พรานในอดีต-เหวตาบัว โดย สรศัลยŒ แพˆงสภา
พรานลำบาก
"เหวตาบัว"
โดย สรศัลยŒ แพˆงสภา
(นิยายเรื่องนี้
เคยตีพิมพ์
ในหนังสือ ตˆวยตูน
และได้รวมพิมพ์
เป็นเล่มแล้วหลายครั้ง)
อ้าว - ไหงงั้นล่ะ หนังสือพิมพ์วันที่ 7 มกราคม 2527 พาดหัวตัวเบ้อเร่อ - ร.ต.ท. หมวดตำรวจใช้ไฟลน จรวดผู้ต้องหา แฮ่ะ - มิใช่ข่าวนี้หรอกครับ ไอ้ที่ไหงงั้นน่ะ เพราะว่ามันเป็นแค่ข่าวเล็กๆ รมว.กระทรวงเกษตรวางมาตรการป้องกันการบุกรุกทำลายป่าลักลอบตัดไม้และฆ่าสัตว์สงวนบนเขาใหญ่... ที่จริงน่าจะให้ความสำคัญแก่ข่าวนี้มากกว่า เพราะว่าเป็นทรัพยากรของชาติ ช่างเถอะครับไม่สำคัญก็ไม่สำคัญ

เอ้า - เริ่มกระตุกกันใหม่ เหตุจากถนนสายขึ้นเขาใหญ่จากด้านปราจีนบุรี... วันร้ายคืนร้ายก็เกิดพบว่าไม้สองข้างทางถูกโค่นทำลายลงเป็นจำนวนมาก สอบสวนกันอุตลุด ความจริงแล้วเขาใหญ่เป็นไข่ในหินใต้จมูกกรมป่าไม้ ทั้งอุดทั้งล้อมแน่นหนา แต่ไม่เห็นรอดปลอดภัยจากการรุกล้ำทำลาย ขนาดป่าสำหรับอวดชาวโลกยังโดนฉะซะเบ้อบะหราก๋า แล้วป่าอื่นไกลหูไกลตาล่ะครับ

เมื่อราว พ.ศ. 2511-2512 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการทหาร มีโครงการวิจัยและทดสอบยุทโธปกรณ์ในภาวะแวดล้อมของดงดิบ ขอใช้พื้นที่ป่าสะแกราช อำเภอปักธงชัย กรมป่าไม้ให้ความร่วมมืออย่างดีเพราะเท่ากับได้ผู้ช่วยรักษาป่าสงวน แต่ไม่ยังงั้น หน่วยราชการทั้งสองกลับถูกรังแกรุกรานก่นโค่นไม้เป็นว่าเล่น ถึงขั้นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมป่าไม้ถูกลอบยิงเสียชีวิต เพราะจับกุมยึดช้างยึดอุปกรณ์ตัดไม้ของผู้บุกรุก ในที่สุดดงดิบสมบูรณ์เสื่อมสภาพ โครงการสิบสิบล้านบาทต้องล้มเลิก สูญเสียผลประโยชน์ของแผ่นดินมากมาย เหตุการณ์อย่างว่าก็ยังดำเนินแข็งแกร่ง จนทุกวันนี้ ลงมือศึกษางานอนุรักษ์ทะเลทรายและสัตว์สตัฟฟ์ได้แล้วละครับ ป่าดงดิบทำหุ่นขี้ผึ้งไม่ได้ซะด้วย

พ.ศ. 2494 - 2495 ภาวะทรุดโทรมจากสงครามกระเตื้องขึ้น รถยนต์น้ำมันเชื้อเพลิงอุปกรณ์เหลือใช้จากกองทัพมะกัน กระสุนปืนกีฬาอาจจะหาได้คล่องขึ้น การเดินทางสะดวกขึ้น นิดหน่อยก็ยังดี พรานเมืองพรานท้องถิ่นเริ่มทวีจำนวน การคุยเรื่องป่าเรื่องปืนเป็นแฟชั่นเฟื่องสำหรับยุคนั้น สนุกครับ มาลัย ชูพินิจ หรือ น้อยอินทนนท์ กับ ม.ล.ต้อง ชุมสาย หรือ น้อยอภิรุม พรานใหญ่นักเขียนใหญ่เตือนผมให้ระมัดระวังรอบคอบมากมากเวลาเข้าป่า มันมากพรานมากปืนก็มากอันตราย ธรรมเนียมพราน กฎเกณฑ์กีฬา กติกาป่าเริ่มจางหาย อย่างเช่นละเลยการแจ้งไว้กับผู้คนในหมู่บ้านต้นทางถึงพื้นที่ที่ตัวจะเข้าไปล่าสัตว์ เพื่อให้พรานอื่นที่เผอิญมาในทิศทางเดียวกันได้รู้บ้าง จะได้มีโอกาสหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุเข้าใจผิดซัดกันเข้า หรือพรานแรกยิงสัตว์ลำบากไว้ เจ้าตัวนั่นอาจตะปบถลกหนังหัวพรานคณะหลังหรือเหยียบแบนเป็นกล้วยปิ้งไปเพราะไม่รู้ หรืออย่างน้อยก็ไม่เซ่อซ่าเสียค่าโง่หลงลุยป่าที่พรานแรกกวนซะสัตว์แตกกระเจิงหมดแล้ว เรื่องพรรค์ยังงี้ก็มีอยู่ละครับ

