พรานในอดีต-เหวตาบัว โดย สรศัลยŒ แพˆงสภา
ลุงเหลี่ยมพรานดง
"เหวตาบัว"
โดย สรศัลยŒ แพˆงสภา
(นิยายเรื่องนี้
เคยตีพิมพ์
ในหนังสือ ตˆวยตูน
และได้รวมพิมพ์
เป็นเล่มแล้วหลายครั้ง)
ไม่ค่อยแน่นักหรอกครับว่าแกชื่อเหลี่ยมหรือเลี่ยม ผู้ใหญ่ตู้ กับลูกบ้านบางส่วน บอกว่าชื่อเลี่ยม
บางส่วนเรียกแกว่าพรานเหลี่ยม เขียนตัวโตโตให้แกชี้แกก็ยันชี้ว่าเลี่ยม แต่พอถามว่าชื่ออะไรแน่
ก็ได้รับคำตอบชัดเจนว่าเหลี่ยม เป็นซะยังงี้ แต่อันไหนก็ได้แกขานรับทุกครั้ง ตะแกเคยถูกจับในข้อหายิงช้าง
ซึ่งความจริงเข้าไปย่ำไร่ เจ้าหน้าที่ถามว่าไร่ของนายเลี่ยมใช่มั้ย แกว่าใช่ แต่คนยิงน่ะชื่อไอ้เหลี่ยม ไม่ใช่ธรรมดาเหมือนกัน

เรายังเสวนาฮาเฮอยู่รอบกองไฟ น้ำค้างลงจัดหนาวถึงใจพระเดชพระคุณ บนเขาใหญ่ ปีพ.ศ.2496
นี่ละครับ พรานอาวุโสสองท่านเข้านอนแต่หัวค่ำ ลูกบ้านห้าคนหลบเข้าเพิงพัก สุมไฟซะสองด้าน อู๊ดสุโขไปแล้ว
กระทิงหวีดอยู่ในทุ่ง ทายกันสนุกสนุกว่าเป็นเสียงจากกระทิงฝูงหรือกระทิงโทนหวีดหาตัวเมีย
ไม่ทันไรมีเสียงวิ่งคึ่กคึ่ก กวางควบห้อมาเต็มเหยียด หน้าเริ่ด เฉียดใกล้เราไม่ถึงสิบเมตร แว่บที่ผ่านแสงไฟ
นับได้ว่าสามตัว กระโจนลงห้วยลุยน้ำโครมครามแล้วก็เงียบ ตกใจหนีอะไรมาสุดฤทธิ์ ไม่นานคำตอบก็ปรากฏ
เจ้าลายพาดกลอนคำรามกระหึ่มเขย่าลงไปถึงตับไตไส้พุง ต้นเสียงอยู่ห่างราว 50 เมตรเอง ไม่กลัวไฟซะด้วย
คว้าแขนพรานเหลี่ยม ฉวยไรเฟิลแฝด .400 เจ๊ฟเฟอรีส์ คนอังกฤษอ่านสั้นออกเสียงเจ๊ฟฟรี่ส์ แต่ดันเขียนซะยาว

"ไปตามส่องไฟซักเตี้อเหอะน่ะ เอาสี่ร้อยแฝดนี่ละ"
"ปู้โธ่ – นาย – จาไปยังงั้ย รู้อยู่ว่าผมลืมบ้องกัญชา เอาฤทธิ์ที่ไหนเดินล่ะ" ว่าแล้วก็หัวร่อ
สบตาพรานแสง แกไม่สบด้วย
อติศัย ดูนาฬิกา ลุกขึ้นยืนบิดตัว
"โฮ้ย -สี่ทุ่มครึ่ง ต้มข้าวกินแก้หนาวดีกว่า"

ไม่ไปก็ไม่ไปตามใจแป๊ะ ว่ากันถึงเรื่องยิงกวางถึง 26 ตัวชั่วสองหรือสามคืน ไม่รู้ว่าทำไมต้องล่ามหากาฬ
ยังงั้น เอามาทำอะไร จะว่าผิดก็ไม่ได้ ไม่เคยมีกฎหมายบังคับ ผู้ใดมีปืนใคร่ยิ่งสัตว์ยิง ไม่เป็นไร ไม่เห็นแปลกซักนิด จุดควรหยุดควรพออยู่ที่ไหน ใครรู้ พกแต่ความมันในอารมณ์ อยากยิงด้วยกันทุกคน

