พรานในอดีต-เหวตาบัว โดย สรศัลยŒ แพˆงสภา
สองหางงาเดียวจอมรังควาน
"เหวตาบัว"
โดย สรศัลยŒ แพˆงสภา
(นิยายเรื่องนี้
เคยตีพิมพ์
ในหนังสือ ตˆวยตูน
และได้รวมพิมพ์
เป็นเล่มแล้วหลายครั้ง)
ออกจากขนงพระตั้งแต่ตีห้าครึ่ง หนาวเปียกชื้นน้ำค้าง กะให้ไปสว่างเอาที่บุ่งเตย ยืมเกวียนบรรจุสัมภาระจากผู้ใหญ่ตู้ บ้านขนงพระ...พรรคพวกเคยเที่ยวป่าด้วยกัน... วุ่นหน่อยก็อีตอนข้ามห้วยลำตะคอง ตลิ่งสูงชันมาก วัวสองตัวลากเกวียนขึ้นไปได้ แต่ต้องออกแรงช่วยเข็นแก้หนาว แวะล่อมื้อเช้าที่บุ่งเตย จะรีบไปให้ถึงคลองสีมาเร็วที่สุด คิดว่าพบเก้งหรือกวางในทางก็จะเก็บไปเป็นเสบียง

ผมแบกเซาเออร์แฝดลำกล้องซ้อน ลูกซอง 12/9.3 72 มม. (9.3 เป็นขนาดลำกล้อง ส่วน 72 เป็นความยาวปลอกกระสุน) พรานเปาะถือเมาเซอร์ไรเฟิล 9 มม. เดินล่วงหน้าไปก่อนราวครึ่งชั่วโมง เจ้าดีสมุนมือขวาของผมขับเกวียน หมอเป็นเด็กสีคิ้วอายุเพิ่ง 17 พรานเปลี่ยนส่งมาให้เมื่อสามปีที่แล้ว ฝึกให้ยิงปืนจนเชื่อมือได้ คล่องแคล่วเจนป่าดีมาก โพกผ้ายี่โป้ สะพายแฝดซ้อนลูกซอง 20/.22 ฮอร์เนท

ผ่านโป่งดินดำไปถึงโป่งฉนวนเมื่อตะวันเลยหัวไปมากแล้ว แวะเข้าไปพวกบ้านเลยฉุดให้ค้างเฮฮากันหน่อย ตั้งวงข้าววงเหล้าพอท้วมท้วม ตอนรอบค่ำ มีของป่ากินตามสมควร พอดีมีพวกบ้านซ่อมมาอาศัยค้างที่นั่นด้วย มืดค่ำเดินกลับไม่ได้กลัวเจอช้างเกเรดีเดือดจะไล่เหยียบ เพราะกำลังเที่ยวอาละวาดอยู่ตอนนั้น

เราชวนให้ไปพร้อมกันพรุ่งนี้เช้ามืด รวบรวมข่าวช้างเชือกนั้นได้พอประมาณ พรานโป่งฉนวนสามคนว่า มันเข้าไปย่ำไร่แถวลาดบัวขาว ถูกยิงบาดเจ็บหนีเตลิดมาไล่คนโป่งดินดำ ยุคนั้นยังไม่มีถนนมิตรภาพนะครับ มันดงทั้งนั้น มันกลายเป็นช้างลำบากอันตรายเที่ยวเพ่นพ่านไปไม่เป็นที่ มีสิทธิ์พบได้ทุกเวลาไม่ว่ากลางวันกลางคืน

ผ่านพวกอีซ่อม กลับว่ากันไปอีกทาง ว่ามันเคยอยู่กับโขลงใหญ่ที่มีถิ่นหากินกว้างขวาง จากลำใสใหญ่บนเทือกเขาใหญ่มาเขากำแพงลงมาถึงยุบอีปูนและเลยเข้าไปถึงโป่งดินดำ ช้างเชือกนี้คงคิดปฏิวัติแย่งอำนาจจากจ่าโขลง หรือไม่ก็คิดแย่งช้างพังเอ๊าะเอ๊าะ ที่หัวหน้ารวบไว้คนเดียว ลงรูปนี้ก็ต้องใช้กำลังกันหน่อย เป็นหัวหน้าต้องรักษาศักดิ์ศรีรักษาตำแหน่งตลอดกาล ยังไงก็เอาแค่ตายคาโขลง ไอ้ที่จะให้ลาออกน่ะ โนเวย์ พูดไม่รู้เรื่อง – ใช้กำลังเข้าปะทะกัน (ตัวต่อตัวไม่มีรถถัง) ฝ่ายปฎิวัติแพ้ ประสานงางัดกันท่าไหนไม่รู้ งาข้างซ้ายหัก ซ้ำหมุนผิดจังหวะถูกแทงเข้าที่สีข้างเบ้อไปอีก ปฏิวัติไม่สำเร็จก็กลายเป็นกบฏเผ่นออกไปต่างแดนตามระเบียบ

