ปัจจุบันเป็นยุค "สัตว์ตายเพราะไร้ป่า คนหน้าเหี่ยวเพราะ น้ำท่วม " ผมเขียนถึงความอุดมสมบูรณ์ ของป่าดงพงไพร ความอยู่สุขของมวลสัตว์ การใช้ชีวิตเสรีกลางทุ่งโล่งดงทึบที่สัมผัสจริงมีอิงนิยาย ไม่เพ้อฝัน ช่วง 30 ปีมานี่ละครั-ดงทึบป่าดิบขึ้นป่าแดง ภูเขาลำห้วยลำธารล้วนถูกทำลายลง เสือช้างกวางหมาสิ้นป่าคุ้มหัว สิ้นแดนหากิน ที่ว่า-เสือพีเพราะป่าปก ป่ารกเพราะเสือยัง ไม่ไหวหรอกครับ เลื่อยยนต์กับเครื่องทุ่นแรงร้อยแปดเล่นซะ ป่าราบโล่งเตียน คนจำนวนร้อยเข้าไปโค่นป่า เสืออยู่ไงไหว สัตว์ป่าแต่ละประเภทแต่ละฝูงต้องใช้พื้นที่ป่า กี่ตารางกิโลเมตรสำหรับหากินเพื่อดำรงชีพ แต่เมื่อป่าดงแคบลง แคบลง และแคบลง จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร สัตว์ป่าไม่มีปัญญาซื้อโฉนด อากาศเพื่อขึ้นไปซ้อนกันอยู่แบบมนุษย์นะครับ สัตว์ป่าสร้างสลัมไม่เป็น คุณคุณ-ก็หลายคุณอยู่ มีคำถามว่าทำไมคนชอบเข้าป่าล่าสัตว์ซะจริง ไปรังควานมันทำไม เอาปืนไปเล่นที่อื่นไม่ได้เรอะ เข้าป่าก็ใช่ว่าสบาย มีแต่เห็บทากและลำบาก และก็ว่าต่อไปว่าพวกผมแหละ เป็นตัวนำนักเลงปืนรุ่นใหม่แห่เข้าไปทำลายสัตว์จนจะหมดป่าอยู่แล้ว ถ้าเป็นรายการถกปัญหาทางจอแล้วก๊อจาดี ผมจะได้เริ่มด้วยประโยคมาตรฐาน "ขอบพระคุณครับที่ถาม นับว่าเป็นคำถามที่ดีมากทีเดียวครับ (ครับที่สอง) ขอบพระคุณ (ครั้งที่สอง) ครับ (ครับที่สาม) ที่กรุณาให้โอกาสมาร่วมรายการนี้ครับ (ครับที่สี่) - - - "แฮ่ะ -คำถามไม่ดี กบว. ท่านก็ตัด หรือดูดเสียงเอาตามแต่จะชอบอย่างไหน คำถามไม่ดี (ที่ตอบไม่ได้) ก็ออกอากาศไม่ได้อยู่แล้วเป็นธรรมดา แหม -ทั่นก็ " เรื่องเข้าป่าบ้าปืนนี่ต้องแบ่งเป็นก่อนสงครามและหลังสงคราม ยุคหลังเริ่มเฟื่องเมื่อราว พศ.2494 - 2495 จำได้ว่าในงานฉลองรัฐธรรมนูญมีร้านขายปืน โหมโฆษณาปืนกีฬากันขนานใหญ่ นำปืนแฝดลำกล้องซ้อน ไรเฟิล .22 / .410 ลูกซอง ยี่ห้อซาเวจ แบบ 24 มาให้ประชาชนยิงเป้า ขายกระสุน .22 นัดละ 25 สตางค์ การเล่นปืนกีฬากระจายแพร่หลายรวดเร็วยังกะไฟไหม้ป่า ข้างต้นน่ะใช้คำว่า "เฟื่อง "ไม่ใช้ "บูม "เชยหรือเปล่าไม่รู้ ต่อมาเฟื่องอีกระลอกเมื่อมีสนามยิงปืนเกิดขึ้น แห่งแรกที่โรงเรียนสืบสวน กรมตำรวจ แล้วก็มีแห่งอื่นต่อต่อมา เมื่อมีเสียงปืนโป้งป้าง กลิ่นควันปืนกลิ่นน้ำมัน ล้างปืน ก็ต้องมีตำรับตำราหนังสือเกี่ยวกับอาวุธปืน นวนิยายเกี่ยวกับอาวุธปืนซึ่งก็ไม่พ้นทุ่งโล่งดงทึบ ผจญเสือผจญช้างหรือไม่ก็เลือดพล่านกระทิงขวิด เกิดบรรยากาศปลุกให้คนมีปืนชักรู้สึกมันส์ อยากเข้าป่าล่าสัตว์ ซ้ำอุปกรณ์เดินป่าชั้นดีหาซื้อได้ง่าย ของเหลือใช้สงครามจากกองทัพสหรัฐฯ เมื่อสะดวกซะยังงี้ ก๊อเข้าป่ายิงสัตว์เป็นการใหญ่ คุณคุณที่ต่อว่าผมอีกน่ะแหละ บอกเล่าว่าเห็นคนมีปืนเที่ยวยิงไม่ว่าตัวอะไรเล็กใหญ่ กินได้ไม่ได้ก็ยิงมันทั้งนั้น แบบเหงียน เจอ ยิง - เหงียน เกา ไก ขับรถจี๊บ ส่องไฟในทุ่ง เจอ กวาง เข้าตัวเดียว เพื่อนร่วมมหกรรม ซัดด้วยปืนตั้ง 7 กระบอก ทั้งลูกซองและไรเฟิล ทุกคนต่างอยากจะยิงและต้องยิง พรานใหญ่ (ว่างั้น) ยิงวัวแดงเจ็บไปทั้งฝูง 6 ตัว โดยไม่ตามก็มี พราน (ใหญ่อีกน่ะแหละ) ยิงช้างทั้งๆ ที่รู้ว่าผิดกฎหมาย ช้างไม่ล้มก็ตามไป เผอิญช้างงาอีกเชือกซุ่มซ่ามสวนด่านมา เลยถูกกระสุนถอดเอางาซะ เลิกตามเชือกแรก ไปล้มตายที่ไหนหรือกลายเป็นช้างลำบากกระทืบใครแบนมั่งไม่สน มีคนเล่าว่าเคยเห็นคนกลัวไม่ได้นกตัวเดียว ไปอวดเพื่อน เลยเหนี่ยวไกปืนลูกซอง 12 พร้อมกันทั้งสองลำกล้องก็มี ความจริงการล่าสัตว์แบบพิสดารตามที่ ทั่นเล่ามีเยอะแยะ นี่เป็นยุคหลังสงคราม (ดูจะแก่วงเล็บไปซักหน่อย เอ้า - นี่ก็วงเล็บอีกแล้ว) ตานี้ผมขอว่ามั่ง ก็เมื่อพรานเมืองปืนดี อุปกรณ์ดี เข้าป่ายิงสัตว์ดะไม่เลือก แบบเจอยิงเจอยิง ชาวบ้านพรานท้องถิ่นที่หาเลี้ยงชีพด้วยสัตว์ป่าต้องเดือดร้อนแน่ เลยรีบล่าเสียก่อน กลัวพรานเมืองออกไป แย่ง กลายเป็นแข่งกันล่าไม่มีขอบเขตหรือข้อจำกัด เพราะถือทฤษฏีข้าไม่ยิงคนอื่นก็ยิง ฝ่ายหนึ่งเพื่อความมันส์ ฝ่ายหนึ่งเพื่อเลี้ยงชีพ นอกจากนั้นชาวบ้านยังแข่งกันจับลูกสัตว์ป่าตัวน้อยมาขาย มาตายอีกไม่น้อย พรานมากขึ้นปืนมากขึ้น สัตว์ป่าก็น้อยตัวลงเป็นธรรมดา และจุดจบของพันธุ์สัตว์ป่าจะอยู่ตรงที่ไม่มีป่าให้มันอาศัย นี่เป็นปัจจัยใหญ่ ยุคก่อนสงครามญี่ปุ่น เราไม่มีสนามยิงปืนสำหรับประชาชน มี "สนามเป้า "ของทหารบกแห่งเดียว ฉะนั้นคนนิยมกีฬาปืนจึงอยู่แต่ในข่าย "เข้าป่า " การล่าสัตว์ยุคนั้นถือว่าเป็นการกีฬาที่นิยมกันทั่วโลก มีหลักการกติกาและข้อปฏิบัติทำนองเดียวกัน เรื่องนี้พรานหลังสงครามไม่ใส่ใจกันเอง การเข้าป่าล่าสัตว์ จึงมีสภาพอย่างที่คุณคุณทั่นทั่นต่อว่าผมมา ก็กราบขอบพระคุณละครับ ยุคโน้นมีหลักมีเกณฑ์ ไม่ใช่พอถึงป่าเห็นอะไรก็ฟาดเปรี้ยง เค้าถือเป็นกีฬาจริงจริง การคมนาคมแสนจะ จำกัด อุปกรณ์เดินป่าก็ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ จะไปเที่ยวเดินเลือกเดินซื้ออย่างสมัยหลังนี่ไม่ได้ ร้านปืนร้านจำหน่ายอาหารกระป๋องมีไม่กี่แห่ง หนังสือเกี่ยวกับป่าปืนมีกันไม่กี่บ้านและไม่กี่เล่ม ไม่สนิทกันจริงก็ไม่ต้องขอยืม นานทีปีหนจะไปพบหนังสือเรื่องป่าดงพงไพรซักเล่มสองเล่ม ร้านขายหนังสือที่พออาศัยได้มีอยู่ไม่เกินสามร้านมั้ง การเดินทางก็มีแต่เรือกับรถไฟ ขนาดผู้โดยสารต้องง้อยังงั้น กรมรถไฟหลวงไม่ยักกะเล่นองค์ ทำอะไรห่วยห่วย บริการของกรมรถไฟหลวงกลับเป็นชั้นเยี่ยม เอาอกเอาใจผู้โดยสารเสียไม่มีละ ขนาดลืมปืน ราคาสมัยนี้เป็นหมื่นหมื่นไว้ใต้ม้านั่งโบกี้ชั้นที่ 3 ขบวนรถเร็ว หัวหิน - กรุงเทพฯ ยังไม่หาย นายสถานีเก็บรักษา ไว้คืนเรียบร้อย เรื่องนี้ชมกันไม่จืด ปรากฏการณ์ยังงั้นบัดนี้สูญแล้ว ที่เอามาเล่านี่อาจจะหาว่ายี่เกไปก็ได้ เดินทางโดยรถไฟสะดวกสบายก็จริง แต่จากสถานีจะไปเข้าดงนั่นน่ะมีแต่เกวียนหรือคนหาบหามสัมภาระ บางแห่งต้องอาศัยช้าง ล่องไพรแต่ละครั้งต้องเตรียมการรัดกุม ขาดตกบกพร่องไม่ได้ ขาดตกยกเว้นคิดไปหา เอาข้างหน้าน่ะไม่มีทาง ในกรุงเทพยังจำกัดต้องไปซื้อที่นั่นร้านนี่ แล้วในท้องถิ่นจะไปหาที่ไหน ไอ้ชนิดโยนโยน ของสุมลงในรถจี๊ปแล้วขับออกไปรึ ยังไม่มีถนนครับ รถก็ไม่มี การจัดเตรียมสัมภาระนี่แหละเป็นประโยชน์ในการฝึกเด็กให้เป็นคนรอบคอบถ้วนถี่ รู้สังเกตแม้ในรายการ เล็กน้อยขนาดเชือกผูกรองเท้าสำรองหรือเชือกผูกของ รู้วิธีจัดบรรจุสิ่งของลงหีบห่ออย่างเป็นระเบียบและ ตามความสำคัญใช้ก่อนหลัง ไม่ใช่แบบยัดโยนหรือโยนยัดเกวียน โดนฟัดเข้าหน่อย แหลกหมด หรือพอจะหยิบ อะไรใช้สักอย่าง-ไม่รู้ว่าอยู่หนใด ต้องคุ้ยค้นกันกระจุย ยุคนั้นยังไม่มีโฟมถุงพลาสติก ขวดพลาสติก บรรจุเก็บงำไม่ดีอย่างขวดยาแตกก็เจ๊งแล้ว