"จริงๆ น้า โทรศัพท์ของคนบ้านนี้ไม่ค่อยจะยอมว่างเสียเลย จะพูดจะคุยอะไรนิดๆ หน่อยๆ
ก็ต้องถ่อสังขารมาถึงที่นี่"
เพ็ญระพีบ่นทันทีที่พบหน้า หล่อนมาหาเอมอมรในตอนเย็นวันหนึ่งหลังจากกลับจากมหาวิทยาลัย
แต่ก่อนนี้ก็มีหลายหมายเลขนี่นา
เอมอมร ไม่ตอบคำ
จะพูดได้อย่างไรว่าการมีโทรศัพท์หลายหมายเลขนั้นเป็นการสิ้นเปลืองอย่างยิ่ง มันจึงได้หายไปทีละหมายเลข
"มีอะไรจะคุยล่ะ จะมืดจะค่ำแล้ว ยังอุตส่าห์ขับรถมาหา"
" แหม ฉันก็ไม่อยากจะมาหรอกนะ กลัวจะเจอพี่คม"
"พี่คมจะมาที่นี่ทำไม ถ้ามาเขาก็ต้องเข้าบ้านเพ็ญซิ"
"โอ๊ะ อย่าเลย" เพ็ญระพีร้อง "ฉันยังไม่อยากพบเขา"
"ทำไมล่ะ รู้ไหมว่าตัวเองทำให้พี่คมเสียใจมาก"
เพ็ญระพียกไหล่ "ก็ช่างเขาซิ"
"มีเรื่องอะไรกันนักหนาฮึ เพ็ญ พี่คมทำอะไรให้ไม่พอใจหรือ"
"เปล่า ไม่ได้ทำอะไร เราเพียงแต่เบื่อเท่านั้นเอง เราเพิ่งจะรู้ว่าพี่คมไม่ใช่ผู้ชายแบบที่เราชอบ"
"อ้อ.
.แปลว่าจะตัดสวาทขาดกันแล้วใช่ไหม"
"มันก็ไม่ใช่ยังง้าน..." สีหน้าหญิงสาวอึดอัดขัดใจ
หล่อนจะตัดคมกริชได้อย่างไร ในเมื่อคนที่หล่อนอยากจะรักก็ยังไม่ได้ตกปากรับคำบอกรักกับหล่อน
ถึงเขาจะมีท่าทีสนอกสนใจหล่อนอยู่เป็นอันมากก็เถอะ
" เราเพียงแต่เซ็ง อยากจะเป็นอิสระสักพักหนึ่งเท่านั้นแหละ ถ้ายังอี๋อ๋ออยู่กับพี่คม เขาก็ต้องเข้ามาทำตัว
เป็นเจ้าข้าวเข้าของ จะไปไหนจะทำอะไรก็ไม่ได้ คอยตาม คอยถาม คอยโทรศัพท์หา โอ๊.. น่าเบื่อเหลือเกิน"
เอมอมรมองหน้าญาติสาว "ความจริงเธอกำลังจิตใจไขว้เขวอยู่ใช่ไหม"
เพ็ญระพียกไหล่ "จะว่ายังงั้นก็ได้" เอมอมรถอนใจ "ถ้าเพ็ญไม่ได้รักพี่คม เพ็ญจะดึงเขาไว้เป็นตัวสำรองทำไม บอกเขาไปตามตรงเลยซิ
ให้เขาตัดใจเสีย เขาจะได้ไปหาคนรักใหม่แล้วก็มีความสุขจริงๆ บ้าง"
"เราก็ไม่เคยกีดกันหวงห้ามไม่ให้เขามีแฟนใหม่นี่ "เพ็ญ... คนอย่างพี่คม เมื่อรักใคร เขาก็ภักดีด้วย พี่คมเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ใช่เด็กๆ
จะได้จีบคนนั้นคนนี้เอาไว้เผื่อเลือก ถ้าเธอคิดจะชอบคนอื่นก็ปล่อยพี่คมไปเถอะ
อย่าให้คาราคาซังอย่างนี้จะดีกว่า"
"เฮ้อ เอม..." เพ็ญระพีระบายลมหายใจอย่างไม่พอใจ "เธออย่ายุ่งกับเรื่องของเราหน่อยเลย หรือว่าเธอเป็นห่วงพี่คมเขานัก"
หล่อนแกล้งทำสีหน้าสงสัย
"ทำไม เห็นใจกันมากนักหรือ"
"ฮื้อ เพ็ญก็..." "จริงๆ ด้วยซิ พี่คมสนิทกับเธอมากนี่ พี่คมพูดกับเราถึงเธออยู่เรื่อย มีเรื่องชมเธอมากมาย
ยิ่งกว่าเราที่เป็นแฟนกันเสียอีก"
"เท่านั้นไม่เห็นจะเป็นเรื่องสำคัญอะไรเลย"
"ก็ไม่รู้ละ" หล่อนเถียงอย่างดื้อดึง "ดีแล้วในเมื่อเห็นอกเห็นใจกันดีนัก ก็คอยปลอบกันไปเถอะ แต่อย่าปลอบกันให้เพลินไปนักละ
ประเดี๋ยวขันหมากพี่สิทจะเป็นม่ายเพราะหาเจ้าสาวไม่ได้"
"ไปกันใหญ่แล้ว" เอมอมรชักไม่พอใจขึ้นมาบ้าง
เพ็ญระพี นึกขึ้นได้ถึงเรื่องที่ตั้งใจมาหา มองที่ลำคอของเอมอมร และเมื่อพบกับความว่างเปล่าก็ถามว่า
"อ้าว เอม สร้อยที่เธอใส่เป็นประจำไปไหนเสียแล้วล่ะ"
เอมอมรตวัดมือทาบช่วงคอที่ว่างเปล่าอย่างลืมตัว ครั้นแล้วสีหน้าก็เจื่อนจางลง
"เรา...เอ่อ
..เราทำหาย..."
