แหวนหมั้น โดย กุลรัตน์
บทที่ 3
"แหวนหมั้น"
โดย กุลรัตน์
(นิยายเรื่องนี้
เคยตีพิมพ์
ในนิตยสารหญิงไทย
ประมาณปี 2530
และได้รวมพิมพ์
เป็นเล่มแล้ว 2 ครั้ง)
"ตัวน่าจะไปนะเอม ปิดเทอมแล้วจะอยู่บ้านเฉยๆ ทำไม เซ็งตายเลย ได้เที่ยวยุโรปตั้งหลายวัน
เสียเงินไม่กี่หมื่นบาทเท่านั้น น่า...ไปกับเราเถอะนะ"

เพ็ญระพีรบเร้าเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว ตั้งแต่คุณพิไลตกลงใจจะพากันไปกับคณะนักท่องเที่ยว
ซึ่งมีคนรู้จักอยู่ด้วยเป็นส่วนใหญ่ เธออยากให้เอมอมรไปด้วย เอมอมรปฏิเสธ แต่เพ็ญระพีไม่ยอมรับฟัง

"เราบอกแล้วว่าไปไม่ได้นะเพ็ญ"
"ทำไมล่ะ ทำไมถึงจะไปไม่ได้"
"เราไม่อยากไป แล้วถึงจะอยากไปเราก็ไม่มีเงินอยู่ดี"
"ไม่เชื่อหรอก อย่าพูดเลย แม่ตัวออกรวย อย่ามาหลอกดีกว่าว่าไม่มีเงิน"
"ใครว่าแม่เรารวย"
"โอ๊ย.. .ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้นว่าบ้านนี้ร่ำรวยแค่ไหน ถึงตอนนี้ไม่มีพ่อ แต่แม่ตัวก็หาเงินเก่งจะตาย
ยังได้ยินคุยกับแม่เราบ่อยๆ ว่าทำโน่นทำนี่หลายอย่างเชียว"

เอมอมรได้แต่ยิ้มอย่างแห้งแล้งในหัวใจ มารดาชอบคุยฟุ้งเพ้อฝัน หลอกทั้งคนอื่นและหลอกตัวเอง
จริงละที่แม่วิ่งเต้นทำงานหลายอย่าง แต่ส่วนใหญ่นั้นมันจะล้มเหลว ไม่เสมอตัวก็ขาดทุน นานๆ ครั้ง
จึงจะมีผลกำไรตอบแทนบ้าง ทว่ามันมักจะเป็นเพราะความกรุณาของผู้อื่นมากกว่าจะเป็นเพราะ
ความสามารถของตัวเธอเอง

"งั้นเราจะลองชวนอาอรดู อาอรอาจจะอยากไปก็ได้"

เอมอมรนึกหวั่นใจ รู้ดีว่ามารดานั้นกลัวการเสียหน้ามากกว่าอะไรอื่น ได้ยินคำเชิญชวนอันประดุจ
คำท้าทาย คุณอรอนงค์อาจตกลงรับคำก็เป็นได้ ยิ่งเธอชอบไปต่างประเทศเป็นนิสัยอยู่ก่อนแล้ว
เมื่อครั้งสามียังมีชีวิตอยู่ คุณอรอนงค์เดินทางไปต่างประเทศเป็นว่าเล่นเลยทีเดียว

"แม่เราเคยไปยุโรปแล้วนี่”
"โอ๊ย…..ตอนนี้อะไรๆ เปลี่ยนไปแยะแล้ว ไม่แน่หรอก อาอรอาจจะอยากไปอีก"
"ตัวก็ลองไปถามดูซี"

พอดีกับที่คุณอรอนงค์นั่งรถคันหรูของเธอกลับมา เธอสวยสมบูรณ์ไปทั้งร่างเป็นปกติวิสัย
เธอรับไหว้หลานสาวซึ่งทักทายอย่างสนิทสนม