ออกจากโขลงปวดกระดองใจ ปวดแผลหงุดหงิดกลายเป็นช้างดุร้าย ไล่แทงไล่กระทืบไม่ว่าคนหรือควาย เห็นอะไรเคลื่อนไหวเป็นตะลุยเข้าใส่ ออกฤทธิ์ออกเดชเขย่าขวัญน่าดู เมื่อยี่สิบวันก่อนตอนใกล้พลบก็บุกย่ำไร่ที่อีซ่อม แหลกจนซ่อมไม่ไหว พังคอกวัวเหยียบซะแบนไปหนึ่ง เอางาเสียบเล่นอีกหนึ่ง วัวทั้งฝูงกว่าเจ็ดสิบตื่นเตลิดเข้าดงตามเจ็ดวันยังได้ไม่ครบ ซ้ำไปถูกเสือกัดตายอีกสองตัว ไอ้สองหางลำบากหันรีหันขวางอยู่ในคอกวัว ทำท่าเล็งจะแล่นเข้าใส่บ้านต่อไป เผอิญมีคนขวัญดีคว้าฟืนจากเตาหุงข้าวขว้างใส่กองฟางไฟลุกขึ้น ช้างจึงเบนหน้าหนีออกไป จากนั้นอ้อมไปยุบอีปูน เอาข้างสีบ้านถล่มไปสองหลัง คนหนีเอาตัวรอดได้เพราะใช้ไฟช่วย รายต่อไปเป็นตัวพรานพิมที่บุยาว พรานพิมซัดด้วยปืนแก๊ปกระสุนหนักหกสลึงบรรจุดินเกือบคืบ โดนเข้าชะงักหมุนกลับเข้าดงไป

มาเมื่อหกเจ็ดวันนี้เอง พวกปากช่องสี่คนเข้ามาเก็บของป่า เกวียนวัวสองเล่ม ปืนแก๊บหนึ่ง ลูกซองเดี่ยวนกนอกหนึ่ง แวะพักแรมที่บุขนุน ว่าจะไปคลองอีเต่า เข้าดงตั้งแต่เช้า ไปได้ไม่ทันตะวันขึ้นพ้นยอดไม้ พอเลี้ยวโค้งก็เจอพ่อยอดช้างขวางทาง งวงปัดไปมา จะมายืนคอยออกกำลังเพราะได้ยินเสียงกระดึงวัวหรือจะไปสิงที่บุขนุนก็เหลือเดา เห็นเกวียนก็พุ่งเข้าหาทันที คนขับโจนหนีได้ทั้งสองคน คนถือปืนลูกซองยิงได้นัดเดียวคงไม่ระคายผิว ช้างเข้าถึงเกวียนเล่มหน้าเสียแล้ว ทั้งสี่คนโกยหนีมาบุขนุน แต่ไม่มีใครกล้าออกมาช่วย จนกระทั่งบ่ายรวบรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่พร้อมปืนกับคบไฟ ถึงที่นั่นก็เห็นซากแหลก กองเกวียนกับของที่บรรทุกมา วัวถูกกระทืบตายติดแอกอยู่หนึ่งตัว เกวียนอีกเล่มวัวคงตื่น ลากหนีไปได้ไกลสักสองเส้น แต่ถูกตามไปเล่นงานพังเหมือนกัน วัวอีกสามตัวหนีหายตามหาไม่พบ พลายงาเดียวหมดสนุกแล้วไม่รู้ว่าไปนอนพักเหนื่อยที่ไหน

ตั้งแต่วันนั้นพวกบ้านในพื้นที่ไม่กล้าออกไปไหน กลัวเจอเจ้าสองหางเกเรตัวเก่ง กลางคืนอยู่ยามตามไฟรอบหมู่บ้าน ไม่มีวี่แววว่าหมอหากินหรือหลบซ่อนอยู่หนใด เป็นตัวอันตรายใหญ่ในดงแถบนั้น เจ็บมาจากที่ไหนก็ตาม มาโดนลูกหกสลึงของพรานพิมซ้ำเข้าอีก ก็คงจะบ้าเลือดดุร้ายขึ้นเป็นทวีคูณ และก็ฉลาดมีไหวพริบมากขึ้น เพราะพบมนุษย์บ่อยขึ้น

