|
หญิงสาวหัวใจแทบจะวาย เมื่อเดินออกมาจากห้องเรียนและเห็นร่างสูงที่ดูหนาแน่นกว่าใครๆ ยืนรออยู่ เพื่อนๆ
พากันหันมามอง เธอจึงจำต้องยิ้มพนมมือไหว้ทักทายอย่างสุภาพ และเดินตามลงมาขึ้นรถโดยดี
พอปิดประตู เธอก็ต่อว่าอย่างสุดจะอดทนไหว
"คุณทำได้ยังไง นึกยังไงขึ้นมาถึงได้ขึ้นไปยืนอยู่หน้าห้องเรียน ไม่นึกบ้างหรือว่า
คนอื่นๆ เขาจะคิดกันยังไง"
"เขาจะคิดยังไงกันล่ะครับ"เขาถามเสียงซื่อ "ตรงนั้นมีคนออกเยอะแยะ ผมแค่เป็นหนึ่งในร้อยเท่านั้นเอง"
เธอถอนใจแรงอย่างอัดอั้น เขาอาจจะเป็นหนึ่งในร้อย แต่รูปลักษณ์โดดเด่นของเขาไม่ใช่นักศึกษารุ่นราวคราวเดียว
กันสักนิด
"ทำไมคุณถึงได้วุ่นวายอย่างนี้"
"อ๋อ ตอบง่าย วุ่นวายเพราะว่าคิดถึง"น้ำเสียงตอบสบายอกสบายใจ
"คุณช่างมีใจเผื่อแผ่คิดถึงคนได้มากมายจริงๆ"
รถแล่นออกจากบริเวณมหาวิทยาลัย ท่าทางสบายอกสบายใจของคนขับทำให้เอมอมรโกรธไม่ลง
เสียงทุ้มๆ เจือหัวเราะ พูดออดอ้อน "คุณจงใจหลบผมใช่ไหม รู้ไหมว่าผมมารอคุณเก้อตั้งหลายครั้งแล้ว
วันนี้ผมถามหาคุณ พอรู้ว่าเรียนห้องไหนก็รีบไปยืนคอย ผมคิดถึงคุณจริงๆ นะ"
เธออยากจะโกรธแต่สีหน้าหลับอ่อนโยนลง "คิดถึงทำไมกันคะ" "นั่นซี ไม่รู้ว่าคิดถึงทำไม ไม่เห็นได้อะไรขึ้นมานอกจากความทรมานใจ"
เขาแกล้งทำหน้าเศร้า ทำให้หญิงสาวหัวเราะออกมา "อ้าว...ขำ"
"ขำซีคะ คุณรู้จักทรมานใจด้วยหรือ คิดว่ารู้จักแต่ทรมานคนอื่น"
"ใคร คุณหรือ..."
"ไม่ใช่... อย่ารวมฉันไว้ในโลกของคุณซีคะ"
"แล้วโลกของคุณล่ะ มีผมอยู่ด้วยไหม"
"ไม่มี
..."
เขาถอนใจ "ใจดำ"
"ทำไมไม่มองตัวเองก่อนที่จะว่าคนอื่น"
"ผมใจดำกับใคร กับคุณหรือ"
"บอกแล้วไงคะว่าอย่ารวมฉันไว้ในโลกของคุณ"
สายตาของชายหนุ่มตัดพ้อ "งั้นใครล่ะ"
"เยอะแยะ กับเพ็ญ กับรัก แม้กระทั่งยายอะ"
"อะ?" เขาทวนอย่างฉงน
"ค่ะ แกบ่นถึงคุณ ฉันได้ยินแล้วกลุ้มใจ"
"ผมไม่ได้คิดอะไรกับน้องคุณเลยนะ แกยังเป็นเด็กอยู่แท้ๆ"
"ฉันดีใจที่ได้ยินอย่างนั้นค่ะ"
เขาแกล้งยิ้มมีนัย "เป็นห่วงน้องมากนักหรือ"
"แน่นอนค่ะ ในเมื่อแกอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง" "งั้นดีล่ะ..." ชายหนุ่มเขาแกล้งเน้นสุ้มเสียง ทำสีหน้ามีนัย
"ความจริงแกก็ไม่ใช่เด็กแล้วนะ เป็นสาวเต็มตัวแล้วก็สวยด้วย"
"อย่านะคะ..." เธอร้องออกมา "ฉันขอร้องนะ"
"ก็ได้ แต่คุณต้องทำตัวให้ดีๆ หน่อยซิ" "ถ้าคุณทำให้น้องฉันเสียใจละก็
" เธออดระแวงขุ่นเคืองไม่ได้ แต่พอเห็นสีหน้าอ้อนที่หันมายิ้มประจบ
ก็กลับนิ่ง คิดว่าตัวเองตีตนเกินเหตุ
รถแล่นเรื่อยออกไปขากเส้นทาง หญิงสาวต้องถามอย่างกังวลใจ "เราจะไปไหนกันคะ"
"คุณอยากจะไปไหน"
"ฉันอยากกลับบ้านค่ะ"
"อย่าเพิ่งน่า....."