พรานใหญ่ระดับดังเปรี้ยงปร้างชอบพอกับผมดีอยู่ ตะแกเข้าดงแถวปากช่องจันทึก มวกเหล็กนู่น ไม่ยอมบอกใครว่าจะจรลีทิศใด จะว่าข้าใหญ่ซะอย่างหรือจะปิดบังก็ไม่เชิง เอาเป็นว่าชุ่ยก็แล้วกัน เมื่อไปถึงก็เรียกพรานนำทาง ลูกหาบเป้แบกปืน สมุนหิ้วเกือก เข้าแถวรับแจกเสื้อกางเกงหมวกเกือกผ้าขาวม้ายากันมาลาเรีย แต่งองค์ทรงเครื่องแบบอัฟริกันซาฟารีทีเดียวเชียว บันทึกภาพยนต์ 16 มม. เสร็จแล้วก็ยกขบวนเข้าสู่ไพรกว้าง ลูกหาบพื้นบ้านกระหยิ่มคึกคัก พรานใหญ่ใจดี ไปไหนไปกันละทีนี้ไม่มีเบี้ยว วันที่สองสามเดินดงยังไม่ถึงที่หมายปลายทาง ช้างโทนงายาวกว่าเมตรดันเดินสวนด่านมา โดนซัดตูมเข้าด้วย .470 เวสท์ลีย์ ริชาร์ดส์ คงถูกที่ฉกรรจ์อยู่เหมือนกัน พ่อพลายทรุดฮวบแต่กลับดีดตัวลุกขึ้นเตลิดเข้าดงไปได้ ยิงช้างน่ะผิดกฎหมายนะครับ จะเอางาหรือไม่เอาหรือจะเอาแต่งวงมากิน หรือจะเอาตีนพร้อมทั้งข้อตีนมาทำกระบอกใส่ร่มใส่ไม้เท้าแบบพรานผู้ดีอังกฤษ ไม่ได้ทั้งนั้น ผิดทั้งเพ นอกจากจะพิสูจน์ได้ว่าช้างเป็นฝ่ายรังแกก่อน..จะเข้ามาเหยียบอกเล่น แต่ผมเห็นพรานเป็นฝ่ายชนะร้อยทั้งร้อย ล้วนแต่ป้องกันตัวทั้งนั้น ชาวบ้านที่ไหนจะมากล้าชี้หน้าว่าเป็นการทำร้ายโดยไม่มีสาเหตุ จริงมั้ยครับ

เมื่อช้างถูกยิงบาดเจ็บ พรานใหญ่ก็ตามจะเอางา - ขอโทษครับ - จะเอาตัวให้ได้ตามวิสัยพราน นามกระเดื่อง ตามรอยไปได้ไม่ไกล ให้มีเหตุบังเอิญจนได้ซิครับ พลายโทนอีกเชือกสวนทางมา เด็กมันยั่ว – เอ๊อ - งายาวดีเหมือนกันนี่ เหนี่ยวไกเจ้า .470 ตูมเข้าไป ตานี้จอดป้ายหงายเก๋ง จัดการถอดงา ปล่อยเชือกแรกที่เจ็บโซซัดโซเซไปตามดวง - เลิกตาม อันนี้ผิดวิสัยพรานอย่างร้ายกาจ เพราะไม่รู้ว่าช้างลำบากเลือดเข้าตาจะไปก่อเรื่องกระทืบใครเข้า หรือจะใช้งวงจับใครโยนขึ้นไปแล้วเอางารับ หรือจะเอางาสวนทวารใครเข้ามั่ง

