หญิงสาวหลบตา ทำอะไรไม่ถูก "เอ้อ เชิญ
เข้าไปข้างในกันก่อนดีไหมคะ"
คมกริชไม่ขยับตัว รู้สึกเหมือนถูกเพ็ญระพีสบประมาทอย่างแรง ความโกรธวิ่งขึ้นมาเป็นริ้ว กล่าวเสียงขรึม
"พี่จะกลับเลยนะเอม"
"อ้าว ไหนพี่คมว่าจะกินข้าวด้วยกันยังไงล่ะคะ" อริยาเอาใจช่วยอยู่เต็มที่ โกรธเพ็ญระพีเหมือนกันที่ควงแฟนใหม่มาเย้ยเขาถึงที่นี่
คมกริชตอบว่า "ไว้วันหลังเถอะนะ" เขาส่งของในมือให้เอมอมรและอริยาช่วยกันรับไปถือไว้ "พี่ไปละ"
โดยไม่รอคำร่ำลาสาวคนรัก เขาเดินตรงไปขึ้นรถขับออกไป
"ไปเสียแล้ว"
เพ็ญระพียิ้มเจื่อนๆ มองตาม ทั้งๆ ที่ใจคอไม่ดี แต่ก็โล่งใจไม่น้อย ดีเหมือนกัน
ตัดคมกริชออกไปหล่อนจะได้มีอิสระเต็มที่
ชลิตเดินตรงไปหาเอมอมร ผู้ซึ่งถอยไปข้างหลังก้าวหนึ่งอย่างลืมตัว งุนงงทำอะไรไม่ถูก
"ผมจะช่วยถือของให้ครับ"
ในความชิดใกล้ หล่อนต้องกลั้นใจขณะที่หลบสายตาระริกวาบวับที่มองลงมา ปลายมืออุ่นสัมผัสมือบางอย่างตั้งใจ
หล่อนรีบผละหนีเดินรวดเร็วนำเข้าไปข้างใน ได้ยินเสียงเพ็ญระพีซึ่งเดินตามหลังพูดพลางหัวเราะ
"เรื่องบริการสาวๆ นี่คุณลิต ว่องไวเหลือเกินนะคะ"
เขาหลิ่วตาให้ "วางของลงตรงนี้ก็ได้ค่ะ พี่ อริยาบอกกับเขาที่ข้างในห้อง รู้สึกทึ่ง "แฟนใหม่"ของเพ็ญระพีไม่น้อย
ถามหยอกเย้า "พี่ชื่อลิตรหรือคะ กี่ลิตรล่ะคะ"
เขาหัวเราะ เพ็ญระพีร้องว่า "ต๊าย กี่ล้งกี่ลิตรอะไรกัน ยายอะนี่
"ผมชื่อชลิตครับ ชลิต สิริวัฒน์" เสียงตอบชัดถ้อยชัดคำ มองเอมอมรเหมือนจะบอกแก่เธอเป็นพิเศษ
"อะชื่ออริยาค่ะ นี่พี่เอม เรามีพี่ชายอีกคนหนึ่งชื่ออารยะ ค่ะ" เด็กสาวแนะนำ
"ผมรู้จักคุณเอม...มานานแล้วครับ" เสียงทุ้มพูดเจือหัวเราะ
สีหน้าของหญิงสาวเจื่อนจางซีดเผือด
เพ็ญระพีพูดเจือหัวเราะว่า "เพ็ญเล่าถึงเอม คุณลิตเลยอยากมาดูตัว" เขายิ้มเฉยไม่คัดค้าน เอมอมรเลยเสถามว่า "เพ็ญมานานแล้วหรือยัง แล้วทำไมไม่เห็นมีใคร
ยกน้ำออกมาเลย"
"เราเพิ่งมา พอรู้ว่าเธอไม่อยู่ก็จะกลับ พอดีพบอาอรก็คุยกัน" "งั้นรอเดี๋ยวนะ เชิญนั่งก่อนซีคะ หญิงสาวหันมาเชื้อเชิญทำเสียงเหมือนปกติแต่ไม่ยอมสบตาด้วย
เดินหายเข้าไปข้างใน ชั่วครู่ก็กลับออกมาพร้อมกับแก้วน้ำส้มสำหรับคนทั้งสอง
"อ้าว แล้วของตัวล่ะ เพิ่งมาเหนื่อยๆ ไม่หิวน้ำหรือไง" เพ็ญระพีถามพลางหยิบแก้วหนึ่งส่งให้ชายหนุ่ม
เขารับไปดื่ม "สงสัยจะอิ่มใจจนลืมเหนื่อยนะครับ"
เอมอมรไม่เข้าใจนัยที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้น "เรากินมาแล้ว"
"พาพี่คมพาไปเที่ยวไหนกันหรือ" "ไปทานข้าวที่บางปู ชลิตชิงตอบแทนด้วยประกายตาระริก ทำสีหน้าซื่อถามหญิงสาวว่า
"เห็นนกนางนวลบ้างไหมครับ"
"เห็นค่ะ" อริยาตอบเสียงแจ๋ว "แต่เห็นไม่กี่ตัวหรอก แล้วก็ไม่เห็นจะสวยเลย"