คืนนั้นปรึกษาพรรคพวกโป่งฉนวนว่าทำอย่างไรจึงจะตามช้างเชือกนี้พบ ดีไม่ดีหมอจะวกมาตามเราเข้าเองน่ะนา อย่างไรก็ดีต้องไปช่วยพรานพิม สหายผมที่คลองสีมาให้ได้

ยุคโน้นชาวบ้านที่อยู่ใกล้หรืออยู่ในป่าในดง เขาจะไม่เรียกเสือเรียกช้างกันตรงตรง เขาถือว่าออกจะเป็นการท้าทาย เดี๋ยวโผล่มาจริงจริงก๊อวุ่น เลยเบี่ยงเบนเรียกเสือว่าไอ้ลายมั่ง ไอ้จุด ไอ้ดำมั่ง หรือไม่ก็ไอ้ตัวพรรค์ยังงั้นไปเลย ส่วนช้างก็เรียกไอ้สองหาง ไอ้ตัวใหญ่... เดี๋ยวนี้คงไม่ได้ยินกันแล้ว เลยต้องเอามาเล่าไว้

อีกอย่าง พรานพื้นบ้านถือเคล็ดถือโชคมาก มีหลายอย่างที่เค้าถือว่าเป็นของขัดลาภ เข้าป่าแล้วจะไม่ได้อะไรออกมาเลย เรียกว่าเข้าไปเสียเที่ยวเหนื่อยเปล่าอย่างเช่นเข้าไปแล้วพูดจาด่าทอสัปโดกสัปดน ไปท้าทายอะไรในป่า ยิงสัตว์ตายแล้ว ไปเตะหรือเหยียบเล่น แม้แต่นกได้มาแล้วเอามาโยนเล่น เที่ยวหน้าเที่ยวหลังไปชวนแกจะไม่ยอมร่วมทางแน่ เรื่องเตรียมของเข้าป่าเหมือนกัน ถือว่าขัดลาภอีกละครับ ถ้าเตรียมเอาพวกนี้เข้าไป - เนื้อสด ไข่สด ปลาสด - ที่จริงก็ถูกของเขา ของพวกนี้มันเน่าได้ ไข่ก็อาจแตกเละเทะ

ของขัดลาภอีกอย่างก็เกลือนี่แหละ ถ้าจะเตรียมเอาไปด้วยซักห้าหกกิโล เขาจะหาว่าเราเตรียมล่วงหน้าว่าจะได้ตัวใหญ่มาทำเค็ม ยังงี้ละก็ไม่มีทางได้ เรื่องเกลือนี่ผมแอบเอาไปทุกเที่ยว เงียบซะก็ไม่เป็นไร พอถึงโอกาสจะทำเนื้อเค็มขึ้นมา หยิบถุงไปวางไว้ให้ ตะแกก็คว้าเอาไปใส่เนื้อหน้าตาเฉย ความจริงน่ะเขาไม่ชอบคนโม้ ก่อนเข้าป่าคุยซะแล้วว่าคราวนี้จะเอาเสือเอากระทิง เขาเอียน

รุ่งขึ้นออกเดินสายหน่อย เพื่อความไม่ประมาทจึงต้องเปลี่ยนปืนให้เหมาะกับสภาพป่า เอา .425 แม้กนั่ม เวสท์ลี่ย์ ริชาร์ดส์ ลูกเลื่อนมาแบก พรานเปาะ แห่งทุ่งพลายงามที่ถูกลากตัวมาด้วย ใช้เมาเซอร์ไรเฟิล 9 มม. อย่างเดิม เจ้าดีเก็บ .22 โอร์เนท หันมาสะพาย 9.3 มม. มีเพื่อนร่วมทางไปอีซ่อมห้าคน แวะดูไร่ที่ถูกลุย ได้เรื่องเพิ่มเติมว่าช้างเคยไล่คนตัดไม้กับพรานที่ออกไปด้อมยิงสัตว์ตอนเช้ามืดอีกสี่ครั้ง หนีรอดหวุดหวิด... จากอีซ่อมเหลือเราสามคนกับเกวียนหนึ่งเล่มวัวสอง…ระวังหน้าระวังหลังไปตลอดทาง จะพบก็ขอให้พบกันแถวเนินมะค่าเถอะ ที่กว้างโล่งยังงั้นซัดถนัดมือหน่อย ข้ามห้วยลำโกรกเข้ขึ้นทุ่งเนินมะค่าพักวัวพักคน เดินต่อไปไม่นานพบเก้งคู่หนึ่ง ไม่เห็นมันตื่นเกวียน