ช่วงที่พรานแรกสนุกอยู่กับช้างสองเชือก พรานใหญ่อีกสองคนก็เข้ามาในพื้นที่เดียวกันนี้ เหตุเพราะหาข่าวไม่ได้ว่าพรานแรกบุกบั่นไปทางไหน รู้แต่ว่ามีการแจกเสื้อแจกหมวก ตอนพวกหลังมา ลูกหาบทำท่าจะไม่เล่นด้วยเพราะไม่มีของแจก พรานชุดหลังเลือกเส้นทางแบบวัดดวง ก็เผอิญไม่ใช่ทางเดียวกัน แต่เป็นทิศทางเดียวกัน พอเช้าวันที่สามขณะเดินอยู่ในด่านใหญ่ เสียงไม้ไร่หักโครมครามลั่นดง ช้างใหญ่โผล่พรวดออกมาเต็มตัว ม้วนงาตะลุยพุ่งเข้าใส่สุดฤทธิ์ ลูกหาบทิ้งของโกยแน่บไปคนละทิศละทาง หนึ่งในสองพรานใหญ่สกัดด้วย .416 ริกบี้ ที่ระยะไม่ถึง 50 เมตร คชสาร ทรุดกางสี่ขา ตรวจดูรู้ว่าเป็นช้างถูกยิงบาดเจ็บมาก่อน พรานกับลูกหาบเกือบไปละ - ถอดงาตามระเบียบ

พรานทั้งสองคณะมีงาช้างผิดกฎหมายในครอบครองคนละคู่ ทางนำเข้ากรุงเทพมีเพียงรถไฟทางเดียว – มันส์ส์

ไม่มีพรานใดตามเข้ามาหลังจากที่พลายลำบากล้มแล้ว ทั้งในเวลาอันสมควรและไม่สมควร พรานคู่หลังย่อมป้องกันตัวในภาวะฉุกเฉินจริง คือ ยิงโดยไม่รู้ว่าช้างถูกกระสุนสะบักสะบอมมา และไม่รู้ว่าใครยิง คนที่ยิงไว้ก็ไม่ตามอีกด้วย ปล่อยไปจนเกือบเกิดอันตรายแก่ผู้อื่น พรานคู่หลังจึงถือว่าช้างเชือกนั้นเป็นสิทธิ์ของตน ตามข้อเท็จจริงก็ควรเป็นอย่างว่า ช้างบาดเจ็บก็จริงแต่พรานแรกทิ้งแล้ว ทีนี้มันไม่ยังงั้นซิครับ ในกรุงเทพ – เมื่อรู้แน่นอนว่าอะไรเป็นอะไร ใครเป็นใครในเหตุการณ์ครั้งนั้น พรานแรก ก็โวยอ้างสิทธิครอบครองงาช้างลั่น ก็คนชอบพอ…พรานกลุ่มเดียวกันทั้งเพ กลายเป็นความขัดแย้งค่อนข้างร้อน ตะแกพบใคร แม้พรานอาวุโสพรานเล็กพรานกระจอกอย่างผมก็มิละเว้น เป็นต้องคว้าข้อมืออธิบายขอความเห็นใจพร้อมสิทธิเหนือคชสารงางามเชือกนั้น ว่าพรานใหญ่ตามช้างงาลำบากในช่วงเวลาอันไม่สมควร มีการแถลงข่าวในวงข้าววงเหล้าอยู่เป็นปี – ไม่เลิก ว่ากันจนตายไปข้างหนึ่งละน่ะ ทำนองนั้น ไม่รู้ว่าจะอ้างสิทธิที่ชอบทำไปทำไม หรือว่าตะแกไม่หายเมาหมัดจากพ่อพลายเส้นหลัง – โทษที – เชือกหลังครับ ก็ช้างเค้านับเป็นเชือกเลยเผลอว่าเป็นเส้นไป

เมื่อเผอิญได้งาช้างตีนช้างอะไรช้าง ของมันใหญ่น้ำหนักมาก จำเป็นต้องออกจากป่าก่อนกำหนด เรื่องธรรมดาป่าละครับ ช้างเป็นสัตว์ใหญ่เมื่อล้มแผ่นดินก็สะเทือนฝนฟ้าตก รู้กันไปไกล คราวนี้ช้างงาล้มถึงสองเชือก ยิ่งดังใหญ่ ใบบัวกี่บึงล่ะถึงจะปิดมิด ระหว่างเดินออกจากดงมุ่งตลาดสถานีรถไฟ พรานนำทางแอบกระตุกว่า รู้ว่ามีคนไปแจ้งกำนันเรื่องยิงช้างเอางา กำนันกับลูกน้องคอยดักจับอยู่ที่สถานีถึงสามสถานี เรียกว่าเจ้าหน้าที่เป็นมวยเหมือนกัน ขืนขนสมบัติขึ้นรถไฟแถวนี้เป็นเสร็จโก๋ ก็แปลกดีที่คนอื่นซัดกันตูมตูมไม่เห็นชาวบ้านวุ่นวาย มาถึงพรานใหญ่นี่ เอาซะเฉยเลยงั้นแหละ