"แต่มันน่าดูเมื่ออยู่กันเป็นฝูงนะครับ" เขาพูดยิ้มๆ นั่นเป็นคำพูดที่หล่อนเคยพูดกับเขา...เป็นภาษาอังกฤษ
"ไม่รู้ว่าทำไมพี่เอมถึงชอบ ตาลอยมองอยู่นั่น"
ชายหนุ่มหันมามองยิ้มๆ
"แล้วเพ็ญไปไหนกันมา" เอมอมรรีบตัดบทเรื่องนกนางนวลหันไปถามญาติสาว "ไปเที่ยวกันทั้งวันเลย เพิ่งจะกลับถึงบ้านเมื่อกี้นี้ แล้วก็ชวนคุณลิตเดินเล่นๆ มาที่นี่
หล่อนชี้ที่เข็มกลัดติดเสื้อรูปดอกไม้บางละเมียดที่ทำด้วยทองประดับเพชร "นี่คุณลิตซื้อให้ สวยไหม"
"สวย"
"สวยจังเลยพี่เพ็ญ" อริยาก็ออกจะสนใจ
"สวยกว่าสร้อยที่คุณลิตให้แม่รักอีก"
คำพูดของเพ็ญระพีเรียกให้เขาและเธอ มองหน้ากันในทันที และต่างก็เห็นความเสียใจปรากฏอยู่ในดวงตาของกันและกัน
"สร้อยที่มีจี้รูปหัวใจเหมือนของเอมนั่นยังไงล่ะ" "เอ้อ คือสร้อยนั่น.....ผมไม่ได้ตั้งใจจะให้คุณรักหรอกครับ" ชายหนุ่มรีบพูด ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าเหตุใดจึงรู้สึกเหมือนทำผิดใหญ่หลวง
"คือตอนนั้นผมเพิ่งรู้ว่ามันเป็นวันเกิดของสมรัก แล้วสร้อยนั้นเผอิญติดอยู่ในกระเป๋า..." เขาแก้ตัววุ่นวาย
เอมอมรมองไปทางอื่น หากเขาก็รับรู้ถึงความเจ็บปวดที่เธอซ่อนไว้
"เรียกว่าให้ไปโดยไม่มีความหมายอะไรเลย" เพ็ญระพีพูดยิ้มๆ
"แล้วดอกไม้นี่ล่ะคะ ให้โดยมีความหมายหรือเปล่า" อริยาถามยั่วเย้า
เพ็ญระพีชำเลืองมองค้อนๆ "ก็ต้องถามคนให้เขาซิ... มีความหมายหรือเปล่าคะ... คุณลิต" "ก็...จะว่ามีก็ได้ครับ"
คนตอบอ้อมแอ้ม ชำเลืองมองใบหน้าขรึมซีดเซียวของหญิงสาวตรงหน้าอย่างอึดอัดใจ
เพ็ญระพีหน้าชื่น
"แต่คงไม่ได้มีความหมายแบบเดียวกับสร้อยที่พี่สิทให้พี่เอมหรอกนะคะ"
"น่าเสียดายนะ ที่เอมทำหายไปแล้ว" เพ็ญระพีพูด "อ้าว คุณเอมทำหายหรือครับ... แล้วเสียดายไหมครับ คุณเอม"
น้ำเสียงเขาเริ่มรวนเมื่อนึกถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้ว
"เสียดายค่ะ
แต่ฉันทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ปล่อยให้มัน
...หายไป"
"แต่มันก็คุ้มค่าไม่ใช่หรือครับ" เขาถามยิ้ม ๆ
น้ำเสียงตอบเครียดขึ้น "ค่ะ คุ้ม เพราะถ้าไม่เสียสร้อยไป ฉันอาจจะเสียอย่างอื่นก็ได้" "พูดอะไรกันไม่เห็นจะรู้เรื่อง" เพ็ญระพีท้วงอย่างไม่สบอารมณ์ ไม่ชอบใจความสนอกสนใจ
ที่ชายหนุ่มแสดงออกต่อญาติสาว
"คุณลิตอยู่อเมริกาและยุโรปนานหลายปีก็เลยพูดภาษาไทยไม่ค่อยรู้เรื่อง ตัวไม่ต้องตอบทุกคำถาม
ก็ได้นะเอม ว่าแต่ว่าตัวไปเที่ยวมาไม่สนุกหรือไง เรายังไม่เห็นตัวยิ้มเลยซักที"
"เราเหนื่อย"
"งั้นเรากลับกันดีกว่าค่ะ คุณลิต"
ชายหนุ่มมองคนที่หลุบตามองพื้นห้อง รู้สึกอาวรณ์ลึกๆ "ครับ"
เพ็ญระพีพูดว่า "อย่าซีเรียสกับชีวิตให้มากนักนะเอม ไว้วันหลังเราจะมาหาใหม่"
ชายหนุ่มพูดยิ้มๆ ทว่าแฝงความมุ่งมั่น "แล้วพบกันอีกนะครับ"
|