แหวนหมั้น โดย กุลรัตน์
บทที่ 13
"แหวนหมั้น"
โดย กุลรัตน์
(นิยายเรื่องนี้
เคยตีพิมพ์
ในนิตยสารหญิงไทย
ประมาณปี 2530
และได้รวมพิมพ์
เป็นเล่มแล้ว 2 ครั้ง)

รถเก๋งสีฟ้าคุ้นตาที่จอดอยู่ที่หน้าตึกเรียน ทำให้เอมอมรชะงักเท้าที่กำลังก้าวเดินตามเพื่อนๆ ใจเธอเต้นแรงขึ้นมาทันที
คิดว่าถ้าเดินผ่านออกไปเขาก็คงจะก้าวออกมาแล้วบังคับให้เธอขึ้นรถไปด้วยอีกเหมือนอย่างที่เคย

เธอบอกเพื่อนว่า "ตัวไปก่อนเถอะ เราจะยังไม่ไป"
"อ้าว แล้วตัวจะกลับยังไง” เพื่อนของเธอถาม
"ประเดี๋ยวเราจะไปรถเมล์"
"ตามใจ บ๊ายบายนะ"

หญิงสาวหมุนตัวกลับเข้าไปในตึก หวังว่าเขาจะยังไม่ทันเห็น เธอซุกตัวอยู่ในห้องสมุด หาหนังสือมาพลิกอ่าน
แต่ไม่มีสมาธิพอจะเข้าใจเนื้อหา

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เธอนึกเสียดายที่ไม่ได้เดินไปพร้อมกับเพื่อน เขาจะไปหรือยังนะ เข็มนาฬิกา
เคลื่อนไปช้าๆ เธอเฝ้ามองดูมัน หวังว่าคนที่มาจอดรถรอจะหมดความอดทนแล้วกลับไป

เธอสะดุ้งเมื่อใครคนหนึ่งมายืนอยู่ข้างหลัง "จะไปได้หรือยัง" เขาก้มลงมาถาม น้ำเสียงมีกังวานขัดเคือง

มือบางๆ เกร็งขึ้นเล็กน้อย ยังจ้องมองหนังสือนิ่ง

"ไปกันเถอะน่า...ผมไม่ทำอะไรคุณหรอก" น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลง

มีคนในห้องสมุดไม่มากนัก แต่หลายคนก็หันมามอง หญิงสาวจำใจต้องลุกขึ้น เดินตามร่างสูงหนาลงมาที่รถ
ชายหนุ่มเปิดประตูให้อย่างเรียบร้อยก่อนจะอ้อมมายังที่นั่งของตน

