|
เอมอมร
เงยหน้าขึ้นจากกระดาษแผ่นนั้นด้วยสีหน้าหม่นหมองวิตกกังวล มันคือจดหมายเตือนจากธนาคาร
เรียกร้องให้ชำระค่างวดเงินกู้ก้อนใหญ่ซึ่งมารดาของเธอกู้มาเมื่อปีที่แล้ว โดยใช้บ้านเป็นหลักค้ำประกันไว้
"แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะคะแม่"
คุณอรอนงค์ยืนอยู่ที่หน้ากระจกเงาบานยาว กระจกเนื้อดีอยู่ในกรอบโลหะชุบ มีลวดลายสลักเสลาอันเป็นของ
สั่งตรงจากต่างประเทศ เธอเป็นสตรีในวัยสี่สิบเศษที่สะสวยหราหรู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้แต่งตัวเต็มที่
เตรียมพร้อมที่จะออกงานใหญ่อย่างเช่นขณะนี้
"ยังไม่รู้เลย" เธอยกไหล่ ท่าทีบอกว่าไม่ใส่ใจเท่าไรนัก
เอมอมรมองมารดา ถามเสียงอ่อย "แม่ไม่มีทางหาได้เลยหรือคะ"
"ไม่มี.
.ตอนนี้แม่ยังนึกอะไรไม่ออกเลย"
เธอยังสนใจกับเงาสะท้อนในกระจก ระบายสีสันเพิ่มเติมลงบนใบหน้าอย่างพิถีพิถันก่อนจะหยุดมองดูเงา
ที่สะท้อนกลับออกมาด้วยความภาคภูมิอิ่มเอมใจ เสมอๆ ที่เธอหวนนึกถึงความหลังอันแสนสุขในวัยสาวที่สดใส
เมื่อยี่สิบปีก่อนนั้น ใครเล่าจะสวยเด่นเพียบพร้อมบริบูรณ์เท่า คุณอรอนงค์.
.ธิดาสาวสวยคนเดียว
ของอุทัย สุขไพบูลย์ ผู้มั่งคั่งด้วยยศศักดิ์และทรัพย์สิน
คุณอรอนงค์ยังจำจนถึงทุกวันนี้ เธอเป็นดาวดวงเด่นในแวดวงสังคมก่อนจะจบฉากสาวโสดปราดเปรียว
โดยแต่งงานกับชายหนุ่มผู้มีพื้นฐานหรูหราบริบูรณ์ทัดเทียมกัน เขาเป็นบุตรชายของผู้มีอำนาจและเงินตรา
จบการศึกษาระดับสูงจากต่างประเทศ และที่สุดก็กลายมาเป็นเป็นนักธุรกิจผู้รุ่งเรือง นายอมร สายเสนีย์.
..
เธอมีลูกกับเขาสามคน อารยะ เอมอมร และ อริยา
ชีวิตของเธอมีแต่ความสวยงามเลิศหรูราวกับอยู่ในความฝัน แม้แต่พี่ชายแท้ๆ อีกสองคน ซึ่งได้รับสมบัติ
ส่วนใหญ่ไปจากบิดาก็ไม่อาจทัดเทียม ไม่ว่าเธอจะต้องการอะไร ไม่ต้องเอ่ยซ้ำสองมันก็มาวางอยู่ตรงหน้า
ความสมบูรณ์เพียบพร้อมเหล่านั้นก่อให้เกิดความอิจฉาริษยาและจับตามองจากผู้อื่นอยู่เนืองๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนใกล้เคียง บรรดาญาติพี่น้องของเธอเอง
แต่แล้ว ฉากชีวิตอันสวยงามนั้นก็มีอันสะดุดหยุดลง คุณอมรเสียชีวิตเมื่อสามปีก่อนทิ้งภาระหน้าที่การงาน
ต่างๆ ไว้ แต่ไหนแต่ไรมา คุณอรอนงค์ไม่เคยมีความสามารถในเรื่องอันเป็นแก่นสารใดๆ ยิ่งเรื่องการงานของสามี
ด้วยแล้วเธอแทบไม่ได้เหลียวแล ดังนั้นกิจการและทรัพย์สินต่างๆ ที่ตกมาอยู่ในความดูแลรับผิดชอบจึงได้มีอันหดหาย
ไปในเวลาไม่ช้า และกลับกลายเป็นว่าบรรดาคนใกล้ชิด หุ้นส่วนเก่าใหม่ตลอดจนลูกจ้างทั้งหลายที่เธอไว้ใจ ได้รับประโยชน์
ไปตามๆ กัน ที่สุด กิจการต่างๆ ก็มีอันต้องสลายตัว ถูกซื้อถูกโอนกรรมสิทธิ์ไปเป็นของผู้อื่นโดยเธอได้รับค่าตอบแทน
กลับมาเพียงเล็กน้อย
