|
วันนั้นคมกริชมาที่บ้านของพวกเธอในตอนเช้า พอรู้ว่าเอมอมรกำลังจะไปบ้านของบิดามารดาของสิทธา
อันเป็นกิจที่กระทำสม่ำเสมอ เขาก็อาสาพาไปในฐานะที่เขาเองก็สนิทสนมกับผู้ใหญ่ทั้งสองเป็นอย่างดี
นายธวัช และคุณสุดใจเป็นผู้ใหญ่ซึ่งมีวัยเกินห้าสิบปี นายธวัชเป็นข้าราชการซึ่งกำลังเป็นใหญ่
นอกจากหน้าที่การงานแล้ว ชื่อสกุลซึ่งมีชื่อเสียงมาแต่เก่าก่อนได้ส่งเสริมอำนาจบารมีให้น่าเลื่อมใสยิ่งขึ้น
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่บ้านแบบโบราณหลังใหญ่โอ่อ่า ซึ่งได้รับการดูแลซ่อมแซมตกแต่งอยู่เสมอหลังนี้
จะมีแขกเหรื่อเข้าออกอยู่มิได้ขาด
ในวันนั้นก็เช่นกัน นายธวัชมีอาคันตุกะกลุ่มใหญ่มาเยี่ยมพบ ในช่วงเวลาที่รับแขก เขาก็ปล่อยหนุ่มสาว
ให้ทำตัวตามสบายอยู่ในบ้านหลังจากที่ได้แนะนำอย่างภาคภูมิแล้วว่าทั้งสองเป็นใคร
"หน้าตาสะสวย กิริยามารยาทเป็นผู้ดีเหลือเกิน อาคันตุกะของเขากล่าวชม "เอมเป็นลูกของคุณอมร สายเสนีย์ ที่เสียไปเมื่อสามปีก่อนยังไงล่ะครับ
แม่เขาก็คุณอรอนงค์ ตอนนี้กำลังชื่อดังอยู่พอดูนะครับ"
หญิงสาวถูกจ้องมองอย่างชื่นชม หล่อนฝืนยิ้มทั้งๆ ที่นึกกลัวสายตาเหล่านี้ กลัวว่าจะทำให้พวกเขาผิดหวัง
ความชื่นชมของคนเหล่านี้ไม่ว่าจะด้วยความจริงใจหรือไม่ก็ตาม มันเกิดขึ้นจากความเข้าใจผิดทั้งหมด
ครอบครัวของหล่อนไม่ได้เฟื่องฟูรุ่งเรืองอย่างที่เคยเป็น สิ่งที่เหลืออยู่ในเวลานี้คือเปลือกสวยงามซึ่งทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด
บริษัทซึ่งเคยเป็นของบิดา และหุ้นในบริษัท เครือข่ายได้หลุดลอยไปเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นหมดแล้ว
คนส่วนใหญ่ ซึ่งรวมทั้งผู้ใหญ่ทั้งสองนี้ด้วย ยังเข้าใจว่ามันยังเป็นของครอบครัวหล่อน
เพียงแต่ให้คนอื่นดูแลทำงานให้แทนเท่านั้น
เมื่อถูกถามถึง หญิงสาวจะตอบว่า "เอมไม่ทราบค่ะ คุณแม่เป็นคนจัดการทั้งหมด"
หล่อนไม่รู้ว่าแม่ตอบคนอื่นๆ ว่าอย่างไร แต่ยังไงๆ ก็คงไม่ได้พูดความจริง
พออาคันตุกะกลุ่มนี้กลับไปได้ครู่หนึ่งญาติสนิทของครอบครัวก็มา คนกลุ่มนี้รู้จักกับหล่อนและคมกริชอยู่ก่อนแล้ว
จึงร่วมวงสนทนากันอย่างสนิทสนม
ความจริงแล้วหญิงสาวรู้สึกไม่ใคร่สบายใจนัก ทุกถ้อยคำที่พูดคุยสนทนากันบอกให้รู้ว่า พวกเขาไม่รู้เลยว่า