แวะที่บุขนุนได้รับคำบอกเล่าว่าสี่ห้าวันก่อน พ่อช้างก็เข้ามาเมียงเมียงแถวชายทุ่งใกล้บ้าน
มีเด็กเห็นเข้าวิ่งเข้ามาบอก พวกบ้านจึงจุดป่าไล่เตลิดไป

ถามถึงขนาดช้าง เขาว่าสูงราวห้าศอกเศษ ใหญ่โขทีเดียวเชียว มีงาข้างเดียวยาวกว่าแขน บ้านบุขนุนอยากให้เราปักหลักอยู่ที่นั่นแล้วหาทางตามต่อไป ก็ต้องขอตัวเพราะพรานพิมเพื่อนผมเป็นคนเรียกมา เมื่อถึงทางเลี้ยวที่เกวียนของพวกปากช่องถูกขยี้พัง เศษไม้ยังกองเกลื่อน ดูไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เกวียนอีกเล่มแหลกอยู่ในดง ซากวัวอยู่ข้างทางซี่โครงหักทั้งแถบขาหน้าหัก มีรอยเสือมากินซากหลายตัว พยายาม หารอยตีนช้างชัดชัด เมื่อวัดขนาด เจอรอยตีนหน้าบนดินอ่อนวัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ 25 ซม. ประมาณความสูงว่าอยู่ระหว่าง 250-270 ซม. ใกล้เคียงกับห้าศอกเศษที่บ้านบุขนุนบอก คือยังงี้ครับ ส่วนสูงของช้างอาจคะเนได้จากรอยเท้า คือจะเป็นประมาณสองเท่าของเส้นรอบวง รอยเท้าหน้า ช่วยกันพิจารณาลักษณะพิเศษหรือส่วนผิดปกติ เพื่อความแม่นยำในการตามต่อไปจะได้ไม่ผิดตัว สามสหายถึงคลองสีมาเมื่อใกล้ค่ำเต็มที พรานพิมปลูกกระต๊อบใต้ถุนสูงใหม่เอี่ยม เลยได้อาศัย ปลดวัวให้หลานแกไป เข้ามาอยู่ท่ามกลางบรรยากาศป่าดงพงไพร ที่นี่พรานพิมต้องก่อไฟรอบหมู่บ้านเหมือนกัน

พรานพิมยืนยันว่าเป็นพลายลำบากถูกไล่จากโขลงบนเขากำแพงจริง คงจะหากินไม่ถนัดเพราะบาดเจ็บถูกงาถูกปืน เริ่มรังควาน เข้าหักข้าวโพดหักกล้วยตามไร่มาเกือบสี่เดือนแล้ว เดือนกว่ามานี่ลงไปไกลถึงโป่งดินดำเข้าย่ำไร่เขา เผอิญมีพรานกรุงเทพอยู่ที่นั่นยิงเอา ทำให้เจ็บดุร้ายยิ่งขึ้น… ตะลุยไม่เลือกหน้าไม่เลือกเวลาอย่างที่รู้มา

ตกลงว่าต้องออกค้นหาร่องรอยของช้างงาเดียวว่าอยู่ไหน ทนเดินดงซักสามสี่วันก่อน ให้เจ้าดีช่วยอยู่เฝ้าบ้านพรานพิม พร้อมด้วยไรเฟิล .30-06 แล้วพรานเปาะพรานพิม และ ผมก็ออกตระเวนไพร ไม่พบอะไรเป็นประโยชน์เลยซักนิด

เช้าวันที่สี่เรามุ่งหน้ากลับบ้านคลองสีมา เลียบลำพญาธารเข้าหุบระหว่างเขาแผงม้า เขาขาดกับเขากำแพง พบรอยช้างโขลงลงมาเมื่อคืนหักต้นไม้ล้มไว้เกะกะ ข้ามช่องเขาขาดไปทางตะวันตกเลียบเขากำแพง ลัดด่านลงหาลำพระเพลิงเพื่อตัดไปหาคลองสีมา แวะดูโป่งดูน้ำซับทุกแห่งที่พรานพิมรู้จัก ไม่รู้ว่าเจ้าพลายตัวเก่งล่องหนไปไหน ถึงที่ด่านใหญ่ตัดกัน ด่านแรกคือที่เราเดิน ด่านหลังลงจากเขากำแพงดิ่งลงไปหาลำพระเพลิง พรานพิมว่าจุดนี้อยู่ไม่ไกลคลองอีเต่า ให้พรานเปาะขึ้นไปดูบนเขา ตัวแกจะลงห้วยลัดด่าน ให้ผมไปดูโป่งใหญ่คลองอีเต่า คอยพบกันที่นั่น