เอมอมร ถอดเค้าความงามมาจากมารดา ทว่าสีหน้าและกิริยาท่าที กลับแตกต่างกันอย่างลิบลับ
ตั้งแต่บิดาเสียชีวิต และความหายนะได้ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาสู่ครอบครัว หญิงสาวก็มองเห็นมันด้วยความวิตกทุกข์ร้อน
แต่ด้วยวัยเพียงสิบเจ็ดปีในขณะนั้น มารดาไม่เคยฟังคำทัดทานแนะนำใดๆ มักจะเอ็ดเอาอย่างฉุนเฉียวว่า
"เรื่องของผู้ใหญ่ เด็กไม่ต้องยุ่ง"
เอมอมรรู้ว่าครอบครัวแทบไม่มีรายได้เป็นเรื่องเป็นราว ต้องอาศัยทรัพย์สินดั้งเดิมที่ค่อยๆ ร่อยหรอลง
แต่ทั้งมารดาและพี่น้องชายหญิงต่างใช้จ่ายกันอย่างฟุ้งเฟ้ออันติดเป็นนิสัยมาจากกาลก่อน ที่จริงเธอมีงานพิเศษอยู่บ้าง
ซึ่งบางอย่างก็ได้มาอย่างโชคช่วยเต็มที
เงินกู้ก้อนนั้น
.. เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะคำชักชวนของคนที่ต้องการผลงาน คุณอรอนงค์นำเงินที่ได้รับส่วนหนึ่งมาใช้จ่าย
เงินอีกส่วนหนึ่ง ถูกนำไปลงทุนทำร้านอาหารกับเพื่อนๆ แล้วกิจการนั้นก็มีอันพับไปแล้วโดยเรียบร้อย
แม่ไม่ควรเลย
หนูบอกแม่แล้วว่าอย่า.
.เอมอมรมักคิดอยู่เช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม่ของเธอได้ตัดสินใจกู้เงินจำนวนนั้นอย่างง่าย ๆ
และใช้มันหมดไปอย่างง่าย ๆ เช่นกัน
"ผ่อนชำระเดือนละไม่กี่หมื่นบาท".. "โอ๊ย เรื่องแค่นี้แม่หาได้สบายมาก"..
"แล้วพอที่ดินมันมีราคาขึ้นมา เราก็ขายเอาเงินมาชำระเงินต้นแค่นี้ก็จบเรื่อง"
เอมอมรเหนื่อยใจในความช่างฝัน คิดอะไรง่ายๆ ทำอะไรง่ายๆ ของแม่เหลือเกิน
"กว่าที่มันจะมีราคาพอชำระเงินต้นได้ เราก็จ่ายดอกเบี้ยไปไม่รู้เท่าไหร่แล้วละค่ะ แม่"
เธอเคยแย้ง ผลก็คือแม่อารมณ์เสีย
"เอาเถอะๆ ปล่อยเป็นธุระของแม่ เราอย่ายุ่งเลย"
อีกฝ่ายตัดบทอย่างหงุดหงิดด้วยประโยคซึ่งได้ยินอยู่เสมอ
เอมอมรมองดูร่างสมส่วนที่ยืนหมุนไปหมุนมาอยู่ที่หน้ากระจก รูปร่างของคุณอรอนงค์ยังดูดีมีสัดส่วน
แม้เนื้อหนังที่พอกพูนขึ้นบ้างตามวัย จะลดความเพรียวระหงลงไปบ้าง ความงามเป็นสิ่งสำคัญหนักหนาที่คุณอรอนงค์
คำนึงถึงอยู่เสมอ เธอใช้เวลาในชีวิตค่อนข้างมากหมดไปในร้านเสริมสวย จนทุกวันนี้แม้ไม่มีสามี เธอก็ยังหมั่น
ทำนุบำรุงไม่ได้ขาด เธอยังไปรับบริการขัดผิวนวดตัวอาบน้ำแร่แช่น้ำนมพอกบำรุงผิวหน้า เครื่องสำอางนานา
ที่เรียงรายกันอยู่ทั้งข้างนอกและภายในตู้โต๊ะ สำหรับประทินโฉมก็มีมากมายหลากหลายแทบจะลำดับการใช้ไม่ถูก
เสื้อผ้าแต่ละชิ้นแต่ละชุด ล้วนถูกเลือกสรรมาเป็นอย่างดี ส่วนใหญ่แล้ว เธอคัดมาจากร้านมีชื่อซึ่งมักจะต้องออกแบบ
เป็นพิเศษทั้งตัวเสื้อและลายผ้าทีเดียว
คุณอรอนงค์ฮัมเพลงอย่างสบายอกสบายใจ ท่าทีไม่บอกว่าวิตกทุกข์ร้อน ทั้งที่งวดเงินผ่อนนั้นค้างมาสามเดือนแล้ว
เธอนึกถึงบิดามารดาแก่ชราซึ่งอาศัยอยู่กับพี่ชายที่สะใภ้คนโต เมื่อถึงคราวจำเป็น เธอได้ไปขอพึ่งพิงอยู่เสมอแม้จะต้อง
