"...พี่รู้จากคมกริชว่าเอมไปสอนภาษาอังกฤษให้เด็ก ต้องกลับบ้านค่ำมืดเสมอ
พี่ไม่สบายใจเลยเป็นห่วงเอมมาก ไม่เข้าใจว่าเอมจะต้องทำอย่างนั้นทำไม
รายได้จากการสอนพิเศษคงไม่ได้มากมายอะไร ไม่คุ้มกับการที่จะต้องกลับบ้านค่ำมืด
และเอมก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทองสักนิด พี่เข้าใจว่าคงจะมีเหตุผลอื่นที่สำคัญกว่าใช่ไหม
เหตุผลนั้นคืออะไร ทำไมเอมไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้กับพี่เลย
ถ้าเลิกได้ก็เลิกเถอะนะ เด็กนักเรียนของเอมคงจะหาครูคนใหม่ได้ไม่ยาก ปีนี้เป็นปีสุดท้าย
ของการศึกษาของเอมแล้ว พี่อยากให้เอมใช้เวลากับการเรียนให้เต็มที่ อีกไม่นานพี่ก็จะได้ปริญญาโท
กลับไปหาเอม เราจะแต่งงานแล้วกลับมาเรียนต่อด้วยกัน พี่จะทำปริญญาเอกให้ได้..."
เธออ่านจดหมายของสิทธามากกว่าหนึ่งครั้งเสมอ อ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อเธอรู้สึกเคว้งคว้างต้องการที่พึ่ง
เผลอคลำหาสร้อย อดใจหายไม่ได้เมื่อพบกับความว่างเปล่า นึกถึงคนที่ได้มันไป เขาเป็นคนไทย...
ไม่ใช่ชายชาวฟิลลิปปินส์ดังที่กล่าวอ้าง แต่เขาหลอกเธอเพื่ออะไร
เ เขาใช้ภาษาอังกฤษด้วยสำนวนและสำเนียงราวกับอยู่กับภาษานั้นมาตลอดชีวิต รูปร่างที่สูงใหญ่ล่ำสัน
ลักษณะท่าที ตลอดจนสีผิวของเขา ก็ผิดแผกไปจากคนไทยทำให้เธอเชื่อสนิท
หญิงสาวนึกเวทนาตัวเองที่โง่อย่างสนิทใจทำให้เขาหลอกเอาได้ เขาคงจะหัวเราะเยาะลับหลังเป็นแน่แท้
เธอยังรู้สึกถึงความปั่นป่วนรวนเรในอารมณ์ ที่เขาก่อกวนให้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า จำได้ถึงดวงตา
ที่มีประกายแพรวพราวช่างเล่น และในบ่อยครั้งก็คมกริบกรุ้มกริ่มอย่างน่าหวั่นใจ เธอยังไม่ลืมสัมผัส
ของมือแข็งแรง อบอุ่นและลมหายใจผะผ่าวที่รดรินใบหน้า และที่ไม่อาจลืมได้ก็คือ
รสจูบที่เขาประทับลงบนริมฝีปาก...
จุมพิตซึ่งแม้แต่สิทธาผู้เป็นคู่หมั้นก็ยังไม่เคยกระทำมาก่อน
เท่าที่จำได้ สิทธาเคยจับมือถือแขน เคยโอบเคยกอดสนิทสนม และจูบของเขานั้นก็มักจะเป็นจูบที่ศีรษะ
บนหน้าผาก หรือไม่ก็ที่แก้ม แม้จะเคยประทับเบาๆ ลงมาบนริมฝีปากบ้างก็หาได้ระอุอบอุ่น
ไปด้วยความสนิทเสน่หาพิศวาสรัญจวนไม่
ใจเธอเหม่อลอยนึกถึงเขาผู้นั้น เขาผู้เป็นบุคคลลึกลับที่เผอิญผ่านเข้ามาในชีวิต เปิดความรู้สึกนึกคิดและจิตใจ
ให้พบกับรสชาติใหม่ที่ไม่เคยพบพาน ก่อนที่เขาจะอันตรธานหายไป
เขาเป็นเสมือนเงาลึกลับที่ฝังอยู่ในความคิดฝัน
"...มีอะไรบางอย่างเกี่ยวกับครอบครัวของเอมที่พี่สิทไม่รู้ ไม่ใช่ว่าเอมเจตนาจะปิดบัง แต่เอมไม่อยากให้พี่สิท
ต้องหนักใจ หลังจากที่พ่อตายแล้ว แม่บริหารการงานและการเงินผิดพลาดแล้วยังไม่ยอมฟังคำทัดทาน
ตักเตือนของใคร จนถึงตอนนี้ครอบครัวของเอมมีปัญหาเรื่องการเงินอย่างมาก แม่เป็นหนี้ธนาคาร
และถึงกับขายแหวนหมั้นของเราไป... ความจริงแล้วเอมไม่ได้ไปสอนหนังสือพิเศษให้เด็กตามที่บอกใครๆ
แต่เอมไปทำงานกับบริษัทนำเที่ยวแห่งหนึ่ง...
