"งานเมื่อคืนสนุกไหมคะ แม่"
เวลานั้นใกล้เที่ยงวันแล้ว ทว่าคุณอรอนงค์ยังคงอยู่ในชุดนอนหรูหรา มีเสื้อคลุมประดับลูกไม้สวมทับ
เธอนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารอ่านนิตยสาร มีถ้วยเครื่องดื่มและจานขนมปังปิ้งวางอยู่ตรงหน้า
เธอหันมายิ้มกับลูกสาวคนโต สีหน้าสดชื่นแจ่มใส
"สนุกซิ พบคุณนิยมด้วย แหม แกตามแม่แจทั้งคืนเลย"
คุณนิยม คือนักธุรกิจผู้หนึ่งซึ่งมาติดตาต้องใจเธอ ทว่าเขามีครอบครัวแล้ว และภรรยาเขาก็เป็นลูกหลาน
ของผู้มีอำนาจเสียด้วย เอมอมรได้แต่หนักใจที่เห็นนัยน์ตาฝันของแม่
"แล้วก็พบคนรู้จักอีกหลายคน งานเขาดีจัง แฟชั่นโชว์ก็ดี ชุดซ้วยสวย นี่แม่สั่งไว้สองชุดด้วยนะ"
เอมอมรแอบถอนใจ
"แต่ละชุดคงแพงมากซีคะ แม่"
"อ้าว ของดีก็ต้องแพงซิลูก แต่มันก็คุ้มนะ ใส่แล้วภูมิใจ เสริมความมั่นใจให้ตัวเองด้วย"
หญิงสาวค้านเสียงอ่อน
"แม่คะ ถ้าเรามีความมั่นใจในตัวเองแล้ว เสื้อผ้าก็ไม่เห็นจะมีความสำคัญเลย"
"สำคัญซิทำไมจะไม่สำคัญ ถ้าแม่แต่งตัวไม่ดีหน้าตาเนื้อตัวมอมแมมละก็ แม่ไม่กล้าออกไปให้ใครพบเห็น
หรอก ถ้าบังเอิญเจอกันแม่ก็จะต้องหลบเลย ไม่อยากพูดอยากคุยอะไรทั้งนั้น"
แม่ของเธอจะต้องสดสวยหรูหราอยู่เสมอ แม้เมื่ออยู่ในบ้านแม่ก็ยังระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา
"แม่คะ แล้ว เอ่อ แหวนของเอมล่ะคะ"
หญิงสาวถามอย่างเกรงอกเกรงใจ คุณอรอนงค์นิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาคู่งามบอกถึงความอึดอัดลำบากใจ
เธอหลบสายตาลูกสาว
"เอ้อ...แหวน.."
เธอหันไปทางอื่น ลูบมือขาวเรียวไปมาเบา บนกระดาษอาร์ตอย่างดีในเล่มนิตยสาร ท่าทีนั้นก่อสังหรณ์
ที่ไม่ดีขึ้นกับเอมอมร
"เมื่อคืนนี้อหวนนั้นเป็นที่สนใจมาก คุณอรอนงค์พูดช้าๆ พยายามนึกหาคำพูดที่เหมาะสม คุณหญิงประภา
ยังขอไปดู บอกว่าเพชรสวยมาก ราคาคงจะไม่ต่ำกว่าห้าแสน แม่แกล้งหยอดว่า เอาซิถ้าได้ห้าแสน
แม่จะขาย เท่านั้นแหละ คุณหญิงหยิบสมุดเช็ค เซ็นให้เดี๋ยวนั้นเลย"
"โอย...ตายแล้ว"
เอมอมรอุทาน
"แล้วแม่ขายมันจริงๆ หรือคะ"
"คืออย่างนี้...