เป็นไปอย่างปกปิด เพราะท่านทั้งสองก็ได้โอนทรัพย์สมบัติต่างๆ ให้ลูกๆ ไปจนหมดแล้ว และหากว่าพี่ๆ รู้ว่าเธอไปรบกวน
บิดามารดา เธอจะถูกตำหนิต่อว่าอย่างน่ารำคาญ
คุณอรอนงค์อยู่ในชุดค่ำสีชมพูสด ปักฉลุแซมมุกและเลื่อมระยับเป็นลวดลายจากช่วงคอคลี่ขจายลงมาบริเวณหน้าอก
เสื้อผ้าแต่ละชุดถูกใส่ซ้ำกันเพียงไม่กี่หน สำหรับชุดนี้ เธอเพิ่งจะสวมเป็นครั้งแรก
"จะใส่เครื่องประดับอะไรดี"
เธอค้นลิ้นชักกุกกักสีหน้าไม่สบอารมณ์ เครื่องประดับต่างๆ ร่อยหรอลงไปเรื่อย ๆ และเธอแก้ปัญหาด้วยการไปสรรซื้อ
ของปลอม ซึ่งดูคล้ายของจริงมาใช้ไม่ว่ามุกหรือว่าเพชร เธอปลอบใจตัวเองว่า
"ไม่มีใครรู้หรอก ใครจะนึกว่าคนอย่างเราจะใช้ของเก๊"
เอมอมรถอยออกมาจากห้องของมารดา ทรุดนั่งลงบนเก้าอี้เขียนหนังสือในห้องนอนตน กองหนังสือตำรับตำราเรียง
เป็นตั้งอยู่ที่ด้านหนึ่ง เธอเป็นนักศึกษาชั้นปีที่สามของมหาวิทยาลัยมีชื่อแห่งหนึ่ง ผลการเรียนเท่าที่ผ่านมาโดยเฉลี่ยแล้ว
ไม่เลวนัก และจะต้องดีทีเดียว หากว่าจะไม่มีเรื่องรบกวนจิตใจอยู่ตลอดเวลา
หญิงสาวมองออกไปนอกหน้าต่าง ฟ้าโปร่งแจ่มใส แต่ในความรู้สึกของเธอกลับหม่นมัว
"ขอให้เรียนจบก่อนเถอะ" เธอมักจะปลอบใจตัวเอง "อะไรๆ จะต้องดีขึ้น"
เธอดึงสายตากลับมามองภาพถ่ายในกรอบโลหะซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปบนโต๊ะ ประกายตาอ่อนโยน
ของผู้ชายในภาพ มองออกมา
มุมปากเขาคลี่ยิ้มให้อย่างที่เคย
เขาเป็นคู่หมั้นของเธอ
สิทธา ไพรีพินาศ เป็นญาติของป้าสะใภ้คนโต เธอและเขารู้จักสนิทสนมกันมาตั้งแต่เล็ก และกลายมาเป็นคู่หมั้น
คู่หมายเมื่อโตขึ้น เขาเพิ่งจะจากไปเรียนต่อปริญญาโท ณ ต่างประเทศหลังจากหมั้นกันได้ไม่นาน โดยมีแผนกา
รที่จะกลับมาแต่งงานกัน เมื่อต่างก็สำเร็จการศึกษาแล้ว ต่อจากนั้น คู่บ่าวสาวจะกลับไปต่างประเทศอีกครั้ง
เพื่อที่เขาจะศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก
ช่างเป็นโครงการอนาคตที่สะสวย
ทว่าจิตใจของเธอกำลังหดหู่เหลือเกิน
พอนึกถึงสิทธา
ปลายนิ้วเรียวก็เผลอลูบคลำจี้ทองคำขาวรูปหัวใจคู่ที่แขวนอยู่ที่ลำคอ ชายหนุ่มสามมันให้เมื่อนานมาแล้ว
เขาออกแบบเอง แต่งคำจารึกเอง มันออกจะล้าสมัยไปบ้าง ก็ยามนั้นเขายังเป็นหนุ่มน้อย และเธอก็ยังเป็นเพียง
เด็กสาวไร้เดียงสาที่ไม่เข้าใจเสียด้วยซ้ำว่าความรักคืออะไร หากดูเหมือนมันจะมีคุณค่าล้นเหลือและเป็นสิ่งที่เธอ
ยึดเหนี่ยวไว้อย่างหนาแน่น เสมือนเป็นที่พึ่งทางใจ ในยามที่มีปัญหาคับอกหรือในยามเงียบเหงาว้าเหว่
หญิงสาวได้แต่ใช้ปลายนิ้วสัมผัสหัวใจทองทั้งสอง ส่งความรำลึกนึกคิดไปถึงผู้ให้ และแต่งปั้นเกราะอันปลอดภัย
อบอุ่นขึ้นมาในใจ
อีกไม่นานหรอก รอให้เขากลับมาก่อน.