เขาออดอ้อนต่อว่า "รู้ไหม ผมเที่ยวเดินถามหาคุณไปทั่วเทียวนะ ทำไมต้องหลบด้วย"
อีกฝ่ายเงียบจนเขาหันมามอง "กลัวผมหรือ.....หรือว่าเกลียด"
หญิงสาวเมินหน้าหนี
"ผมคิดถึงคุณรู้ไหม ผ่านไปทางบ้านหลายครั้งเห็นรถนายคนนั้นจอดอยู่"
พอไม่ได้รับการตอบสนอง น้ำเสียงก็เริ่มรวนอย่างหาเรื่อง
"นายคนนั้นลืมไปแล้วหรือยังไงว่าเป็นแค่เพื่อนของคู่หมั้น ไม่ใช่ตัวคู่หมั้นเองสักหน่อย"
"คุณอย่าเข้าใจผิดนะ มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด"
"ออ...ไม่ใช่ ไม่ใช่...มันไม่ใช่อย่างที่ผมคิด ทุกอย่างไม่ใช่อย่างที่ผมคิด"
"แน่ละ...คุณจะดูถูกฉันก็ได้ แต่อย่าพาลไปดูถูกคนอื่นเขาด้วย"
"รู้สึกว่าคุณพยายามปกป้องเขาจังนะ"
"ฉันไม่อยากให้คนดีๆ ต้องมัวหมอง"
"คนดีๆ" น้ำเสียงทุ้มหัวเราะเยาะหยัน
"คนดีๆ หรือนั่น คนดีๆ ประเภทไหนกันที่ย่องมาหาคู่หมั้นของเพื่อนทุกค่ำคืนอย่างนี้”
"เขามาเพราะว่า..." อืม นั่นซิ เขามาเพราะอะไร
นับแต่แสดงความตั้งใจเด็ดขาดที่จะตัดเพ็ญระพี คมกริชก็เข้ามาทำตัวเป็นแขกประจำของครอบครัว
เขาซื้อขนมนมเนยมาฝาก สรรหาภาพยนต์บันทึกมาดูด้วยกัน ซื้ออาหารอร่อยๆ มาร่วมทานมื้อค่ำด้วย
เขาช่วยอริยาทำการบ้าน และแม้บางครั้งไม่มีเรื่องคุยกันเขาก็นั่งอยู่กับเอมอมรได้นานๆ
"เขามาจีบคุณนั่นแหละ คนดีของคุณจะตีท้ายครัวเพื่อน"
"คุณ..."
"เข้าใจผิด" เสียงทุ้มเจือหงุดหงิดพูดต่อทันทีทันใด ทำให้หญิงสาวได้แต่นิ่ง
คราวนี้น้ำเสียงอีกฝ่ายออดอ้อน " อย่าพูดคำนั้นอีกได้ไหม ตั้งแต่กลับมาพบกัน ผมได้ยินแต่คำว่า
เข้าใจผิดๆ ฟังแล้วรู้สึกเหมือนเราไม่เข้าใจอะไรกันเลย"
"คุณอยากเข้าใจด้านผิดอย่างนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นต่อไปนี้ ฉันจะไม่คัดค้านอะไรอีกแล้ว"
"ไม่เอาน่า เอมมี่... ผมอยากเข้าใจคุณนะ อยากเข้าใจแล้วก็รู้จักคุณให้มากขึ้น"
"เพื่ออะไรกันล่ะคะ ไม่จำเป็นเลยสักนิดเดียว" เธอเมินหน้าไปทางอื่น
"เอ๊ะ...แล้วนี่คุณจะพาฉันไปไหนคะ" เสียงถามหวั่นระแวง เห็นเขาเลี้ยวรถออกไปจาก
เส้นทาง ไกลทางกลับบ้านออกไปทุกที
อีกฝ่ายหันมายิ้ม "เถอะน่า ผมไม่ทำอะไรคุณหรอก ผมชอบให้ยินยอมพร้อมใจมากกว่า"
"ไม่มีทางหรอก ไม่มีทางที่ฉันจะยินยอมพร้อมใจ ฉันจะไม่ทำเรื่องสกปรกอย่างนั้น"
"เรื่องสกปรกหรือ" เขาจงใจหัวเราะเยาะหยัน
"โธ่ เอมมี่ คุณเรียกว่ามันเป็นเรื่องสกปรกได้ยังไงกัน หรือว่าจะเรียกเฉพาะแต่กับผม
แต่ถ้าเป็นคนอื่นละก็ มันไม่ใช่เรื่องสกปรกใช่ไหม"
ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ด้วยความโกรธ กัดริมฝีปากหันหน้าหนี นี่เธอกลายมาเป็นลูกไล่ให้เขาเสียดสี
พูดจาดูถูกดูแคลนเอาตลอดเวลาเช่นนี้ได้อย่างไร มันเกิดจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์
และความโลภชั่ววูบแท้ๆ