"อ้าว...ทำหายไปแล้วหรือ แหม น่าเสียดายจังเลย หายตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเธอบอกพี่สิทเขาหรือเปล่า"
"เปล่าหรอก ยังไม่ได้บอก แต่เขาก็จะต้องรู้อยู่ดีนั่นแหละ" อีกฝ่ายตอบขรึม ๆ
"ตัวนึกไม่ออกหรือว่าหายที่ไหนเมื่อไหร่"
เเพ็ญระพีนึกเสียดาย ไม่ใช่เพราะราคาค่างวดซึ่งน่าจะไม่ใช่ของถูก แต่เพราะเห็นมันมานานจนรู้สึกเสียดาย
แทนคนที่เป็นเจ้าของ
เอมอมรส่ายหน้า "ไหนๆ หายไปแล้วก็ไม่อยากจะนึกถึงมันอีก"
"เอม ตัวรู้ไหมว่ามีคนๆ หนึ่งนะ มีสร้อยเหมือนกับของตัวเปี๊ยบเล"
"เอ...ไม่น่าจะเหมือนกันนะ สร้อยนั่นสั่งทำพิเศษไม่ใช่ของวางขายนี่นา ใครหรือที่เธอบอกว่ามี"
"แฟน...เอ๊ย เพื่อนใหม่ของเราเอง เราเห็นตอนที่เขาเอาให้แม่รักเป็นของขวัญวันเกิด" "เหมือนกันมากหรือ" หญิงสาวหวนคิดถึงอยู่ไม่วาย ด้วยว่ามันเคยมีค่ามากมายแก่จิตใจ "
ดีละ วันหลังจะขอดูจากสมรัก" "ตอนเราเห็นทีแรกก็รู้สึกสะดุดใจ ไม่นึกว่ามันจะเป็นของโหลหรอก
เออ...มีคำสลักหลังอยู่ด้วย อะไรน้า...ใจเราอยู่คู่กัน..."
เอมอมรสะดุ้ง
อีกฝ่ายพูดต่อ "ใช่แล้วละ คุณลิตยังแปลให้ฟังเลยว่า Our hearts are joined" "อะไรนะ" เสียงถามลืมตัว
หญิงสาวจ้องมองญาติสาวอย่างงงงัน...ใจเราอยู่คู่กัน...สร้อยของใครเล่าจะสลักคำเช่นนั้น... Our hearts are joined...
ใครเล่าจะแปลความหมายของมันอย่างนั้น"
"สร้อยของเธอก็มีคำสลักหลังด้วยเหมือนกันไม่ใช่หรือ สลักว่ายังไงนะ เราลืมไปแล้ว"
"ไม่...ไม่ใช่แบบนั้นหรอก" สีหน้าเธอเผือดสนิท เพ็ญระพีเล่าต่อไป "เราบอกคุณลิตว่าเธอก็มีสร้อยแบบนี้ คุณลิตเลยอยากมารู้จัก...
ที่จริงเขาก็พูดไปอย่างนั้นเองแหละ ผู้ชายโสด เจ้าชู้คนนั้น ได้ยินใครพูดถึงผู้หญิงละก็เป็นได้หูผึ่งเชียวละ"
"ตัวว่าเขาชื่ออะไรนะ คุณลิต?..."
"ชลิต เขาชื่อชลิต สิริวัฒน์" "ชลิต สิริวัฒน์ เอมอมร
ทบทวนชื่อนั้นด้วยความรู้สึกคุ้นเคยกับมันอย่างเหลือเกิน รู้สึกว่าเคยได้ยินชื่อนั้นมาก่อน แล้วในที่สุดก็นึกออกว่าเคยได้ยินจากที่ไหน..."
"..มิสเตอร์ชาร์ลส์ เอส วัตต์.
.อ้อ คุณชลิต สิริวัฒน์นี่เอง... ท่านเพิ่งเช็คเอ้าท์เมื่อเที่ยงนี้เองค่ะ"
มิสเตอร์ชาร์ลส์ เอส วัตต์ กับคุณชลิต สิริวัฒน์... เป็นคนเดียวกันและเป็นคนไทยนะคะ"
|