. เธอมักจะปลุกปลอบใจตนเองอยู่เช่นนั้น...
คุณอรอนงค์มายืนพูดอยู่ที่ประตู
"เอม ขอยืมแหวนของหนูให้แม่หน่อยเถอะ"
หญิงสาวกะพริบตางง ๆ "อะไรนะคะแม่"
"แหวนเพชรของหนูน่ะ หนูเก็บเอาไว้เฉยๆ ไม่เคยได้ใส่ไปไหน ของสวยๆ อย่างนั้นเก็บไว้ไม่ใส่น่าเสียดายออก
เอามาให้แม่ยืมใส่หน่อยเถอะ"
เธอเห็นสีหน้าสดใสเหมือนเด็กของมารดาแล้ว ก็รู้ดีว่าไม่อาจจะขัดใจ แหวนเพชรที่ว่าก็คือแหวนหมั้น
ซึ่งเป็นเพชรเม็ดใหญ่น้ำงามออกแบบเป็นพิเศษงดงามเรียบหรูซึ่งบิดามารดาของสิทธาหมั้นหมายเธอไว้
"ค่ะ"
หญิงสาวทำทีเป็นเต็มอกเต็มใจหยิบกุญแจไขลิ้นชักโต๊ะ หยิบกล่องแหวนออกมาส่งให้ทั้งที่อดรู้สึกกังวลไม่ได้
มันเป็นของรักของหวงและมากไปด้วยคุณค่า เธอไม่กล้านึกกังวลไกลไปถึงเหตุใดๆ อันอาจ
ทำให้มันสูญหายไปเสีย ได้แต่ตั้งใจว่า พรุ่งนี้หากมารดาลืมที่จะนำมาคืน เธอก็จะไปทวงถาม
ขอกลับคืนมาเก็บไว้ตามเดิม
คุณอรอนงค์รับมาพินิจพิจารณาด้วยความชื่นชม
"สวยจังเลยนะ"
เธอเอียงขยับมันไปมา ก่อให้เกิดประกายวูบวาบ
"เพชรเบลเยี่ยม เหลี่ยมพิเศษแล้วยังทำตัวเรือนใหม่สวยไม่ซ้ำใคร พี่ภาณีบอกว่านายช่าง
ที่ทำ เคยเป็นช่างประจำพระองค์พระราชวงศ์ยุโรปเชียวนะ"
เธอเอ่ยชื่อพี่สะใภ้คนโต ซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งของตระกูลไพรีพินาศ
"เห็นพี่ภาณีบอกว่าบ้านนั้นยังมีเครื่องเพชรอีกเยอะแยะ พอหนูแต่งไปแล้วคงจะได้
อีกหลายชิ้น พ่อสิทธาก็เป็นลูกชายคนเดียวเสียด้วย"
หญิงสาวรู้สึกละอายในสิ่งที่ได้ฟัง
"โธ่ แม่คะ เอมไม่ได้อยากได้อะไรสักหน่อย"
"ฮึ แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ แม่เองก็ใช่ว่าจะอยากได้อะไรของเขาเสียเมื่อไหร่"
อีกฝ่ายมีกิริยาแสนงอนขึ้นมาในทันที เธอเคยมีความหยิ่งทระนงอยู่ในสายเลือด ค่าที่เกิดมาสมบูรณ์พูนสุข
และทนไม่ได้ที่จะยอมรับว่าในบางครั้งบางหน สมบัติของผู้อื่นก็มีอิทธิพลต่อความอยากได้ของเธอเหมือนกัน
เอมอมรรีบพูดอย่างเอาใจ
"ค่ะ แม่ หนูรู้ พวกเราไม่เคยอยากได้อะไรของใคร ถึงจะลำบากอย่างไร พวกเรา
ก็หยิ่งในศักดิ์ศรีของเราอยู่เสมอนะคะ"
"นั่นซิ สีหน้าของคุณอรอนงค์ดีขึ้น บรรจงสวมแหวนลงในนิ้ว เอียงคอดูประกายวูบวาบล้อแสงสว่าง
ขณะขยับนิ้วมือไปมา นึกสงสัยอยู่ครามครันว่า แหวนนั้นจะตีค่าเป็นเงินได้สักเท่าไร
|