"ไม่กี่วันมานี่กวางล้มเป็นเบือ ไม่รู้เจ็บไปอีกเท่าไหร่ เห็นตาเป็นยิง ยิงทิ้งยิงขว้าง น่าเวทนาครับ"
พรานเหลี่ยมจิบเหล้าแล้วเอื้อมหยิบบุหรี่หน้าตัก ม.ร.ว. ทวีธวัช

"พวกผมพรานดงขายหนังขายเนื้อขายเขา ยังรู้เลือกตัวใหญ่เล็ก ตัวผู้ตัวเมีย สาบานได้เลยว่า
ไม่เคยยิงผูกทุ่งยังงี้เลย"

"เราขึ้นมาไม่ยิงอะไรอยู่แล้ว แต่เอางี้ ให้นายฝรั่งแกไปหากวางมากินซักตัว เสบียงเราจะหมดอยู่แล้ว
แบกขึ้นมานิดเดียว" พรานส่งว่า

นายฝรั่งก็คือสหายนักบินบริษัทเดินอากาศไทยของผม ชื่อ โฮเวิร์ค เวลล์แมน ผมแกสีแดงเป็นสีอิฐเลยมีฉายาว่า "บริก" แบกลูกซองเรมิงตัน 5 นัดขึ้นมาด้วย กระสุนเหลือเฟือ ตอนขากลับหมอแจกชาวบ้านหมด

เช้านั้นยังอยู่ช่วยกันปรับปรุงถากถางปางพักให้เรียบร้อยอยู่สบายขึ้น จะปักหลักนอนอีกถึงเจ็ดคืน
เจ้าดีสมุนตัวเอ้ของผมถือปืนลูกซองแฝดขนาด .410 ท่าทางลิ่กลั่กเข้ามา ฉลองเห็นเข้าก็ถาม

"เอ้า - เฮ้ย เจอตาเข้อีกเรอะไง"
"เปล่าครับ ผมจะรีบมาชวนไปดูไก่ขาว"
"กี่ขวด" หม่อมทวีธวัช แซว
"ไก่จริงครับ สีขาวหางยาวเฟื้อย ฝูงซักยี่สิบ เร็วซีครับ"
"ไหงไม่ยิงมาซักตัว แบกไปทำไมสี่ร้อยสิบ"
"ไม่รู้จะยิงยังไง มันเชื่องแทบจะเข้าไปจับได้ คุ้ยดินเพลิน ถึงต้องวิ่งมาตามไปดู"

เห็นว่าแปลกไม่น่าเชื่อเลยตามเจ้าดีไป ตรงชายทุ่งที่ไฟไหม้ คงจะด้วยฝีมือชุดก่อนจุดเล่นแก้เหงา
มีแต่ตอหญ้ากับขี้เถ้าเป็นบริเวณกว้างใหญ่ เห็นไก่ขาวที่ว่าเป็นฝูง รูปทรงองค์เอวคล้ายไก่ฟ้า ย่องเข้าไปใกล้ใกล้
ไม่เห็นมันสนใจ ใกล้มากนักก็โผบินขึ้นไปลงห่างออกไปอีกหน่อย ถ้าเป็นคนนิ้วคันคันคงซัดหมดฝูงแน่
มันเซ่อบ้องไม่รู้จักมนุษย์เอาเสียเลย เจ้าดีถึงได้ยิงไม่ลงยืนดูมัน

สวยมากทีเดียวละครับ ไม่นานอีกฝูงมาร่อนลงไม่ไกลนัก เก็บขนที่ร่วงมาได้สี่ห้าก้าน
สีขาวมีลายก้างปลาสีดำ นายแพทย์ใหญ่พรานอาวุโสเห็นเข้าร้องลั่น

"นี่มันไก่ฟ้าสีเงินนี่นา พันธุ์หายากที่สุด เท่าที่รู้ว่ามีอยู่ในเมืองจีน"

และนั่นก็เป็นครั้งเดียวในชีวิตพรานที่มีบุญได้เห็นไก่ฟ้าสีเงินหรือไก่ฟ้าเงินฝูงใหญ่ ไม่รู้ว่าจะยังหลงเหลืออยู่บ้างหรือเปล่า หรือบ้านเมืองเจริญขึ้นก็เลยสูญพันธุ์ ไม่ได้ยินใครเอ่ยถึงเลยทุกวันนี้ ลองขอจีนมาเลี้ยงขยายพันธุ์ใหม่ดีมั้ย ไก่ฟ้าเงินพันธุ์เจ๊ก ไม่ผิดกติกา ก็ครั้งหนึ่งสยามเมืองยิ้มเคยมีไก่ยังงี้เหมือนกันนี่นา ว่าไม่ได้
เราอาจต้องสั่งช้างแขกมาขยายพันธุ์ซักวัน อย่าประมาทกัน