อีกฝ่ายอึกอัก ที่แรกแม่ก็ไม่ยอมขาย แต่คุณหญิงก็หว่านล้อมใหญ่ บอกว่าเงินห้าแสน
นี้คิดเสียว่าคุณหญิงให้กู้โดยไม่มีดอกเบี้ยก็แล้วกัน แต่ขอแหวนเอาไว้ใส่ก่อน ทางเราอยากได้คืนเมื่อไหร่
ก็เขียนเช็คไปเอาคืนมา แม่นึกๆ ดูก็เห็นว่าดีเหมือนกัน ค่างวดธนาคาร เราก็ค้างอยู่หลายเดือน ดีไม่ดี
ถ้าเขามายึดบ้านเราจะไม่มีที่อยู่กัน คิดอย่างนั้นแล้วแม่ก็เลยตกลงจ้ะ"
เอมอมรนิ่งอึ้ง ตัวชาสลับกับรู้สึกวูบๆ เพราะความตระหนกตกใจคาดไม่ถึง แหวนหมั้นวงนั้นมากไปด้วย
ราคาและคุณค่าทางจิตใจ ถ้าสิทธารู้ เขาจะว่าอย่างไร แล้วผู้ใหญ่ของเขาเล่า พวกเขาจะผิดหวังกัน
เพียงไหน
"โธ่แม่......แม่ไม่น่าเลย"
เธอเผลอพึมพำออกมา
คุณอรอนงค์อึ้งไปเป็นครู่ จึงพูดว่า
"เอาเถอะน่า ลูกเอม แล้วแม่จะเอากลับคืนมาให้ ตอนนี้เราจะต้องจ่าย
ค่างวดให้ธนาคารก่อนนะ บอกตรงๆ ว่าแม่จนปัญญา ไม่รู้จะหมุนหาเงินมาจากตรงไหน ครั้นจะเอา
ไอ้เครื่องเพชรชิ้นเล็กๆ น้อยๆ ที่เหลืออยู่ขายไป มันก็ไม่ค่อยจะได้ราคาคุ้มค่ากัน ไอ้คนซื้อมันหน้าเลือด
กดราคาเราเหลือเกิน ดีไม่ดีแม่ก็ไม่ต้องเหลืออะไรเอาไว้แต่งตัวอีกแล้ว ไปไหนมาไหนไม่มีอะไรแต่ง
กับเขาเสียเลย ชาวบ้านเขาก็จะนินทาเอาได้นะลูก"
แต่ถ้าพี่สิทธารู้
.."
"เขาจะรู้ได้ยังไง เขาอยู่อเมริกา อีกตั้งปีกว่าจะกลับ ถึงเวลานั้นแม่ก็หมุนเงิน
เอาแหวนกลับคืนมาให้หนู ได้แล้ว
.."
เธอถอนใจ
"ถ้าจนใจจริงๆ เราขายบ้านเสียก็ได้ คงจะได้ราคาดีหรอกนะ เพราะที่ดินตรงนี้แพงมาก
ใช้หนี้ธนาคารแล้วก็ยังจะมีเงินเหลือปลูกบ้านหรูๆ ได้อีกหลังหนึ่งนะแม่ว่า"
แม่ดีแต่คิดเพ้อฝัน คิดว่าอะไรๆ จะง่ายไปเสียทั้งหมด เอมอมรได้แต่นิ่งอย่างอัดอั้นตันใจ รู้สึกสูญเสียยิ่งใหญ
่ แหวนนั้นไม่ใช่แต่จะสูงค่า ทว่ายังเป็นสิ่งแสดงถึงพันธะของเธอและคู่หมั้นผู้ซึ่งเป็นที่พึ่งทางใจแต่ผู้เดียว
ที่เธอมีอยู่
เอมอมรนั่งซึมอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ จดหมายและโปสการ์ดของสิทธาวางอยู่ตรงหน้า เขาเป็นพี่ชาย
และเพื่อนที่แสนดีและในที่สุดก็กลายมาเป็นคู่หมั้นซึ่งในอนาคตจะสร้างครอบครัวที่อบอุ่นด้วยกัน
ภาพของเขาในกรอบโลหะมีสีหน้าอ่อนโยน แย้มยิ้มมองมาเหมือนที่เคยทำ เธอไม่อาจบอกเขาเรื่องแหวน
แม้จะอยากทำ เกรงว่าเขาจะเสื่อมศรัทธาในแม่ และกลัวที่สุดว่าเขาจะผิดหวังในตัวเธอ
เอมอมรมองเหม่อออกไปข้างนอก ปลายนิ้วพลิกจี้ทองคำขาวที่ห้อยคอเล่น ซึ่งเป็นลักษณะที่ติดตัว
มาเป็นเวลานาน
|