"โกรธอีกแล้ว" เสียงของเขาอ่อนลง ถอนใจแรงๆ
"เฮ้อ ยกโทษให้ผมเถอะนะ นี่ผมอุตสาห์ตั้งใจไว้แล้วเชียวว่าจะไม่พูดอะไรไม่ดีให้คุณโกรธ
ก็ผมไม่ใช่คนดีนี่ครับ ปากเสียแล้วก็…..ขอโทษอีกทีนะ... ผมมันเลวลึกถึงสันดานเลยเชียว"
เธอเฉย อีกฝ่ายเลยเล่าต่อ
"รู้ไหมว่าผมเกเรมาตั้งแต่เด็ก เกเรมากเลยขนาดที่ใครๆ ก็ต้องส่ายหัว แม่ผมตายตั้งแต่ผมยังไม่อดนมละมั้ง
ส่วนพ่อก็ทำงานหนักไม่มีเวลาให้ ใครต่อใครผลัดกันเข้ามาดูแลผมแทนพ่อแม่ ถึงตอนนี้
พวกเขายังพูดถึงความเกเรของผมอยู่เลย"
เธอไม่ตอบ ชายหนุ่มหันมามองพลางยิ้มยั่วเย้า
"คุยกับผมหน่อยไม่ได้หรือครับ คุณไม่เหมือนเอมมี่ที่ร่าเริงน่ารักที่ผมเคยรู้จักเลยนะ รู้ไหมว่า
ผมคิดถึงเอมมี่คนนั้นจังเลย"
"คิดถึงทั้งๆ ที่คุณนึกดูถูกฉันอยู่ตลอดเวลาอย่างนั้นหรือคะ" เสียงถามขรึม
"เอมมี่คนนั้นไม่มีตัวตนเช่นเดียวกับที่ไม่มีนายชาร์ลส์ เอส.วัตต์ คุณหลอกฉันทำไมคะ"
เขายกไหล่ "ในสภาพที่ผมเห็นคุณตอนนั้น ผมคิดว่าคุณชอบอย่างนั้น"
"คุณดูถูกฉันมาตั้งแต่แรก” น้ำเสียงของเธอบอกความเสียใจ

"เถอะน่า...อย่าไปพูดถึงมันเลย นี่ ผมมีอะไรจะให้คุณดู" เขาสอดปลายนิ้วลงไปในกระเป๋าเสื้อ
ล้วงหยิบสร้อยทองเส้นเล็กห้อยจี้รูปหัวใจออกมา
"ผมได้กลับคืนมาแล้ว รู้ไหมว่าผมทำยังไง ผมเอาสร้อยเพชรเส้นนั้นแหละ ไปขอแลกคืนมา"
หญิงสาวได้แต่นิ่งจ้องมอง ไม่ให้คำตอบ ชายหนุ่มหันมามองอย่างแปลกใจ หงุดหงิดระคนผิดหวัง
"เป็นยังไงไปล่ะ หรือว่าเกิดเสียดายเจ้าสร้อยทับทิมเส้นนั่นขึ้นมาอีก"
"ฉันไม่สนใจว่าคุณจะเอาอะไรไปแลกกับอะไร" หล่อนเสียงแข็ง
อีกฝ่ายแกล้งขุ่นเคือง "จริงรึ...ผมทำอะไรก็ไม่ดี ไม่เข้าท่าไปเสียหมดทุกอย่างใช่ไหม ดีละ
โยนทิ้งไปดีกว่า"

สวิตช์กระจกถูกกดเลื่อนลง ทำท่าจะโยนมันออกไปนอกรถจริง ๆ

"อย่าค่ะ" อีกฝ่ายอุทาน
"ยังอยากได้คืนอยู่หรือ"
เสียงตอบเรียบ "ฉันจะหาเงินมาไถ่คืน"
"จะลำบากทำไมเล่า เอมมี่ ผมเอามันกลับคืนมานี่ก็เพื่อคุณนะ ขอร้องผมดีๆ ทำดีกับผมให้สมกับที่ผมชอบคุณ
แล้วผมจะคืนให้"

รอยยิ้มและประกายตายั่วเย้า ทำให้หญิงสาวยิ่งโกรธ เข้าใจเลศนัยและความมั่นหมายของเขามาแต่ต้น
ประกายตาเธอวาววาบ

ปลายมือหนายื่นมาจะลูบแก้มอย่างง้องอน "น่า…นะครับ"
ปลายคางมนสะบัดหนี น้ำเสียงกระด้าง "ไม่มีวัน ฉันจะคืนเงินให้คุณ"
"คุณจะไม่ยอมรับน้ำใจจากผมเลยใช่ไหม” น้ำเสียงถามบอกความน้อยใจ
หญิงสาวถามว่า "คุณมีน้ำใจให้ฉันด้วยหรือ"
อีกฝ่ายหันมามองอย่างตัดพ้อ

เธอมองเมินไปทางอื่นอย่างขุ่นเคืองจึงไม่ได้เห็นกิริยาอาการทอดถอนใจ เขาหย่อนสร้อยกลับลงในกระเป๋า
"แล้วแต่คุณจะคิด"
เอมอมร ต้องคิดเรื่องเงินอย่างจริงจัง จะหาเงินมากขนาดนั้นมาได้จากที่ไหน เงินที่เขาให้มานั้น เธอใช้จ่ายหมดไปแล้ว
กับภาระรอบตัว เวลานี้เธอมีเงินติดตัวอยู่ไม่มาก เมื่อเอ่ยปากขอมารดา ก็ได้รับหยิบยื่นให้บ้างเพียงเล็กน้อย