ปัญหามากครับ การนัดหมายกับเจ้าของถิ่นต้องทำกันเป็นเดือน เผื่อช่วงเวลาสำหรับการไปรษณีย์ ผู้ใหญ่บ้านกำนันต้องเดินมารับไปรษณียภัณฑ์จากอำเภอไปแจกลูกบ้านไม่รู้ว่ากี่วันครั้ง ถ้าผู้ที่เรานัดเป็นตัวกำนันหรือผู้ใหญ่เองก็สะดวกหน่อย แต่ถ้าเป็นลูกบ้านเผอิญอ่านหนังสือไม่แตก ก็ต้องใช้เวลาไปวานคนอื่นอ่านแล้ววานให้เขียนตอบ ยังงี้ละครับ คำตอบของเขาจะระบุวันให้เราไป ไม่ใช่เราจะไปวันไหนของเรา มันเกี่ยวกับเรื่องไร่นาหากินของเขา เมื่อจัดว่าการล่าสัตว์เป็นกีฬา ก็ต้องเล่นอย่างมีกฎเกณฑ์มีกติกา ไม่ใช่แบกปืนเข้าป่าเจอตัวใหญ่ตัวเล็ก ก็ซัดมันดะไป ยังงี้เค้าถือ พราน อาชีพชาวบ้านก็ถือ ต้องยับยั้งชั่งใจ ต้องเลือกและให้โอกาสรอดแก่สัตว์ป่า อย่างยุติธรรม เข้าดงแต่ละครั้งต้องมีเป้าหมายแน่นอนก่อน เสือกระทิงควายหรืออะไร เอาให้ชัดชัดอย่างสองอย่าง ไม่ใช่โมเมเหมามัดหามมา นั่นมันพรานอาชีพหาเนื้อหนังมาขาย พรานกีฬาปืนมีปัจจัยเดียวคือเทียบสถิติระหว่างกัน หรือถ้าสันโดษ ไม่อยากวุ่นวายเข้าร่วมวงไพบูลย์ ขี้เกียจโม้ยิงยังไงตามยังไง เสือใหญ่สวนควันปืนเข้ามาชนล้มลงไปด้วยกัน เสือตายตัวพาดอยู่บนอกพอดี - งั้นก็เถอะ-พรานประเภทนี้ก็ยังวัดสถิติกับตัวเองอยู่ดี - พบสัตว์ด้อยกว่าที่เคยได้มาก็ต้องปล่อยไป... เมื่อมันด้อยแล้วจะเอามาทำไม มียกเว้นอยู่มั่งก็อย่างชาวบ้านขอให้ช่วยยิง เพราะอาหารขาดแคลน หรือเราเองหมดเสบียง หมดบ่อยก็ไม่ดีเหมือนกัน สมัยเด็กไปกับผู้ใหญ่ มีหน้าที่หาอาหารจำพวกเก้งไก่นก พรานอาวุโสทั้งป่าทั้งกรุงพูดอย่างที่ว่ามานั่นน่ะ ไอ้ผมมันเจ้าปัญหา เหงียน เกา ไก สงสัยนี่ครับว่าตัวที่ยืนยักคิ้วอยู่นั่นมันใหญ่หรือเล็กกว่าตัวที่ครองสถิติอยู่ จะรู้ได้ยังไง ใช่ว่าเข้าไปขอวัดก่อนได้ที่ไหน คำตอบก็คือ - สงสัยก็ปล่อยมันไปง่ายดี ถ้าเป็นประเภทตามรอยก็ประมาณขนาดได้จากรอย แต่ผมว่าถ้าก้ำกึ่งไม่แน่ใจ ใหญ่เล็กถ้าเป็นผม ก็จะตามมันไป พบตัวก็จับมาวัดขนาดซะ ใหญ่คุยต่อ เล็กเงียบไว้ ยังไงก็ได้เนื้อได้หนังได้หัวมาแขวนเอาไว้อวดคน ที่ไม่รู้ได้เหมือนกัน อย่างนี้จะว่าฟาล์วก็ไม่ชัดนัก ให้ใบเหลืองไม่ถนัด แต่ว่าอาจมีกรณียุ่งยากตัดใจลำบากก็ตรงที่ หลังจากนั้นวันสองวัน