ฐานะความเป็นอยู่ที่แท้จริงของครอบครัวหล่อนเป็นอย่างไร หล่อนกลัวเหลือเกินในสิ่งที่จะเกิดขึ้น
หากพวกเขารู้ หล่อนไม่กล้าจะนึกถึง
แต่ที่จำต้องไปมาหาสู่สม่ำเสมอก็ด้วยความเคยชินที่เคยปฏิบัติจนถือว่าเป็นหน้าที่อันจะละเลยมิได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสิทธาไม่อยู่และได้ขอร้องให้หล่อนกระทำ
หญิงสาวรู้สึกโล่งใจเมื่อได้เวลาลากลับ รู้สึกว่าได้ทำหน้าที่เสร็จลงแล้วอีกครั้งหนึ่ง
"หาอะไรอร่อยๆ กินกันก่อนดีกว่านะเอม" เอมอมรมองคนชวนอย่างเกรงใจ เขากำลังขับรถเรื่อยๆ ใบหน้าระบายยิ้มอย่างสบายอารมณ์
"จะมืดแล้วนะคะ กลับไปทานที่บ้านไม่ดีหรือ"
"ทานที่บ้านไม่มีบรรยากาศ เอมเลยทานได้น้อยรู้ไหม"
"แหม ไม่เกี่ยวหรอกค่ะ"
"เกี่ยวซี ทานที่บ้านมันจำเจ ซ้ำซาก เอมเลยเซ็งโดยไม่รู้สึกตัว"
"รู้อีกแล้ว
" หล่อนหัวเราะ
เขาหันมามองยิ้มๆ รู้สึกสบายใจที่ได้อยู่ใกล้ ถ้าไม่ได้มากับหล่อนแล้ว เขานึกไม่ออกว่าจะสามารถขลุกอยู่กับ
บิดามารดาของสิทธาได้ตั้งเนิ่นนานเช่นนั้นได้อย่างไร
เขารู้จักกับหล่อนมาตั้งแต่ต่างยังอยู่ในวัยรุ่นแล้วแอบชอบหล่อนอยู่เงียบๆ หล่อนเป็นเด็กที่สวยสะอาด เรียบร้อย
และร่าเริงแจ่มใส ทว่าเขาไม่อาจผ่านสิทธาไปถึงหล่อนได้ เมื่อต่างโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เขาหันความสนใจไปทางอื่น
แต่ความพึงพอใจได้ฝังลึกโดยไม่รู้ตัว
ในวิถีทางการดำเนินชีวิตของเขา คมกริชได้พบ รู้จัก เคยรัก และเลิกรามาแล้ว เขาได้พบเพ็ญระพีเมื่อ
มีความเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เขาจบการศึกษาแล้วและเริ่มจะรับภาระความรับผิดชอบทางการงานมาจากครอบครัว
เพ็ญระพีเป็นเด็กสาวสมัยใหม่ที่มีความสดใสซุกซน ชอบเรื่องตื่นเต้นสนุกสนาน เธอเป็นฝ่ายตามตีสนิท
จนกระทั่งเขาตายใจ กลายเป็นคนรักกัน แล้วเขาก็ได้รู้จักเธอมากขึ้นเรื่อยๆ รู้ว่าเธอเป็นเด็กที่เอาแต่ใจตน
รักความสะดวกสบายสนุกสนาน มีอยู่บ่อยครั้งไปที่เธอแสดงความเบื่อหน่ายออกมาให้เห็นและทิ้งเขาไว้
เพื่อไปกับเพื่อนๆ กลุ่มรักสนุกของเธอ
เขานึกอภัยให้เพ็ญระพีเสมอมา เห็นว่าเธอยังมีความเป็นเด็กซึ่งคงจะต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นในเวลาข้างหน้า
แม้กระนั้นเขาก็อดที่จะเปรียบเทียบหญิงสาวทั้งสองไม่ได้