"ประเดี๋ยวก็จะมืดแล้วนะคะ ดูซิ ฉันยังแต่งเครื่องแบบอยู่เลย"
เขาหันมา "จริงด้วยซิ" ชายหนุ่มพารถเข้าไปจอดในย่านร้านค้าที่กำลังจะผ่าน
"รอผมที่นี่นะ"
เขาพูดก่อนจะเดินดุ่มจากไป หญิงสาวมองตามแล้วเฝ้ารออย่างเชื่อฟัง ครู่หนึ่งร่างสูงก็เดินกลับมา ยื่นถุงกระดาษใบหนึ่งให้
"อะไรคะ"
เธอรับไปเปิดดู เห็นว่ามีเสื้อผ้าพับอยู่ข้างใน
"ซื้อมาให้คุณใส่"
เธอเข้าใจ "ไม่ค่ะ"
"อย่าดื้อน่า... หรือคุณอยากให้ใครๆ มองเครื่องแบบนักศึกษาของคุณ"
หญิงสาวโยนถุงเสื้อไปยังเก้าอี้ด้านหลัง "ฉันจะไม่ลงจากรถ"
"ตกลง" เขาว่า "งั้นผมจะพาคุณเข้าโมเต็ลพอม่านรูดก็ไม่มีใครเห็นแล้ว"
"อย่านะคะ.. ถ้าคุณเลี้ยวรถเมื่อไหร่ฉันจะกระโดดลงไปทันทีเลย" "เอมมี่น่า ผมไม่ทำอย่างนั้นหรอก"
ปลายมืออุ่นลูบหลังมือบางอย่างปลอบโยน หญิงสาวถอนใจเลื่อนมือหนี
"ผมไม่เคยบังคับใจใครนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณ...ผมอยากให้คุณรักผม"
เธอรู้สึกสะท้านในหัวใจ พูดเสียงแผ่วเบา "เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ"
"ทำไมถึงจะเป็นไปไม่ได้"
"เพราะว่า
คงเพราะว่าเราอยู่กันคนละโลกกระมัง มีชีวิตคนละแบบ ชอบอะไรคนละอย่าง"
"เราปรับตัวเข้าหากันได้ไม่ยากเลย" เสียงทุ้มรีบขัด
"แต่ว่าฉันก็มีคู่หมั้นอยู่แล้วและไม่คิดจะเปลี่ยนใจด้วย"
ชายหนุ่มหันกลับไปอย่างรู้สึกขัดใจ เขาจอดรถลงตรงสวนอาหารย่านชานเมืองแห่งหนึ่ง ถามเว้อวอน
"ลงนะ.."
"อย่าอยู่นานนะคะ"
"คุณอยากกลับเมื่อไหร่ก็ได้แล้วแต่คุณ"
น้ำเสียงเขาอ่อน ออดอ้อนจนเธอหวั่นไหว เธอก้าวลงไปยืนข้างรถ ชายหนุ่มดึงเสื้อออกจากถุง
ตามมาสวมให้ มันเป็นเสื้อลำลองหลวมๆ พอดีที่จะปกปิดเสื้อเครื่องแบบที่เธอสวมใส่อยู่
เขาจับแขนประคองเดินโดยไม่สนใจอาการต่อต้านแข็งขืน จนเลือกได้โต๊ะที่มุมหนึ่งก็ตามนั่งลงข้างๆ
เหมือนกลัวจะหนีหาย อีกฝ่ายขยับถอยห่าง ชลิตนึกอยู่ในใจว่าก็น่าหรอกที่เธอจะต้องระมัดระวัง เธอไม่ใช่คนของเขา
ซ้ำยังมีชายอื่นอยู่ในหัวใจ นายคนนั้นช่างโชคดีเสียจริง
"อยากทานอะไรครับ"
ร่างใหญ่เอนเข้ามาเอียงรายการอาหารให้ช่วยเลือก ร่างบางๆ เอนหนี "อะไรก็ได้ค่ะ"
"ทำตัวตามสบายน่า...เอมมี่ รู้ไหมว่าถ้าเป็นคุณรักหรือคุณเพ็ญ..."