หญิงสาวถอนใจ นั่งมองดูจดหมายฉบับนั้นอยู่ครู่หนึ่งก็ขยำทิ้ง เธอไม่อาจบอกความจริงแก่คู่หมั้นได้
เธอไม่รู้ว่าเขาจะคิดอย่างไร และกลัวในสิ่งที่จะตามมาเป็นอย่างยิ่ง
อีกประการหนึ่ง สิทธาจากบ้านไปไกล ชีวิตในต่างแดนคงจะไม่น่าอภิรมย์นัก ทั้งเขายังมีภาระหนักที่จะต้องเรียน
ให้สำเร็จ เธอไม่อาจนำปัญหาถมทับลงไปอีก จดหมายจากเธอล้วนแต่ราบรื่นเต็มไปด้วยสิ่งที่ดี
หญิงสาวแต่งจดหมายอย่างฝืดฝืน อารมณ์ไม่แจ่มใส เธอถูกครอบงำด้วยความรู้สึกผิด
ทั้งแหวนหมั้น ทั้งสร้อยที่เขามอบให้ ล้วนถูกขายไปจนหมด เธอไม่อาจจะรักษามันไว้ได้ ทว่าแหวนหมั้น
และสร้อยก็เป็นเพียงสิ่งของ ก็แล้วตัวและจิตใจของเธอเล่า เธอได้พาตัวเองเข้าไปสู่ประสบการณ์อันล่อแหลม
ซึ่งสิทธาจะต้องไม่ยอมให้ทำหากเขารู้แต่แรก การเข้าไปทำงานนำชาวต่างประเทศท่องเที่ยวไม่ใช่งานที่น่าไว้วางใจ
เพราะต้องเกี่ยวข้องกับคนหลายประเภท จะพูดว่ามันเป็นงานที่ดีมีเกียรติหรือก็พูดไม่ได้เต็มที่เพราะต้องอาศัย
ความพยายามและน้ำอดน้ำทนอย่างยิ่งยวด เพื่อทำให้คนเหล่านั้นพอใจ แลกกับค่าบริการและการกำนัลของขวัญ
ให้บ้างเป็นครั้งคราว
สำหรับชายผู้อ้างเป็นชาวฟิลลิปปินส์ผู้นั้น เธอรู้แต่แรกแล้วว่าเป็นการอันตรายที่จะอยู่ใกล้ ด้วยทีท่า
และประกายตากรุ้มกริ่มเจ้าชู้ของเขานั้นประกาศอยู่แต่แรกแล้วว่า เขามาดหมายสิ่งใด แต่เธอก็ยังพาตัวเข้าไป
เธอไม่แน่ใจว่าทำเพื่อเงินค่าจ้างที่เขาเสนอให้ เพราะเหมือนจะมีอำนาจเร้นลับบางอย่างเรียกร้องอยู่ลึกๆ
ใจเธอหวั่นไหวไม่รู้กี่ครั้งกี่หน ไม่อาจปฏิเสธว่าไม่รู้สึกพึงพอใจผู้ชายคนนั้น เธอไม่ได้แสวงหาสัมผัส
และจุมพิตของเขา ทว่าเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเธอก็ไม่อาจลบเลือนมันจากใจได้
เธอรู้สึกเหมือนเด็กที่แอบกระทำผิด ละอายใจแต่ไม่อาจยับยั้งจิตใจตนเองได้
|