"อาอรไปไหนมาคะ แต่งตัวสวยจังเลย"
"อาไปเสริมสวยมาจ้ะ แล้วก็ไปพบคุณหญิงสมศรี….. คุณหญิงสมศรี ไทรงาม ไงจ๊ะ หนูเคยได้ยินชื่อไหม
เขากำลังดังออกนะ ท่านนายพลสามีคุณหญิง กำลังมีอำนาจวาสนาเด่นดังอยู่นะจ๊ะ"
"เคยได้ยินค่ะ อาอรไปพบทำไมคะ"
คุณอรอนงค์ตอบอย่างภาคภูมิ
"ก็เรื่องงานน่ะซีจ๊ะ แต่ไม่ใช่งานของอาหรอก งานของคนอื่นน่ะ
เขาขอให้พาไปพบอาก็พาไป ไม่ได้มีประโยชน์โภชน์ผลอะไรด้วยเลย"
"อาอรรู้จักคนใหญ่คนโตมากจังเลยนะคะ"

เธอพูดไปอย่างนั้นเอง น้ำเสียงไม่ได้บอกว่านิยมชมชื่น ทว่าผู้อาวุโสกว่ายังภาคภูมิอยู่ไม่หาย

"จ้ะ อยู่ในวงการอย่างนี้ก็ต้องรู้จักซิ เรื่องธรรมดาออกจ้ะ"

เพ็ญระพีออกจากจะรำคาญความอวดเด่นอวดดังของอาสาวอยู่ไม่น้อย

"เออ...อาอรคะ แม่กับเพ็ญกำลังจะไปทัวร์ยุโรปกันค่ะ อาอรสนใจจะไปด้วยไหมคะ"
คุณอรอนงค์เลิกคิ้ว "หรือจ๊ะ ขอรายละเอียดให้อาหน่อยซี"

เพ็ญระพีแจกแจงขณะที่ผู้สูงวัยซักไซ้อย่างจริงจัง ในที่สุดคุณอรอนงค์ก็บอกว่า

"อาจะลองถามเพื่อนฝูงดูก่อนนะ ถ้าเขาสนใจกันอาก็จะไปด้วย แต่ที่จริงยุโรปก็งั้นๆ แหละ
อาไปมาทั่วแล้วทั้งยุโรป อเมริกา ยิ่งญี่ปุ่นฮ่องกง สิงคโปร์นี่ ไปจนเบื่อเลย ถามเอมดูซี เขาก็เคยไปด้วย"
นั่นมันอดีตกาลนานมาแล้ว เอมอมรมองสีหน้าฝันหวานของมารดาแล้วก็ได้แต่ถอนใจ
"ไปไหนมาไหนแต่ละที เหนื่อยตอนซื้อของฝากนะจ๊ะ ไอ้ความที่รู้จักคนมาก จะฝากก็ต้องให้ทั่วถึง
สำหรับที่บ้านหนูเพ็ญนะ อาไม่เคยลืมเลย จำได้ไหม"
"ค่ะ เพ็ญถึงได้ถามยังไงล่ะคะ เผื่อว่าอาอรจะอยากไปเที่ยวอีก"
"แล้วอาจะให้คำตอบนะ ขอบใจมากที่นึกถึง ฝากบอกคุณแม่ด้วยว่าอางานมากเลยไม่มีโอกาส
ไปคุยด้วยทั้งๆ ที่อยู่ใกล้กันแค่นี้เอง"
"แล้วเพ็ญจะบอกค่ะ"

เพ็ญระพีกลับไป แล้วเอมอมรไม่ได้พูดเรื่องการไปเที่ยวยุโรปหรือแม้แต่แหวนหมั้นอีก หญิงสาวสังเกต
เห็นว่าแม่มีอารมณ์ไม่แจ่มใส เธอรู้สึกไม่สบายใจ เพราะไม่ว่าจะอย่างไร เธอก็อยากจะเห็นแม่มีความสุข
พอได้โอกาสเธอก็บอกมารดาว่า