"แม่เองก็ไม่มีเหมือนกัน"

เธอรู้ดีว่าภาวะการเงินของมารดากำลังฝืดเคือง มันมักจะเป็นเช่นนั้นเสมอ ในเวลาที่ฝืดเคืองมารดาก็ช่างอัตคัดขัดสน
แต่ครั้นได้มา ก็ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย คิดอยู่แต่ว่าหมดแล้วก็จะหาได้ใหม่
ได้เงินมาครั้งใด มารดาจะมีรายการใช้จ่ายรออยู่เป็นคิวยาวเหยียด

"หมู่นี้ทำไมมันฝืดเคืองเสียจริง" เอมอมรได้ยินมารดาบ่น
"เอ...เห็นจะต้องหาอะไรขายออกไปเอาเงินมาใช้กันสักหน่อยแล้วละ"
เธอไม่รู้ว่าแม่มีอะไรเหลือที่จะขายได้อีก เท่าที่รู้ก็คือ ทรัพย์สมบัติดั้งเดิมที่สะสมมาแต่เก่าก่อน
ค่อยๆ ร่อยหรอลงจนแทบจะไม่เหลืออะไรไว้ให้เห็นอีกแล้ว
"ไปขอคุณตาคุณยายซีคะ แม่ " อริยาออกความเห็น

คุณตาคุณยายคือจุดหมายที่อริยานึกถึงเสมอ แม้ว่าท่านจะเป็นเพียงคนแก่ชราคู่หนึ่งซึ่งแทบจะไม่มีทรัพย์สินใดๆ อีกแล้ว
เนื่องจากจัดแบ่งแจกปันให้ลูกๆ ไปหมด แต่ท่านก็ยังพอมีเงินทองอยู่บ้างที่จะให้หลานๆ เมื่อดั้นด้นไปขอ

คุณอรอนงค์ทำจมูกย่น หลายครั้งที่เธอไปหาบิดามารดาเพื่อเอ่ยปากขอยืมเงิน แม้ท่านจะหยิบยื่นให้
แต่ไม่ใช่ด้วยความเต็มใจนัก ท่านได้ว่ากล่าวตักเตือนเธอทุกครั้งทุกหนจนน่าเบื่อหน่าย ยิ่งกว่านั้น การที่ทั้งสองอาศัย
อยู่ในบ้านเดียวกับพี่ชายและพี่สะใภ้คนโต ทำให้เธอไม่สะดวกใจ เธอทนไม่ได้ที่จะให้คนอื่นๆ ได้ล่วงรู้ความเป็นจริง
ที่ว่าเธอได้สิ้นเนื้อประดาตัวเสียแล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามที่เธอได้เคยถูกประมาทหน้าไว้ ว่าเธอนั้นเป็นคนไม่เอาไหนที่ดี
แต่จะสวยและสำรวยเท่านั้น สามีเสียชีวิตเพียงไม่กี่ปี เธอก็ผลาญทุกสิ่งที่เขาได้สร้างไว้จนหมดสิ้น
ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และการไม่รู้จักประมาณในความเป็นอยู่จริงๆ

"อะไปซี" เธอบอกลูกสาวคนเล็ก "แต่อย่าบอกว่าแม่ให้มานะ บอกว่าอะขอเองก็แล้วกัน"
"ถ้าบอกว่าอะขอ คุณตาจะให้สักเท่าไหร่ อย่างดีก็แค่พันสองพัน จะใช้ทำอะไรได้ล่ะคะ"
"จะให้เท่าไหร่ ใช้ทำอะไรได้หรือไม่ได้ก็ขอเอามาก่อนก็แล้วกัน แล้วแม่จะหาทางของแม่ดู
บางทีอาจขายเข็มกลัดเพชรไปสักอันหนึ่งก็ได้ แม่ยังพอมีเหลืออยู่บ้างหรอก
" เธอพูดอย่างกลัดกลุ้ม


page 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 2728 29 30
31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60
61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 71 72 73 74 75 76 77 78 79 80 81