เจ้าตัวเบ่อเร่อแค่ชำเลืองก็รู้ว่าทำลายสถิติกระจุยมากวักมืออยู่ เอาไงดี-เนื้อหนังตัวที่แล้ว กองเป็นภูเขาอยู่ ได้มาอีกตัวไม่มีปัญญาขนออกป่าแน่ ตรงนี้เหลืออยู่ที่นักกีฬาจะตัดสินใจละ ยิงเอาแต่หัวแล้ว ทิ้งเนื้อหนัง-เอาไงครับ ยังมีพรานอีกประเภท มีอาวุธปืนผาหน้าไม้อุปกรณ์ครบ ชอบเข้าป่าแต่ไม่ยิงอะไรเลย ส่งปืนกับกระสุน ให้พรานท้องถิ่นไปหาเนื้อมา ว่าแล้วก็ตั้งวงสูราฮะกึ๊น ครื้นเครงกับชีวิตกลางธรรมชาติป่าดงพงไพร โดยมากจะเป็นเก้งซักตัวกวางซักตัว ก็เท่านั้น พรานพื้นบ้านแกไม่ยิงมากกว่านั้นร้อก ต้องหากินของแก พรานปืนล้วนมีจุดมุ่งหมายแตกต่างกัน บางพรานมองหาแต่สัตว์ใหญ่อันตรายโลดโผนอย่างควายป่า เสือ กระทิง จัดเอาวัวแดงเป็นอย่างเล็ก บางพรานเอาแค่เก้ง กวาง ละมั่ง ถือวัวแดงเป็นอย่างใหญ่ บางพรานตั้งใจ หาสัตว์ประเภทเดียว เช่นเสือหรือกระทิงหรือหมี บางพรานมุ่งแต่เสืออย่างอื่นไม่เอา บางคนรักแต่จะยิงไก่ยิงนก ยิงกระต่าย การฝึกเด็กรุ่นหลังให้รู้จักปืน การใช้ปืน รู้จักป่าและสัตว์ป่าอื่น ทำกันเองในแต่ละบ้านหรือฝากกันไป ในครอบครัวใกล้ชิด ออกจะฝึกกันเข้มงวดสักหน่อย เพื่อให้เข้ากรอบ "ยิงปืนและล่าสัตว์ที่เป็นกีฬา" ส่วนเรื่องทุ่งโล่งดงทึบต้องอาศัยพรานใหญ่ท้องถิ่น จะเรียกว่าพรานหรือนักล่าสัตว์นักนิยมปืนนิยมไพรอะไรก็แล้วแต่ ต้องรู้จักงดเว้นวิธีการ ที่เป็นการเอาเปรียบสัตว์ ในทัศนะที่ถือว่าเป็นกีฬาผจญภัยเสี่ยงอันตราย แต่ต้องให้โอกาสแก่สัตว์ตามสถานที่ควร เขี้ยวเล็บที่พรานถือเข้าไปนั้นมีอานุภาพเหนือกว่ามันมากมายหลายขุม ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเข้าป่ายิงสัตว์ เอามันสส์ เพียงด้วยสัญชาติญาณเถื่อนที่อยากฆ่า เป็นที่ขายหน้าแก่ชาวพารา พรานอาชีพและชาวบ้านที่มีปืนส่วนใหญ่ถือหลักการทำนองเดียวกับพรานเมือง ละเว้นไม่ยิง สัตว์ตัวเมียลูกอ่อนตัวเล็กตัวน้อย สัตว์ที่ยังไม่โตเต็มที่ ยุติการล่าในฤดูผสมพันธุ์และตั้งท้อง หยุดล่า ในช่วงเข้าพรรษา วันพระวันโกน เขาสงวนพันธุ์สัตว์กันเองละครับ ยิ่งล่ามากก็ยิ่งไม่มีกิน พรานรุ่นนู้นถือกันจนกระทั่งว่า เมื่อกำลังมุ่งติดตามรอยสัตว์ตัวใด โอกาสพบจะมีหรือไม่ก็ตาม เผอิญตัวอื่นขนาดใหญ่กว่าดีกว่าโผล่ออกมาหรือสวนทางมายั่วกิเลส