"แม่คะ…..เอมจะไปทำงานนะคะ"
"ทำงานอะไร" อีกฝ่ายขยับหันมามองลูกสาว
"งานมัคคุเทศก์ค่ะแม่ เอมอ่านพบประกาศรับสมัครจากหนังสือพิมพ์ ก็เลยลองไปสมัครและ
สอบสัมภาษณ์ เขาตอบรับ โทรมาเรียกตัวไปอบรมค่ะ"
"ไปทำทำไมงานมัคคุเทศก์" อีกฝ่ายขมวดคิ้ว "จะได้เงินเดือนสักเท่าไหร่กัน"
"ก็คงไม่มากเท่าไหร่ แต่ว่าเอมอยากทำงานค่ะ ดีกว่านั่งๆ นอนๆ อยู่กับบ้านเฉยๆ ปิดเทอม
ตั้งหลายเดือนนานออกค่ะแม่"
"เอมคงคิดว่าแม่ไม่มีปัญญาเลี้ยงลูกแล้วกระมัง ถึงกับต้องขายแหวนหมั้นของลูกแล้วนี่"
น้ำเสียงน้อยอกน้อยใจ เอมอมรรีบปฏิเสธ
"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ แม่ เรื่องแหวนนั่นเอมไม่ได้คิดอะไรแล้ว ถ้าได้คืนก็ดี แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร"
"ต้องได้ซิ เอม ยังไงๆ แม่ก็จะหาเงินไปไถ่คืนมา ถึงจะต้องขายบ้านนี้ก็ตามเถอะ"

นับแต่พ่อจากไปแล้วการงานทรัพย์สินเงินทองเริ่มเสียหายร่อยหรอ อารมณ์ของแม่ก็มักจะไม่ราบรื่น
ในบัดนี้แม่พูดออกมาด้วยความหวั่นไหวมากกว่าอย่างอื่น เอมอมรปลอบอย่างอ่อนโยน

"เอมคิดว่าเราคงไม่ถึงกับจะต้องขายบ้านนี้หรอกนะคะแม่ ตอนนี้เอมจะไปทำงานจะได้มีประสบการณ์
อีกปีเดียวเอมจะเรียนจบแล้วทีนี้เอมจะหางานดีๆ เงินเดือนมากๆ แล้วก็จะช่วยแม่ใช้หนี้ธนาคารค่ะ"
"ฝันไปเถอะเด็กเอ๋ย….." อีกฝ่ายพูดเหมือนกับไม่เคยเพ้อฝัน "เอมจะทำงานเท่าไหร่กันถึงจะพอช่วยแม่
ใช้หนี้ได้ ไม่มีทางหรอก จะมีก็ทางเดียวเท่านั้นแหละ....."
"ทางไหนคะแม่"
"พอเอมแต่งงานกับพ่อสิทธาแล้ว เอมก็ช่วยแม่ได้เอง"

หญิงสาวงง แต่พอนึกได้ก็อึ้ง รู้สึกกระดากอดสูใจครามครัน โธ่เอ๋ย นี่แม่หมดหนทางถึงกับคิดหวัง
ไปถึงสมบัติของเขาแล้วหรือ
คุณอรอนงค์เองก็นึกอับอายเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อลูกสาวไม่เคยคล้อยตามเธอในเรื่องนี้เลย

"ถึงยังไงแม่ก็จะแก้ปัญหาเอง แต่ว่าเอมไม่ต้องไปทำงานนะ รู้ไปถึงไหนอายเขาถึงนั่น"
"แต่เอมไม่เห็นว่ามันจะน่าอายที่ตรงไหนนี้คะแม่" เสียงค้านเกรงใจ
"ทำไมจะไม่น่าอาย ใครเขารู้จะนินทาได้ว่าแม่ไม่มีปัญญาเลี้ยงลูก กับอีแค่ปิดเทอมแป๊บๆ
ลูกก็ต้องวิ่งออกไปหางานทำ งานนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นงานดีมีเกียรติที่ไหน ต้องวิ่งต๊อกๆ หน้าดำหน้าแดง
บริการคนอื่นทั้งวัน เอมรู้ไหมว่าไอ้เงินที่เอมจะหาได้นั้นน่ะ แม่ใช้แป๊บเดียวก็หมดเกลี้ยงแล้ว"
"แม่ก็อย่าใช้ให้มากเกินไปนักซีคะ"

หญิงสาวพูดอ่อยๆ แต่มารดาเสียงเขียวขึ้นมาในทันที

"เอ๊ะ...เอมไม่ต้องมาสั่งสอนแม่นะ แม่จะทำอะไรก็เป็นเรื่องของแม่ เราเป็นเด็กก็อยู่ส่วนเด็ก"

หญิงสาวไม่ได้พูดเรื่องนั้นอีก แต่ก็ไปเข้ารับการอบรมและเริ่มทำงานเป็นมัคคุเทศก์ตั้งแต่นั้นมา



page 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 2728 29 30
31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60
61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 71 72 73 74 75 76 77 78 79 80 81