|
หญิงสาวตัวแข็ง ตะลึงอยู่กับที่ ชาวูบตลอดทั้งร่าง
"จูบ...นี่หรือจูบ..."
ทว่ามันหาได้แปลกประหลาดสำหรับเขาไม่ ร่างสูงใหญ่ถอยออกไป เธอยังได้ยินเสียงลมหายใจ
ทอดถอนลึกๆ เสียงกล่าวขรึม
"ราตรีสวัสดิ์นะ เอมมี่"
เธอทำอะไรไม่ถูกจนร่างสูงเปิดประตูรถก้าวออกไป ทันทีที่นึกได้ เธอก็รีบทวงถาม
"เดี๋ยวค่ะ สร้อยของฉันล่ะคะ"
ชายหนุ่มหันมา ยิ้มอย่างเป็นต่อพยักหน้าไปที่ปึกธนบัตร
"ผมจ่ายรวมไว้ที่นั่นแล้ว"
"แต่นั่นไม่ใช่สำหรับขายนะคะ"
"ผมอยากได้ไปเป็นที่ระลึก ผมให้ราคาสูงมากด้วยนะ"
"งั้นคุณก็ขาดทุน เพราะมันไม่มีราคาเท่าไหร่หรอกค่ะ แต่ว่ามีค่าทางจิตใจมาก"
"นั่นซิยิ่งดี
..แต่ผมจะคืนให้คุณนะ ถ้าคุณอยากได้ก็ตามไปเอาที่ห้องซิ"
แล้วโดยไม่ฟังเสียง เขาหันหลังเดินดุ่มจากไป
เอมอมรมองตามร่างสูงใหญ่ที่เดินจากไปอย่างอ่อนใจ
ตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะทำอย่างไรดี สร้อยเส้นนั้นไม่ใช่จะมีมูลค่ามากมาย แต่มันเป็นของที่สิทธาตั้งใจมอบให้
และเธอสวมติดตัวมาเป็นเวลานานจนรู้สึกเหมือนกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของตัวเธอ
เขาจะคืนให้ถ้าตามไปที่ห้อง หญิงสาวรู้ดีแต่แรกว่าเขามาดหมายอะไร และรู้ด้วยว่าเขาคิดว่า
เธอคงต้องยอมตามง่าย ๆ ถ้าเธอตามไป เขาจะเชื่อหรือว่าเธอเพียงแต่อยากได้สร้อยคืน
และเขาหรือจะยอมคืนมันให้โดยไม่ได้อย่างอื่นจากเธอก่อน
หญิงสาวคิดอย่างวุ่นวายใจ หงุดหงิดแต่ก็ขบขัน
"คนบ้า คิดว่าผู้หญิงไทยใจง่ายนักหรือ"
เหลือบดูธนบัตรปึกนั้น มันเป็นธนบัตรดอลล่าร์ทั้งสิ้น เธอหยิบขึ้นมานับ ตีค่าเป็นเงินไทยได้เกือบห้าหมื่นบาท
"บ้าจริง" กระแทกกระทั้นธนบัตรกลับลงที่เดิม มันมากเกินไปกว่าที่จะเป็นค่าบริการนำเที่ยวธรรมดา
ถ้าเขาไม่หยิบแบงค์ผิดก็คงได้จ่าย "ค่าตัว" ผู้หญิงคนหนึ่งไว้ล่วงหน้าด้วยแล้ว
เธอตั้งใจจะคืนเงินให้เขา แต่จะต้องไม่ใช่ในคืนนี้ เพราะหากเธอตามขึ้นไปเขาจะเข้าใจเจตนาเป็นอื่นไปไม่ได้
คิดได้ดังนั้น เอมอมรก็ตัดสินใจนำรถแล่นออกจากที่มุ่งตรงกลับบ้าน...