กัปตัน "บริก" เวลล์แมน ติดใจกวาง 26 ตัว เพราะในเมืองมะกาถ้าเล่นรูปนี้มีหวังถูกปรับจนถึงรุ่นเหลน
ก็ยังใช้หนี้ไม่หมด ดีไม่ดีจะติดตะรางเอาด้วย

ทีนี้ว่าเรื่องไก่ฟ้า เคราะห์ดีตอนนั้นหญ้าสูงและไม่มีใครมือบอนไปจุดไฟเล่น ไก่ฟ้าเงินไม่ลงมาหากิน
ไม่งั้นเราก็สิ้นวาสนาที่จะได้ชมไปแล้ว เล่นยิงล้างผลาญยังงั้นอะไรจะเหลือ ตามทฤษฎี ตูไม่ยิงคนอื่นก็ยิงว่ะ ตูยิงก่อนดีกว่า

"ทำไมเมืองไทยวางเฉยไม่มีกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าล่ะครับ" บริกตั้งคำถามเอากับท่านผู้ใหญ่

จากคำถามข้างบนนี่แหละครับ ได้การ ได้เรื่องถกกันข้าวปลาไม่ได้กิน อาจเป็นจุดนี้ก็ได้ ที่เป็นจุดแสงหิ่งห้อยริบหรี่ริเริ่มของ "นิยมไพรสมาคม" พ่มไม่ยืนยันหรือนั่งยันครับ สำหรับเรื่องนี้ ด๊อกฮอลิเดย์คุยถล่มปฐพีว่าแกเป็นต้นตำรับริเริ่มเจ้าเก่าเจ้าเดียว รู้จักมั้ยล่ะครับ ตัว ด๊อกฮอลิเดย์น่ะ เสียเวลาคิด ผมบอกให้ดีกว่า เดิมฮอลิเดย์เป็นนักเรียนแพทย์แต่ดันป่วยซะ ชวดสอบปีสุดท้าย ก็ด้วยวัณโรคนั่นแหละ คงจะมีฝีไม้ลายมืออยู่มั่ง คนที่รู้จักจึงยังเรียกขานว่า ด๊อก เมื่อเอาดีทางหมอแพทย์ไม่ได้ก็หันมาเอาดังทางหมอโป๊กเกอร์กับปืน หมอเป็นมือปืนฉกาจ เฉียบขาดในวงไพ่แบบนักเลงตะวันตกเต็มภาคภูมิ

ด๊อกฮอลิเดย์เป็นเพื่อนซี้ของนายอำเภอไว้ท์เอิร์บแห่งทูมสโตน เมืองเถื่อนในอริโซน่า คู่นี้ไงล่ะครับ ที่ไปดวลปืนหลั่งเลือดตะวันรอน ณ คอกม้าโอเค ชื่อประทับใจมะกันชนว่า "อัน ไฟ้ท์ แอ๊ท โอ เค คอรัล" สองต่อห้ากับพี่น้องตะกูลคาลตัน… สมุนมือดีของ บิลลี่เดอะ คิด ฝ่ายห้าตายเรียบ เอาแค่นี้นะครับ เดี๋ยวติดลมลุกลามไปถึง เจสซี่ เจมส์ แฟร้งค์ เจมส์ พี่น้องตระกูลฟอร์ด แซมกับเบลล์ สตาร์ แอนนี่ โอ๊คลี่ย์ เอาแล้วมั้ยล่ะ พอก่อนนะครับ

พ่มส่งกะสัยตะหงิดตะหงิด ว่าด๊อกฮอลิเดย์แกยิงเป็นว่าเล่น แล้วอ้างว่ายิงเพื่อการศึกษาหรือเปล่า - เอ๊ะ - ทำไมหลงไปถึงทูมสโตน

บริก เวลล์แมน รับจะจัดหาเอกสารเกี่ยวกับการคุ้มครองสัตว์ป่าจากสหรัฐมาให้ศึกษา เมื่อกลับเข้ากรุงเทพก็เริ่มงานทันที พบปะหารือกันเป็นกลุ่มเล็กเล็ก พรานอาวุโสสองท่านเป็นแกนแล้วค่อยขยายเป็นวงกว้างออกไปตามลำดับ จนในที่สุดจัดตั้ง "นิยมไพรสมาคม" สำเร็จ