ไปได้ซัก 20 นาที มีด่านเล็กตัดลงจากเขาอีกเส้นหนึ่ง ย้อนขึ้นไปดูถ้าไม่พบอะไรก็จะย้อนกลับลงทางเดิม ยังไงก็คงถึงคลองอีเต่าก่อนสองพราน รอยบนพื้นดินไม่มีให้ดูแน่ นอกจากจะสังเกตจากกิ่งไม้หักหรือรอยครูดสีต้นไม้ ต่อขึ้นไปอีก 200 เมตรก็บรรจบด่านใหญ่ที่ดูว่าจะขนานกับด่านล่าง พรานเปาะน่าจะเดินด่านนี้แหละ และคงจะอยู่ไม่ไกลนักด้วย เพราะไม่ใช่ถิ่นของแก ลองคอยดู บุหรี่ยังไม่หมดมวนพรานเปาะก็โผล่มาจริงจริง... ไม่พบอะไรเหมือนกัน

ลัดด่านเล็กไปหาลำพระเพลิงเห็นพุ่มไม้ถูกย่ำแหลกบางแห่ง กิ่งไม้หักลู่เป็นระยะ ยางแห้งแล้วใบเหี่ยวแต่ยังเขียว แสดงว่าช้างซักเชือกนึงผ่านมาทางนี้ไม่ เกินสามวัน เป็นรอยเดินลงเขา กิ่งไม้หักมาตลอดทาง ตามต่อไปก็คงพบอะไรชัดเจนขึ้น แล้วเราก็พบ พรานพิมบอกว่าพบรอยเจ้าสองหาง ลงเล่นน้ำในแอ่ง ยืนยันได้จากรอยที่มีเล็บบิ่นเว้าสองเล็บ แต่เพื่อนก็ข้ามลำพระเพลิงไปทางเหนือซึ่งด่าน รกมาก พรานพิมจึงย้อนกลับมา ทั้งนี้ทั้งนั้นไอ้ที่เราตีวงค้น ตัวพ่อพลายคงลงจากเขากำแพงมาป้วนเปี่ยนแถบคลองอีเต่าหรือไม่ก็คลองสีมานี่เอง ชักไม่แน่ใจ รีบจ้ำกลับบ้าน… ถึงเอาเข้าใต้เข้าไฟ

หลายคนรวมทั้งเจ้าดีแย่งกันรายงานว่าเมื่อคืนนี้กับคืนก่อน ช้างพยายามจะเข้าบ้านทางด้านตะวันออก ดีที่สุมไฟไว้รอบ เจ้าดียิงไล่ไปสามนัด ออกไปร้องแปร๋นแปร๋นอยู่ชายหมู่บ้าน ควายตื่นคอกแทบพัง เช้าขึ้นไปดู ไร่ชายดงแหลกเป็นจุลหมดทั้งพืชทั้งกระต๊อบเฝ้าไร่ ผมสะอึกไปละ ก็ข้าเดินหาเกือบเป็นเกือบตายเอ็งย้อนมาเล่นงานทางนี้ ช่วยกันสำรวจรอยให้แน่ใจ เอาละวะ – คงได้ตามกันจริงแน่ตานี้ ดูซิว่าจะต้องเดินกันกี่วัน แต่คืนนี้ก็ประมาทไม่ได้เหมือนกัน เพื่อนอาจติดใจมาเยี่ยมอีกก็ได้ สองพรานอยากลองเสี่ยง ขอลดไฟลงหมด ให้เหลือเพียงกลางลานบ้านกองเดียว เตรียมไต้กับคบไฟน้ำมันยางไว้มากมากเผื่อฉุกเฉิน พรานเชื่อว่าไฟน้อยยังงี้ถ้าช้างไปไม่ไกลต้องย้อนกลับมาแน่