หญิงสาวมีงานอื่นแต่เช้าในวันรุ่งขึ้น พอว่างในตอนเย็น หญิงสาวก็ต่อโทรศัพท์ไปที่ห้องพักของชายหนุ่ม
ทว่าไม่มีใครรับสาย เธอลองอีกครั้งในตอนค่ำ เขาไม่ได้อยู่ในห้องเช่นกัน หญิงสาวไม่แปลกใจ
คนหนุ่มอย่างเขาคงไม่ได้มาเมืองไทยเพื่อขลุกอยู่ในห้องพัก
เธอตั้งใจว่าวันรุ่งขึ้นจะไปพบเขา ถึงเวลานั้นอารมณ์อันคุกรุ่นต่างๆ ของเขาคงได้บรรเทาเบาบางลงไปบ้างแล้ว
และคงจะพูดจากันได้เข้าใจง่ายขึ้น
แล้วหากเขากลับไปแล้วล่ะ
หญิงสาวอดใจหายไม่ได้ บอกไม่ถูกว่าในส่วนลึกนั้นเสียดายสิ่งใด สร้อย หรือว่าคนกันแน่
เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย ค่าที่ไม่เคยละลาบละล้วงถามเรื่องส่วนตัวของลูกค้า
เธอจะรู้ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งพูดเท่านั้น และชายหนุ่มผู้นั้นก็แทบจะไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับตัวเองเลย
ผิดกับจอห์น หนุ่มอเมริกันผู้นั้น หญิงสาวได้พบและกลายเป็นสนิทสนมกัน โดยที่เขาและครอบครัว
ได้ใช้บริการนำเที่ยว ไม่รู้ว่าทำไม
แต่เธอก็ได้รับฟังเรื่องราวของโรคจิตประสาทซึ่งชายหนุ่มเยาว์วัยผู้นั้น
เผชิญอยู่ เขายอมรับโรคภัยอย่างกล้าหาญ และกำลังอยู่ในระหว่างการเยียวยารักษา ที่เขาต้องการก็คือ
ความอบอุ่น เห็นใจและเอาใจใส่ เธอกลายเป็นเพื่อนกับชายหนุ่มและครอบครัวตลอดช่วงเวลาที่พักอยู่ในประเทศไทย
หญิงสาว มีธุระที่สถาบันการศึกษาในเช้าวันรุ่งขึ้น พอว่างในตอนบ่าย เธอก็ไทรศัพท์ไปที่โรงแรม
ขอต่อห้องของชายหนุ่ม ไม่มีใครรับสาย โอเปอเรเตอร์จึงแนะนำให้ติดต่อสอบถามกับฝ่ายทะเบียนลูกค้า
"มิสเตอร์ชาร์ลส์ เอส วัตต์ ค่ะ ห้อง 1855" "ห้อง 1855 มิสเตอร์ชาร์ลส์ เอส วัตต์ หรือคะ" เสียงจากปลายสายถามทวน มีเสียงคลิกๆ
คีย์บอร์ดเครื่องคอมพิวเตอร์ดังแว่ว แล้วสิ่งที่ได้ยิน ทำให้เธอมึนงงราวกับถูกฆ้อนทุบ
"ห้อง 1855 มิสเตอร์ชาร์ลส์ เอส วัตต์.
.อ้อ คุณชลิต สิริวัฒน์นี่เอง... ท่านเพิ่งเช็คเอ้าท์เมื่อเที่ยงนี้เองค่ะ"
"อะ
..อะไรนะคะ มิสเตอร์ชาร์ลส์ เอส วัตต์ เป็นชาวฟิลลิปปินส์นะคะ" "มิสเตอร์ชาร์ลส์ เอส วัตต์ กับคุณชลิต สิริวัฒน์... เป็นคนเดียวกันและเป็นคนไทยค่ะ"
เสียงตอบเน้นหนักชัดเจน
หญิงสาวยืนงง ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากล่าวตอบอีกฝ่ายไปว่ากระไร...
|