ก็จะไม่ยอมยิงไอ้ตัวที่เซ่อซ่าเข้ามานั้นเด็ดขาด ถือว่าเป็นการบังเอิญที่ไม่ได้ตั้งใจไว้แต่แรก ส่วนสำคัญในกีฬาล่าสัตว์ถือว่า สัตว์ป่าทุกตัวเมื่อเดินสวนทางกับ คนถือปืน ไม่จำเป็นต้องถูกยิงเสมอไป เขาอยู่ของเขาในดง พรานอยู่ในเมืองรังควานเขาขนาดนั้นก็เกินไปละ สัตว์ที่ถูกยิงบาดเจ็บหรือที่เรียกว่าสัตว์ลำบากที่หนีไป จำเป็นอย่างยิ่งที่พรานจะต้องตามให้ได้ตัว นอกจากสุดวิสัย... สัตว์ลำบากเป็นอันตรายแก่คนในละแวกนั้นหรือคนเดินผ่านป่าแห่งนั้น แม้สัตว์ที่ไม่น่าเป็นอันตรายอย่างเก้งกวาง ก็อาจนำอันตรายมาทางอ้อม เช่นไปล้มตายใกล้ทาง เกิดเสือมากินซาก ชาวบ้านผ่านมาเสือก็กัดเอาได้ หรือไปตายตามหนองน้ำ ธรรมชาติสัตว์บาดเจ็บจะมุ่ง เข้าหาแหล่งน้ำ ไปตายที่นั่นก็เกิดน้ำเน่าเสีย สัตว์อื่นต้องเสียแหล่งกินน้ำไป ยิงสัตว์ลำบากแล้วไม่ตาม นอกจากอันตรายที่ว่า ผู้คนจะหาว่าสักแต่ลั่นไกให้มันดังเท่านั้น เนื้อหนังไม่ได้ ชาวบ้านเดือดร้อน พรานชุดอื่นไม่รู้เรื่องตามเข้าไปทีหลังก็อาจเจ็บตัวได้เหมือนกัน ท่องไพรแต่ละครั้งมักจะมีพรานหลายคนปืนหลายกระบอก อันนี้มีข้อปฏิบัติครับ ต้องตกลงให้ชัดเจน แต่ละวันว่าใครจะเป็นพรานหลักผู้ยิงนัดแรกเมื่อพบสัตว์ ใครจะเป็นปืนรองช่วยซ้ำเมื่อจำเป็น เพราะโดยหลักเกณฑ์ที่ยอมรับกันนั้น ผู้ที่ยิงนัดแรกจะเป็นเจ้าของหัวหรือเขาหรือหนังและสถิติ การแย่งกันยิงไม่ใช่วิสัยพราน กลับจะทำให้ความเสี่ยงภัยสูงขึ้นชนิดมองไม่เห็น สัตว์ประเภทดุร้ายตัวใหญ่ น้ำหนักมากถูกกระสุน ถ้าไม่ล้มทันทีก็มักจะสวนควันปืนเข้าสู้ในพริบตา ถ้าดันยิงพร้อมกันสองกระบอก ต้องซ้ำพร้อมกัน ช่วงเวลาบรรจุกระสุนจึงต้องเป็นขณะเดียวกัน อันตรายจะเกิดจากไม่มีปืนเหลือคอยยิงปะทะไว้ แบบนี้พรานถูกสัตว์สวนทางปืน หมีตบ กระทิงขวิด หมูขวิด เสือตบมาแล้วมาก ราย ประการสำคัญในด้านน้ำใจนักกีฬา เล่นใช้ปืนสองสามกระบอกรุมยิงสัตว์ตัวเดียวนั้นเป็นการทารุณ ไรเฟิลกระบอกเดียวได้เปรียบอยู่แล้วไม่รู้กี่ต่อ แต่เมื่อมีเหตุจำเป็น เช่นพรานหลักนั้นมือห่วยซุ่มซ่ามอะไรก็แล้วแต่ เจ้าตัวนั้นแคล้วคลาดไม่มีอะไรระคายผิว ย่อมเป็นโอกาสรอดอันพึงมีของมัน ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเรื่องระหว่างพรานหนึ่ง