เพ็ญระพีทำให้เขาเสียใจและผิดหวัง โดยตีจากเขาไปอย่างง่ายดาย ทั้งที่ความสัมพันธ์ก้าวไปอย่างลึกล้ำ
หรือนั่นจะเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเธอผู้นั้น เขาหันมาหาเอมอมร ไม่อาจหักห้ามใจตนเองไม่ให้พาตัว
เข้ามาใกล้ชิดทั้งที่ได้บอกตัวเองเสมอว่าเธอผู้นี้เป็นคู่หมั้นของเพื่อนรัก
ชายหนุ่มเลือกร้านอาหาร ชวนให้หญิงสาวนั่งในท่ามกลางดงไม้ในมุมที่ไม่มีคนพลุกพล่าน
สีหน้าของเขาแจ่มใส ท่าทางสบายอกสบายใจยิ่งนัก
เอมอมรดีใจที่ได้เห็น เคยคิดว่าเขาคงจะทุกข์ทรมานเพราะความผิดหวังที่พ่ายรัก
"จะกินอะไรกันดี เขาถามเอาใจ ขณะเลือกรายการอาหาร หญิงสาวเลือกไม่ถูกและไม่มีใจอยากจะทานอะไรเสียด้วยซ้ำไป
"สั่งเยอะแยะเชียว จะทานกันหมดหรือคะ"
"เอมจะได้ทานมากๆ"
และเมื่ออาหารถูกนำมาตั้งโต๊ะ หญิงสาวก็เย้าว่า "น่าเอาปิ่นโตมาด้วย"
"ไม่เป็นไร เอาใส่ถุงกลับไปก็ได้ " เขาแกล้งว่า รู้จากอริยาในความมัธยัสถ์ของเอมอมร
เครื่องดื่มของหล่อนคือน้ำเปล่าขณะที่อีกฝ่ายดื่มเบียร์เย็นในแก้วใส เอมอมรมองดูฟองเบียร์ที่พรายอยู่ตรงหน้า
อย่างเลื่อนลอย มันเตือนหล่อนให้นึกถึงใครบางคน
ผู้ชายคนนั้นมีร่างสูงแข็งแรงอย่างนักกีฬา มีผิวสีน้ำตาลอ่อนเจือแดงระเรื่อ มีดวงตาจริงจังที่เป็นประกายวาบวับ
ระริกยั่วเย้า และมีรอยยิ้มแจ่มใสที่แฝงเลศนัยอยู่บ่อยครั้ง
หล่อนจำกระทั้งสำเนียงภาษาอังกฤษไพเราะชัดเจนที่เขาพูดตลอดช่วงเวลาที่พบกัน มันเป็นช่วงเวลาสั้นๆ
ที่ประทับใจหล่อนนักหนา ขณะที่หล่อนสำนึกตำหนิตัวเองในความไม่มั่นคงต่อคู่หมั้น หล่อนก็เก็บเขาไว้ในความทรงจำ
เขาคือชายผู้อ้างตัวเป็นนักท่องเที่ยวชาวฟิลลิปปินส์ นามชาร์ลส์ เอส.วัตต์
แต่ครั้นเขากลับมาในนามของนายชลิต สิริวัฒน์ ทั้งยังพยายามนำตัวเข้ามาใกล้ หล่อนกลับรู้สึกเหมือน
ตนกำลังอยู่ในฝันร้าย ปั่นป่วนวุ่นวายวิตกกังวลหาความสุขสงบใจไม่ได้เลย
คมกริชเห็นสายตาของหล่อน "มองอะไร" เขาถามยกแก้วเบียร์ขึ้น ยื่นมาให้ ถามว่า "จะเอาด้วยไหม"
"ไม่ค่ะ" หล่อนสั่นหน้า แล้วก็ฝืนยิ้ม "เอมไม่อยากเมากลับบ้าน"
"ก็อย่ากินมากซิ ถ้ากินมากก็ต้องเมาเป็นธรรมดา"
"นั่นซีคะถึงไม่กิน"
"ที่บ้านก็มีเหล้าเยอะนี่ เอมไม่เคยลองเลยหรือ" "เคยคะ คุณแม่ก็บอกให้หัดกิน ไม่อย่างนั้นจะเข้าสังคมไม่ได้ เอมเคยกินเหล้าอ่อนๆ หวานๆ