"ฉันไม่ใช่สองคนนั่น" น้ำเสียงเข้มๆ ขัดขึ้นในทันที
"แค่นี้ก็ต้องโมโหด้วย
"
"ฉันไม่ได้โมโห" เสียงเธออ่อนลง แต่ก็สงสัยตัวเองครามครันว่าขุ่นเคืองหรือไม่ที่เขาเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับสาวสวยทั้งสองถึงขนาดที่ทำให้ฉงนสงสัยไปตามๆ กันว่าเขาคิดจะจริงจังกับใครกันแน่
"ถ้าคุณรำคาญ ก็ไม่ควรจะมากับฉันนะคะ"
"ใครบอกว่าผมรำคาญ ผมเพียงแต่อยากให้คุณมีความสุขเวลาที่อยู่กับผม ไม่ใช่ฝืนใจ ไม่สะดวกไม่สบายใจอย่างที่เป็นอยู่ตลอดเวลาแบบนี้"
เสียงถามแผ่ว "ฉันคงมีความสุขอย่างนั้นไม่ได้หรอกค่ะ"
"ทำไมจะไม่ได้ ไม่เห็นจะยากเลย"
เขาสั่งน้ำส้มให้เธอ และสั่งเบียร์สำหรับตนเอง ลักษณะท่าทีเอาอกเอาใจไม่ต่างไปจากที่คมกริชกระทำเมื่อวันก่อน
ทว่าหญิงสาวไม่ได้นึกถึงคมกริชเลยแม้แต่น้อย เธอมองชายที่เอาอกเอาใจอยู่ข้างๆ แม้แข็งขืนปฏิเสธ
แต่พอเผลอตัวก็กลับรู้สึกดื่มด่ำลึกซึ้ง
เธอไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้กับใครมาก่อนเลย แม้แต่กับสิทธาผู้เป็นคู่หมั้น เธอก็ยังไม่แน่ใจว่า
เคยมีความรู้สึกเช่นนี้หรือเปล่า
น้ำเสียงของชายหนุ่มเบิกบาน
"ดีจังเลยนะ เราได้อยู่ด้วยกันตามลำพังสองคน ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครรบกวน"
"ใครบอกว่าเราอยู่กันแต่ตามลำพัง"เธอนึกเถียง อย่างน้อยในใจของเธอก็ยังมีสิทธา" ไม่ใช่ในด้านของความรักหลงพะวงหา ทว่าเงาของสิทธาดูเหมือนจะตามติด รบกวนอยู่ในมโนสำนึกทุกครั้งที่เธออ่อนไหวไขว้เขวออกนอกลู่นอกทางอันถูกต้องของสิ่งที่เรียกว่า "ความจงรักภักดี"
อาหารพร่องลงไปอย่างเชื่องช้า ต่างคนต่างไม่ได้รู้สึกรู้สมในรสชาติ มากไปกว่าความอบอุ่นสุขใจจากการได้อยู่ด้วยกัน ชลิตมองหญิงสาวด้วยสายตาลึกซึ้ง น้ำเสียงพูดอ่อนโยน ขณะที่หญิงสาวก็มักจะหลบสายตาราวกับกลัวว่าเขาจะอ่านรู้ถึงสิ่งที่เธอพยายามจะซ่อนไว้
"คุณเป็นคนสวย รู้ตัวไหม" เขาเขี่ยปลายนิ้วกับแก้มใสๆ ที่เบือนหนี
"หรือคะ"
"เมื่อผมเห็นคุณครั้งแรกที่โรงแรม ผมแอบมองคุณจนเพลินไปเลย"
"คุณก็มองผู้หญิงจนเพลินทุกคน" "ก็จริงละ" เสียงรับอ่อย
"แต่ว่าตอนนั้น คุณเป็นผู้หญิงคนแรกที่ผมสะดุดใจจริงๆ นะ ผมเพิ่งจะกลับมาจากอเมริกา
เข้าบ้านได้เพียงวันเดียวก็ออกไปนอนที่โรงแรมนั่น"
หญิงสาวเย้าว่า "แต่ว่าก่อนและหลังจากตอนนั้น ฉันไม่ใช่แล้วใช่ไหมคะ"
"แต่ถึงตอนนี้ ผมลืมคนอื่นๆ หมดแล้ว" หญิงสาวหลบตา เขี่ยอาหารเล่น อีกฝ่ายถามอย่างสงสัย
"ทำไมคุณต้องไปทำงานหือ เอมมี่ คุณไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินทองไม่ใช่หรือ"
อีกฝ่ายสีหน้าหมอง เหลือบตาขึ้นมามองก่อนจะหลุบมองจานอาหารตามเคย
"หรือว่ามี
.."
"ไม่ถามไม่ได้หรือคะ"
"ผมอยากรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับคุณ" "ก็ได้ค่ะ... คุณก็เห็นอยู่แล้วว่าครอบครัวเราอยู่กันอย่างไร...
คุณเดาออกไหมล่ะคะว่าจะต้องใช้เงินมากเท่าไร ถึงจะอยู่กันอย่างนั้นได้"
"แต่แม่ของคุณมีเงินนี่ คุณอาทำธุรกิจหลายอย่างไม่ใช่หรือ"
"ทำค่ะ แต่มักจะล้มเหลว แม่ไม่ใช่นักธุรกิจหรอก เพียงแต่คิดว่าตัวเองเป็น"
"จริงหรือ"
"อย่าสนใจเลยค่ะ ปัญหาของครอบครัว เราจะแก้ไขกันเอง"
"ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือละก็ บอกผมนะ" เธอเงยหน้าขึ้นมองยิ้มๆ ชายหนุ่มจึงคาดคั้น
"สัญญาซี ว่าคุณจะบอกผมก่อนคนอื่น" หญิงสาวอดซาบซึ้งไม่ได้ แม้กระนั้นก็ยังพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
"ไม่สัญญาค่ะ"
|