ผมลงมาเปลี่ยนยามพรานพิมตอนตีสาม หนาวสะบัด ป่าโดยรอบเงียบสนิทไร้เสียงแม้แมลงเล็กเล็ก นอกจากน้ำค้างหยดเปาะแปะ เจ้าดีคนขยันตื่นตามมาต้มน้ำชงกาแฟ ไม่ลืมลากไรเฟิลมาด้วย ปิ้งเนื้อเก้งเค็มกับกุนเชียงเคี้ยวแก้ง่วง หมาหลายตัวมานอนขดข้างกองไฟ เกือบตีสี่... เดือนจากหรุบหรู่ หมาลุกขึ้นคำรามแต่ไม่เห่า หันไปทางกระท่อมของผมที่อยู่ติดชายป่านอกวงหมู่บ้าน ห่างจากกองไฟราว 50 เมตร ด้านหลังมืดเงียบไม่มีสิ่งผิดสังเกต แต่ผมเชื่อสัญชาติญาณหมา มันคงไหวกลิ่นรู้สึกเสียงแปลกปลอมเป็นแน่ ผมคว้าปืนกับไฟฉายวิ่งเลาะบ้านแถบนั้น หาช่องฉายไฟ ถ้าเป็นช้างก็เข้ามาได้เงียบเชียบเหลือเกิน เจ้าดีคล่องมาก โยนไต้สามสี่นัดใส่กองไฟกับฟืนอีกหลายดุ้น ฉวย .30-06 วิ่งตามมา ตอนนี้หมาเห่าเกรียวทั้งฝูง – ช้างแน่

อีกไม่ถึง 20 เมตรจะถึงกระท่อม ฉายไฟแต่ตัวกระท่อมยังบังอยู่ ได้ยินเสียงฟูดฟาดชัด ผมวิ่งอ้อมออกไป
ทีนี้ชัดแจ้งในแสงไฟ เพื่อนมายืนโยกเยกจะเดินหน้าถอยหลังยังไงไม่ตัดสินใจคล้ายจะเข้ามาก็ขยาดไฟ
จะกลับรึก็ยังไม่ได้แผลงฤทธิ์ อยู่ห่างกระท่อมของผมแค่งวงเอื้อมเกือบถึง พรานเปาะตื่นกระโจนทอดเดียวถึงพื้นดิน ตะโกนลั่นห้ามไม่ให้ผมยิง เปรี้ยงสองเปรี้ยงไม่ล้มยุ่งแน่ แทนที่ช้างจะหันหนีไฟฉายสามดวงที่ส่องหน้า
หมอกลับเดินทื่อเข้ามาใช้หัวดันกระท่อมล้มครืนลงมา พรานพิมอีกคนตะโกนเสียงหลงห้ามยิง
ให้ยิงไล่เฉยเฉย เพราะยังมืดมาก ไม่ถูกฉกรรจ์จริง เพื่อนบ้าขึ้นมาลูกเด็กเล็กแดงจะลำบาก ผมซัดสะเทือนเลื่อนลั่นไปสามนัด เจ้าดีอีกสอง พรานเปาะเอาไต้ไฟลุกโชนขว้างไปสามสี่นัด

ช้างเลี่ยงออกไปทางซ้าย ไม่ไปเปล่าดันเหยียบเกวียนผู้ใหญ่ตู้ยับเป็นเศษไม้ เจ้าดีโมโห กดไปอีกสองตูม
ตอนนี้ส่งเสียงแปร๋นวิ่งคึ่กคึ่กออกไป แล้วก็เงียบ

พรานพิมว่าลงไม่หนีไฟยังงี้แสดงว่ามันซักคุ้นมากขึ้น ความกลัวน้อยลง ดีไม่ดีฟัดใครแหลกไปมั่ง
เห็นจะเอาไว้ยาก เช้าออกตามคงไม่พลาด

ไอ้สองหางทำเหตุ กระท่อมปลูกใหม่พังไปทั้งหลัง ขากลับออกมายังต้องจ่ายค่าเกวียนของผู้ใหญ่ตู้ที่ขนงพระ
นี่ละครับไอ้สองหางงาเดียว – พลายลำบากแห่งคลองสีมา


สารบาญ

มหิงสาชัดละครับ
โปƒงนี้ผีแรง
ละมั่งเจ‰า
ผิดปƒา
จระเข‰บึง
จระเข‰ห‰วย
ทุˆงซับจำปา


ยามซวยของหม
ผีจริงจริงมั้ง
เลือดพลˆาน
พรานลำบาก
ลั่นไกลั่นปƒา
ลุงเหลี่ยมพรานดง
สองหางงาเดียวจอมรังควาน
กติกาปƒา