ของผู้หญิง เวลานอนไม่หลับก็อาศัยมันเหมือนกัน แต่ว่านิดเดียวนะคะ แค่นั้นก็มึนแล้ว"
"คออ่อน รู้สึกว่าเรื่องนี้อะจะเก่งกว่าเอมนะ"
"อะเก่งกว่าเอมหลายเรื่องเทียวละ แล้วก็แก่แดดด้วย"
"แต่ก็น่ารักดี" เขาพูดยิ้มๆ
เอมอมรคิดเรื่อยเปื่อยไปว่า ถ้าเขาชอบกับอริยาอย่างจริงจังก็คงจะดีไม่น้อย ผู้ชายดีๆ อย่างเขานับว่าหาได้ไม่ง่าย
เขาคงจะดูแลอริยาให้มีความสุขกายสุขใจได้ตลอดไป หล่อนและมารดาคงจะเบาใจเป็นอันมาก
"กระโดกกระเดกไปนิดเพราะว่าแกยังเด็ก แต่ก็จะโตและดีขึ้นเรื่อยๆ นะคะ"
เขายิ้ม "แต่ไหนแต่ไร ผมไม่เคยเห็นเอมกระโดกกระเดกเลยนะ"
หล่อนหัวเราะ "แหม...ก็คนละคนกันนี่คะ อุปนิสัยมันแตกต่างกัน ยังไงก็เถอะ เอมว่าเอมเองก็คงจะมีอะไรขวางๆ อยู่บ้างหรอก ตอนที่อายุเท่าอะ"
"มีซิ เอมเป็นโรคซึมไง ตั้งแต่คุณพ่อเสียก็เห็นเอมเป็นโรคนี้มาเรื่อย"
"อ้อ
.หรือคะ"
"เอมเปลี่ยนเป็นคนละคนเลยรู้ไหม เมื่อก่อนนี้ เอมเคยร่าเริงแจ่มใส เอมเองยังจำไม่ได้เลยใช่ไหมล่ะ"
"เอมลืมไปหมดแล้ว ตอนนั้นเอมเป็นยังไงหรือคะ" เขาทำท่านึก พูดยิ้มๆ "ตอนนั้นเอมยิ้มได้หวานกว่านี้นะ แล้วตาก็เป็นประกายวาวเชียว เวลาหัวเราะ...
โอ๊ย เสียงยังกับระฆังทอง"
"ตายจริง" หล่อนหัวเราะออกมา
"อืมม คล้ายอย่างนี้แหละ" เขายกนิ้วชี้ขึ้น
ความสำราญใจหายวาบไปจากหนุ่มสาวทั้งสองเมื่อคมกริชขับรถเข้ามาแล้วเห็นรถยุโรปคันใหม่สีฟ้าจอดอยู่ก่อน
ผิดกับชายหญิงที่นั่งคุยกันอยู่ข้างใน ชลิตยิ้มอยูในหน้าขณะที่อริยาทักเสียงใส
"มากันแล้วหรือคะ พี่คม พี่เอม"
"สวัสดีครับ คุณคมกริช คุณเอม"
"คุณชลิตมานานแล้วหรือครับ" คมกริชถามขรึมๆ
ชลิตตอบว่า "ครับ มาตั้งแต่เช้าเลย"
"แหม พูดเกินไปค่ะพี่ลิต อริยาขัด
ชลิตหันมายิ้มให้เอมอมร "สนุกไหมครับ คุณเอม" "สนุกค่ะ" หล่อนยิ้มฝืนๆ ปั่นป่วนใจที่เขาพาตัวเข้ามาใกล้ หล่อนลำบากใจมากขึ้น
เมื่อเห็นเขาเข้ามาตีสนิทกับอริยา
"ไปไหนกันมาเอ่ย" เด็กสาวถาม
"ออกจากบ้านนายสิทธาก็หาข้าวทานกันครับ" ชลิต นั่งยิ้มเงียบอย่างสงบปากคำ ขณะที่ดวงตาคมเข้มเฝ้ามองหญิงสาวอย่างถามไถ่
เอมอมรทำเป็นไม่สนใจ "ตอนนี้เอมง่วงแล้วละ พี่คมคะ ขอบคุณนะคะที่พาไป... เอมขอตัวเลยนะคะ"
"ตามสบายเถอะ พี่ก็ว่าจะกลับแล้ว" คมกริชพดเสียงอ่อน
"ขอโทษนะคะ คุณชลิต..."
หล่อนพูดแล้วก็ปลีกตัวจากไป ปล่อยให้อีกฝ่ายมองตามอย่างตัดพ้อ
|