เธอรู้สึกละอายแก่ใจในสิ่งที่กำลังกระทำ
อยู่ลับหลังขณะที่เขาผู้นั้นให้ความไว้วางใจเธออย่างเต็มที่ เธอละอายที่จะได้ชื่อว่า "ทรยศ" นอกใจชายหนุ่ม
ผู้เป็นประดุจพี่และเพื่อน และกำลังจะกลายเป็นสามีในอนาคตอันใกล้

"เอมมี่" ชายหนุ่มยื่นมืออกมาหา "คุณรักเขามากนักหรือ"
ร่างบางขยับถอยห่าง เสียงถามครุ่นคิด "ยังไงคือความรักล่ะคะ"
"คุณตอบไม่ได้หรือ……แล้วอย่างผมนี่ละ คุณรู้สึกยังไง"
พอไม่ได้คำตอบชายหนุ่มก็จับร่างบางให้หันมา เธอมีอาการขัดขืนเล็กน้อย ตาสบตา
ดวงตาคู่สวยวิตกกังวลเคร่งคิด "บอกมาซิ ว่าคุณรู้สึกยังไง"
"คุณจะถามทำไม..."
"ผมอยากรู้"
"เพื่ออะไรล่ะคะ ถึงยังไงความจริงก็ต้องเป็นความจริง ฉันมีคู่หมั้น และคุณก็มีใครต่อใคร
ทางของเรายังไงๆ ก็มาบรรจบกันไม่ได้"
"ต้องได้ซิ" เขาพูดอย่างจริงจัง
"ไม่มีทางหรอกค่ะ อย่าพูดเรื่องนี้อีกดีกว่า มันเป็นไปไม่ได้"
"ทำไมถึงจะพูดไม่ได้ ความรักของคุณกับคู่หมั้น ยิ่งใหญ่ขนาดไหนแตะต้องไม่ได้เชียวรึ”"
น้ำเสียงเขาเริ่มพาลเกเรอย่างขัดใจ

แตะต้องไม่ได้...แน่นอนละ เพราะสำหรับเธอ มันไม่ใช่เป็นเพียงความรักของหนุ่มสาว แต่เป็นความผูกพันที่ลงรากลึก
เป็นความจริงจังมั่นคง และเป็นเรื่องของเกียรติยศชื่อเสียง

ก็แล้วเขาล่ะเป็นใคร ก็แค่ผู้ชายเจ้าชู้เจ้าสำราญคนหนึ่งซึ่งเพิ่งจะก้าวเข้ามาในชีวิตของเธอ
มาทำให้เธอปั่นป่วนวุ่นวาย สับสนไขว้เขวออกนอกลู่นอกทาง.…..ก็เพียงเท่านั้นเอง

"คุณไม่เข้าใจหรอก..."
"พูดอย่างนี้อีกแล้ว ผมไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับคุณใช่ไหม"
เธอไม่สนใจ หันไปเดินเตะน้ำเล่น
"เอมมี่……" เสียงเรียกอ่อนลง
"อะไรคะ"
"แต่งงานกับผมไหม"
เธอหันมายิ้ม เสียงตอบลื่นไหลไม่ลังเล "โน แธ็งกิ้ว"
"ทำไมล่ะ" เขาถามอย่างฉงน ไม่คิดว่าตนจะถูกปฏิเสธง่ายดายปานนั้น
เธอกลับย้อนถามว่า "แล้วคุณล่ะคะ อยากแต่งกับฉันจริงหรือ"
"จริงซิ"
"แน่ใจหรือคะ" เธอมองคาดคั้นถามยิ้ม ๆ
อีกฝ่ายชะงักนิดหนึ่ง เอมอมรไม่แปลกใจ ที่ได้เห็นความลังเลฉายวาบขึ้นบนใบหน้าคมเข้ม
ที่ลอยอยู่ตรงหน้า

"แน่ใจซิ"
เธอพูดว่า "จะแน่ใจจริงๆ หรือไม่ก็ตาม แต่ฉันคิดว่าสำหรับคุณ การแต่งงานคงไม่ใช่เรื่องสำคัญ
คุณอยู่กับใครก็ได้ ถ้าไม่พอใจก็เลิก คุณไม่ได้ยึดถืออะไรจริงจังนอกจากความพอใจที่ฉาบฉวย
คุณไม่เข้าใจความรักและความสัมพันธ์ทางใจที่ลึกซึ้ง เพราะว่าคุณยังไม่มีมัน"
"แต่คุณมี...งั้นซิ" น้ำเสียงถามขุ่นเคือง
"ฉันไม่รู้ใจตัวเองทั้งหมดหรอกค่ะ แต่ที่ฉันรู้ก็คือฉันทำให้คู่หมั้นเสียใจและผิดหวังไม่ได้
และนอกจากตัวเขาแล้ว ก็ยังมีญาติผู้ใหญ่ของเราทั้งสองฝ่ายเกี่ยวข้องอยู่ด้วย
พวกเขามีความสัมพันธ์กันมานานและฉันไม่อาจทำให้มันขาดสะบั้นลงได้"

เธอให้คำตอบด้วยสีหน้าเจือยิ้มเศร้าซึมหม่นหมอง แต่ประกายตามั่นคงจริงจังจนเขารู้สึกวังเวงวูบเหมือนถูกปิดกั้น

ทว่าหลังจากพูดออกไปแล้ว เธอเองก็รู้สึกเคว้งคว้างเช่นกัน

ร่างสูงแข็งแรงยืนอยู่ใกล้ๆ มือใหญ่ได้รูปสวยมักจะยื่นออกมา เธออยากจับมันไว้แต่ก็ทำไม่ได้ เหมือนมีกำแพงแก้ว
มหึมาขวางกั้น

เธอใจหายเมื่อนึกว่าทางของเขาและเธอไม่อาจบรรจบพบกัน...


page 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 2728 29 30
31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60
61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 71 72 73 74 75 76 77 78 79 80 81