ต่อมาก็มี พรบ. คุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503 ซึ่งไม่มีเดชฤทธิ์หรือมีอำนาจจริงจังที่จะคุ้มครองอะไรซักนิด
ต่อมามีอุทยานแห่งชาติ การคุ้มครองป่าและสัตว์ป่ามีจุดอ่อนมากมายในทางปฏิบัติ ใครจะโค่นป่าล่าสัตว์
เล่นไม่ยาก เหล้าขวดไก่ตัวจุดธูปบอกกล่าวเจ้าพ่อเจ้าป่าเจ้าเขา ท่านก็ยกเว้นข้อกฎหมายเอง

ท่านผู้ใหญ่พรานอาวุโสที่มาด้วยกันคราวนี้เป็นนายกนิยมไพรสมาคมคนแรกเจ้าเก่า ทู่ซี้ทำงานได้เพียงปีเดียว ทนอะไรที่มันแกว่งแกว่งไม่ไหวก็บอกศาลา พรานสายตาเอียงประเภทพยายามมองของกลมให้เห็นกลมคงที่ แต่ดันเห็นว่ามันเบี้ยวซะทุกบ่อย พรานใหญ่อาวุโสหลายกลุ่มแม้แต่พรานกระจอกอย่างผมต่างฉากออกมายืนดูตั้งแต่ประชุมร่างโน่นนี่ยกแรกแรกแล้ว

ที่นั่งล้อมวงกันนั่นเล่นแต่ภาษาฝรั่งมังค่า กัปตันบริกแกกระดิกหูภาษาไทย พรานเหลี่ยมกับพรานแสง
ร่วมอยู่ด้วย อยากรู้เรื่องมั่งเป็นธรรมดา พวกเราต้องช่วยกันถ่ายทอด พอสองพระหน่อรู้เรื่องชัดก็มีปัญหา
ติดขึ้นมาทันที คงเหงาปากที่ร้องหาบ้องกัญชาคู่ชีพ อ้าว - เดี๋ยวครับ เจ้าดีออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
สพายเมาเซอร์ไรเฟิล 9 มม. ตามลูกบ้านหนุ่มหามกวางขนาดกลางกลับมา
หายห่วงเรื่องอาหารไปตอนนึง เจ้าดีรอบคอบดี

ทีนี้พรานเหลี่ยมแกล่าของแกยังงี้ครับ

"หยั่งพวกพ่ม พรานดงยิงขายหนังขายเนื้อ ทั่นว่าเป็นอาชีพที่จำเป็นก็จริงของทั่น เข้าป่าต้องยิงแน่
แต่พวกพ่มยังต้องเว้นลูกแหง่ให้มันโต เว้นตัวเมียไว้ให้ออกลูกออกหลานข้างหน้า"

"พรานกรุงทั่นว่ามันเป็นกีลงกีฬาสมัครเล่นน่ะพ่มไม่รู้เรื่อง รู้แต่ว่าเอาไปอวดเอาไปคุย
ยังงี้พอรู้ ฮึ่ย - อยากกัญชา พรานชัยขอเหล้าฝรั่งแก้วเหอะ"
"หยั่งงี้ก๊อต้องเลือกยิงซีขรับ ยิงดะผิดวิสัยนักเลงจริงมั้ยขรับ”

"หยั่งคราก่อนเข้าป่าโน้นได้กระทิงตัวเท่าช้าง มาป่านี้เจอตัวเล็กกว่ากวางของนาดีก็ยิงอีก ทั่นว่าถูกมั้ย
นายฝรั่งว่าไงขรับ"

"แม้ - เหล้านี่แรงดีแท้ พรานหม่อมขอยาตัว รึว่าพรานกรุงต้องยิงไม่ว่าอะไรทุกเที่ยว ให้ได้อะไรไปอวดกัน
พ่มว่าไม่ถูกนา"

"ไอ้ตัวที่ไม่มีอะไรดีกว่าที่พูอื่นยิง ยิงมันทำไมขรับ….. ก็ทั่นว่าเป็นกีฬา"


สารบาญ

มหิงสาชัดละครับ
โปƒงนี้ผีแรง
ละมั่งเจ‰า
ผิดปƒา
จระเข‰บึง
จระเข‰ห‰วย
ทุˆงซับจำปา


ยามซวยของหม
ผีจริงจริงมั้ง
เลือดพลˆาน
พรานลำบาก
ลั่นไกลั่นปƒา
ลุงเหลี่ยมพรานดง
สองหางงาเดียวจอมรังควาน
กติกาปƒา