พรานช้างจำต้องกลับลงด่านอ้อมเลี่ยงขึ้นเหนือ หาสถานีที่รู้แน่ชัดว่าปลอดภัย มันเกี่ยวกับชื่อเสียงหน้าตา ขบวนหาบหามเดินกันเป็นวันในชุดอัฟริกันซาฟารี พรานกรุงเดินตัวเปล่า ติดหลังด้วยเบ๊แบกไรเฟิล .470 กับอีกคนสะพายลูกซองหิ้วรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อ รองเท้าคู่นี้สำคัญ… เตรียมไว้เปลี่ยนอีตอนแกะรอยสัตว์ระยะกระชั้นชิด จะได้ย่องเงียบกริบ ธรรมดาพรานใช้รองเท้าบู้ทครึ่งแข้ง ถอดเปลี่ยนแต่ละครั้งคงวุ่นพิลึก….. ถัดจากเบ๊อุ้มรองเท้าก็เป็นสมุนขวาซ้าย คนหนึ่งสะพายกล้องถ่ายภาพยนต์ 16 ม.ม. กับอุปกรณ์ อีกคนหอบฟางของใช้ส่วนตัวพรานใหญ่ นอกนั้นก็ขบวนลูกหาบ

คืนสุดท้ายก่อนขึ้นรถไฟยังต้องพักแรมในป่าใกล้สถานี เหล่าลูกหาบกุลีกุจอซักเสื้อผ้าที่ได้รับแจกตากเป็นทิว มีเลี้ยงฉลองส่งท้ายกันนิดหน่อย

ไก่ป่าขันเจื้อยแจ้ว เสียงนก ระงมเริ่มออกหากิน ควันขาวจากกองไฟลอยอ้อยอิ่ง พรานล่าช้างนั่งดื่มกาแฟครึ้มอยู่กับสมุนคู่ใจฝ่ายขวา ไม่นานหรอกครับลูกหาบเอะอะทำลายบรรยากาศชื่นมื่นเย็นสบายยามเช้าซะแล่ว เสื้อผ้าหมวกเกือกของรับแจกหายไปสิ้น ไม่รู้มือเสียจากไหนมากวาดไป พรานใหญ่เต้นเป็นเจ้าเข้า มันนอนยังไงของมันวะตั้งสิบกว่าคน ขโมยแทบจะเข้ามาถลกหนังหัว... ลูกหาบพากันเงียบเป็นเป่าสาก พูดไปจะหาว่าเถียง ค่าจ้างแบกหามยังค้างกันอยู่ประเดี๋ยวจะพาลชวด แกจะขึ้นรถไฟตอนสายนี่แล้วยังไม่พูดถึงซักเตื้อ

พรานนำทางกับสมุนซ้ายไปซื้อตั๋วโดยสาร กลับมาหน้าไม่ดีรายงานว่าพบสารวัตรกำนัน ทีท่าเหมือนจะคอยพบพราน แน่ เอาอีกแล้ว – ไอ้จะไม่เชื่อรึก็ไม่ได้ จับพลัดจับผลูโดนซิวไม่โสภาแน่ ขายหน้าหลายสิบเบี้ยในวงการพราน เป็นพรานช้างนี่ลำบากแน่แท้จริงเจียว ต้องเปลี่ยนแผนให้สมุนกรุงขวาซ้ายขนของกลับไปก่อน ส่วนพรานลำบากเดินทางตัวเปล่าวันรุ่งขึ้น ยังงี้ปลอดภัย ลูกหาบก็ยิ้มมีเวลาทวงค่าแรงอีกเฮือกนึง… อุ่นใจขึ้น

พรานใหญ่พรานช้างเดินหาที่ว่างในโบกี้โดยสาร เสียงทักเชิญชวนชัดแจ๋ว
"อ้าว - ทั่นไปไงมาไง มาขึ้นรถที่นี่คนเดียว นั่งด้วยกันซีครับ อีกสามสถานีผมก็ลง"