กับสัตว์หนึ่ง ปืนกระบอกอื่นจะไม่ฉวยโอกาสยิง ต้องปล่อยมันไปแต่โดยดี เรื่องแย่งกันยิงหรือยิงพร้อมกันนั้นขัดใจเสียเพื่อนมาหลายรายแล้ว ถกเถียงกันไม่จบหรอกครับ ว่าใครจะเป็นเจ้าของสัตว์ ผมถูกขอร้องให้เป็นผู้ตัดสินก็บ่อย เอาไงเรอะครับ ก๊ออาศัยทฤษฏี ยังสโตนโยนสตังค์ เสี่ยงหัวก้อยซิครับ ง่ายออก นายพรานอยากยิงสัตว์ชนิดเดียวกันก็ไม่ผิดกติการอันใด เป็นสิทธิ์ของทุกคนที่ทำได้ในทุกเที่ยว แต่-มีแต่นะครับ สมมุติว่าคนหนึ่งโชคดีล้มกระทิงใหญ่เบ้อเร่อ ได้เนื้อเหลือจะกิน แล้วดันได้อีกตัวจะเอามาทำอะไร ขนออกไปแจกชาวบ้านได้ก็ดีไป ถ้าทำไม่ได้ล่ะ ก็ทิ้งเปล่า เมื่อเป็นยังงี้คนอื่นที่กระสันอยากได้กระทิงเหมือนกัน ก็จำเป็นต้องหยุด จะเปลี่ยนไปเล่นอย่างอื่น เนื้อก็เหลืออีกน่ะแหละ มีอยู่อย่างเดียว ไปคาดห้างคอยยิงเสือ ที่จะเข้ามากินซาก การเข้าป่าแล้วไม่ได้ยิงหรือพบตัวแล้วไม่ได้ยิงเพราะตัวมันไม่เข้าขั้นหรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่เห็นเสียหายอะไรสักนิด พบสัตว์ป่าในป่านับว่าเป็นโชคอยู่แล้ว ยิงน่ะมันง่าย แค่เหนี่ยวไกตูมเดียว แต่ยั้งใจไม่ยิงนี่ซิครับ-ยากส์ส์ พรานเมืองมีอยู่ในทุกสาขาอาชีพละครับ โดยมากมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรานในท้องถิ่นและชาวบ้าน เขาให้ความนับถือในทุกด้าน อาวุธความรอบรู้ตำแหน่งหน้าที่ราชการและฐานะ ฉะนั้นการเข้าป่าแล้วยิงดะ ไม่ดูเหนือดูใต้ ไม่มีกาละเทศะ ไม่เลือกฤดูกาล จึงย่อมจะทำลายศรัทธาที่ชาวบ้านมีอยู่หมดสิ้น เพราะการกระทำเช่นนั้นมันเหมือนแกล้งหรือไปแย่งยิงตัดทางหากินของเขา เข้าไปทำลายสัตว์ที่มักจะโตในแล้งหน้า ทำลายตัวเมียตั้งท้องหรือมีลูกอ่อน ซึ่งลูกมันจะต้องสูญไปด้วย และก็ป่าแตกสัตว์ย้ายทำเล ชาวบ้านต้องเดือดร้อนหากินไกลออกไปไม่มีขอบเขต............
ข้อมูล บทความ ข่าวสารและกราฟฟิกทั้งหมด ที่ปรากฏในเว็บไซต์ มณีบุ๊คส์ ถือเป็นลิขสิทธิ์ที่ ถูกต้องตามกฏหมายของ สำนักพิมพ์สุภาว์ ห้ามมิให้ผู้ใดคัดลอก ทำสำเนา ส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด ก่อนได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์นั้นๆ ก่อน