ใจหายวาบ - ว้า - ทั้งหลบทั้งเลี่ยงแล้วเชียวกลับมาเจอแจ๊กพ็อทจนได้ ซวยละซีตู

ฝืนยิ้มวางท่าให้เป็นปกติ นั่งแหมะ จะใครซะอีกล่ะ กำนันกับสารวัตรกำนันมาด้วยกันทั้งคู่เล้ย

"ทั่นเข้าดงได้หกวัน ผมแว่วข่าวว่ายิงช้างขวางด่านเชือกนึง"
กำนันเริ่มตรงเป้าเป๋ง เอ – จะเอายังไงแน่ ขึ้นต้นไม่ค่อยรื่นหูแฮะ
"จากนั้นสองวัน...." กำนันจุดยาใบจาก สร้างความสนเท่ห์
อะไรของแกวะ คงจะว่าตูล้มช้างอีกเชือกมัง
"- - - ผมสองคนมีราชการต้องไปจังหวัด เพิ่งได้กลับรถเที่ยวนี้แหละครับ"
"เผอิญพบทั่นก็ดีแล้ว ถึงกรุงเทพช่วยส่งยามาให้ลูกบ้านของผมมั่ง หายากครับ"

เอ๊ะ - แล้วก็ที่พรานนำทางว่ากำนันกับสารวัตรดักเล่นงานน่ะ มันอะไรกันแน่

ท่ามกลางความจอแจของผู้คนที่ชานชาลาสถานี พรานใหญ่บงการลูกหาบลำเลียงหัวกระทิง หัวกวาง กับสัมภาระประดามีขึ้นตู้รถไฟ บันทึกภาพยนต์ตามระเบียบ นายสถานีตีระฆัง รถจักรเปิดหวูดเร่งเครื่องยนต์จะเคลื่อนขบวนออกจากสถานี หีบห่อที่ยังเหลือต้องโยนโยนขึ้นไป ฟางมันมาก…ตัวพรานวิ่งเกาะบันได ไม่ทันซะแล้วละเกลอ - ไม่ทันจ่ายค่าแรงให้ลูกหาบจริงจริง ก็ฉุกละหุกยังงั้น - เห็นใจ ไอ้จะจ่ายก่อนแต่เนิ่นเนิ่นก็กลัวว่ารับเงินแล้วแว่บหายไปหมด ไม่เหลือใครช่วยส่งสมบัติขึ้นรถไฟ หนังจะขาดผู้แสดงประกอบ เรื่องนี้ต้องรอบคอบไว้ก่อน เพราะดูว่าพวกลูกหาบมีท่าทีพิลึกพิลึกตอนที่ให้สมุนกรุงซ้ายไปเก็บเสื้อผ้าที่แจกคืนมาหมด ก็เข้าใจผิดกันไปเองนี่ว่าเป็นการแจกถาวร ช่วยไม่ได้ เที่ยวที่ไปยิงช้างนี่ เขียนจดหมายให้กำนันนัดลูกหาบกับพรานนำทางก็ไม่เห็นมีใครทวงหนี้เก่า แต่ได้คนหน้าใหม่ทั้งชุด ไม่รู้ยังไงตอนจะกลับแหกตาให้เดินซะสามช่วงสถานีรถไฟ เอาไกลบ้านกำนันเข้าไว้ ซ้ำหลอกดึงตัวไว้คนเดียวทวงค่าจ้าง เสื้อผ้าหมวกเกือกประดาของแจกให้ยืมใส่ดันซักเปียกโซกหมด สมุนกรุงจะเก็บคืนก็ไม่ได้ ต้องรอให้แห้ง หนอย..พอดึกกลับอันตรธานไปเกลี้ยง

แสบครับ แสบจริงจริง ย้อนเกร็ดปวดแสบปวดร้อนถึงใจพระเดชพระคุณ ก็ว่าแล้ว ช้างเป็นสัตว์เป็นจ้าวป่า เมื่อล้มแผ่นดินย่อมสะเทือน

ใครขี่รุ้งกันแน่ระหว่างลูกหาบบ้านป่าบ้านดงกับพรานกรุงชื่อดังใต้ฟ้าบางกอก


สารบาญ

มหิงสาชัดละครับ
โปƒงนี้ผีแรง
ละมั่งเจ‰า
ผิดปƒา
จระเข‰บึง
จระเข‰ห‰วย
ทุˆงซับจำปา


ยามซวยของหม
ผีจริงจริงมั้ง
เลือดพลˆาน
พรานลำบาก
ลั่นไกลั่นปƒา
ลุงเหลี่ยมพรานดง
สองหางงาเดียวจอมรังควาน
กติกาปƒา