พรานในอดีต-เหวตาบัว โดย สรศัลยŒ แพˆงสภา
เลือดพล่าน
"เหวตาบัว"
โดย สรศัลยŒ แพˆงสภา
(นิยายเรื่องนี้
เคยตีพิมพ์
ในหนังสือ ตˆวยตูน
และได้รวมพิมพ์
เป็นเล่มแล้วหลายครั้ง)
ออกมาจากป่าคลองสีมา คณะเจ้าคุณชลมารคพิจารณ์ คุณหญิง และสีหนัดด์ จะต้องไปเผาศพ "พรานเปลี่ยน" ที่ลาดบัวขาว จึงแยกกันที่ปากช่อง สมัยพรานเปลี่ยนยังหนุ่มแน่นเคยเข้ามากรุงเทพหลายครั้ง มาโรงพิมพ์อักษรนิติ บางขุนพรหม ของคุณวรกิจบรรหารบ้าง บ้านเจ้าคุณชลมารคฯ ที่รองเมืองบ้าง พรานเปลี่ยนใช้ชีวิตอยู่กับทุ่งโล่งดงทึบมาตลอด เจ้าคุณฯ กับคุณวรกิจฯ พาลงเรือ "กระเบนบิน" เที่ยวดูแม่น้ำลำคลอง พรานเปลี่ยนเมาเรือหัวปักหัวปำนอนตลอดรายการ เจ้าคุณชวนไปทุ่งพลายงาม ปราณบุรี แกด้นป่าได้แม่นยำไม่มีหลงทาง แต่มาเสียทีซะที่หาดหัวหิน ยืนดูคลื่นนานไปหน่อย - เมาคลื่นบนบก - ล้มทั้งยืน

พรานเปลี่ยนเป็นพรานคู่ใจคุณวรกิจฯ ยุคมวกเหล็ก - หินลับ - ทับกวาง - ปากช่อง - จันทึก - ซับม่วง - คลองสะพานจิตต์ - คลองไผ่ - ลาดบัวขาว ยังเป็นป่าดงดิบชื้น - ดงพญาเย็น หมู่บ้านไร่นามีอยู่แต่ในพื้นที่ใกล้สถานีรถไฟ เป็นชุมชนไม่ใหญ่โตอะไรนัก อยู่กันเป็นกลุ่มแคบแคบ ผิดกับปัจจุบันป่าดิบดงทึบหดหัวไปเกาะกันอยู่เพียงเทือกเขาใหญ่ ตลกครับ เขาใหญ่กลายเป็นแหล่งอวดแขกบ้านแขกเมือง ว่าประเทศไทยก็มีป่ามีดงมีสัตว์ป่าเหมือนกันนา... แต่บ่แน่ร้อก – เผลอเผลอหมดเอาง่ายง่าย เตียนโล่งเป็นแผ่นพสุธาว่างเปล่าเช่นเดียวกับพื้นที่ตั้งแต่สระบุรียันโคราช หรือแห่งอื่นทั่วแผ่นดินไทย ที่ “ป่าสงวน” เหลือแค่แผ่นป้ายตอกติดต้นไม้ที่ขุนขวานละเว้น ไม่นานเกินรอคงถึงวันนั้นจนได้ วันที่เราอาจเห็นป้าย “อดีตวนอุทยานแห่งชาติ” พร้อมกับมีพิพิธภัณฑ์สัตว์สตัฟฟ์และหุ่นจำลองของป่าดงดิบ……..เอางั้น ก็แล้วแต่

ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคที่ผมกล่าวข้างต้นน่ะ คุณวรกิจบรรหาร คุณพระชลหารพิจิตร นายช่างใหญ่กรมทดน้ำ และคุณใหญ่ เศรษฐบุตร ชวนกันเข้าป่าลาดบัวขาวถิ่นพรานเปลี่ยน ขนสัมภาระกองพะเนินโดยสารรถไฟขบวนหวานเย็นที่จอดทุกสถานี แถมบางแห่งแช่ซะอีก พูดถึงพรานเปลี่ยน เชิงพรานและฝีมือของแกหาตัวจับยาก ทุกคนยอมรับว่าเป็น “พรานใหญ่” จริง วิชาป่ากล้าแข็งรูปร่างผอมเกร็งปราดเปรียว หูตาไวยิงปืนแม่น เคยพาพวกผมเดินผ่าโขลงช้างกลางวันแสกแสกที่ป่าเหวตาบัว แกว่าไม่เป็นไร - เราเด็กก็ไม่เป็นไรไปด้วย ออกมาได้หน้าตาเฉย แปลกดีครับ พรานเปลี่ยนสมถะนบน้อมถ่อมตน ไม่เคยบอกว่ามีวิชาอาคม ถามทีไรยิ้มปฏิเสธทุกที ชมว่ายิงปืนแม่น แกก็ยิ้มบอกว่าสัตว์มันถึงคราวของมันเอง

คุณวรกิจฯ ที่ผมพูดถึงนี่คนรู้จักเรียกท่านว่า พี่วอ ทั้งนั้น เป็นเจ้าของเกาะกระดาษ..แถบชายพระราชอาณาเขตน่านน้ำทะเลไทยจังหวัดตราด เป็นเจ้าของโรงพิมพ์อักษรนิติ ที่ยุคหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ เป็นแหล่งรวมนักเขียนชุด ยาขอบ ศรีบูรพา มาลัย ชูพินิจ สด กูรมะโรหิต ฯลฯ เป็นนักกีฬาร้อยแปดเล่นมันทุกอย่างจนถึงแข่งรถ แข่งเรือ (แข่งม้าไม่เล่น) ขนาดมีอู่ต่อเรือเองชื่อ แพอุปกรณ์นาวิก อยู่ปากคลองบางกอกน้อย คู่แข่งกับอู่สุพรรณ สามเสน ของตระกูลกรรณสูต คุณวอ ยิงปืนรวดเร็วและแม่นยำชนิดจับวาง สมบุกสมบันบึกบึนแกร่งและเจนไพร ถ้าเข้าคู่กับพรานเปลี่ยน…ต่อให้ช้างโขลงก็กระเจิง

สองพราน – คุณวรกิจฯ กับพรานเปลี่ยน ติดรอยกระทิงโทนใหญ่มากจากป่าลาดบัวขาว ตามทันพบตัวเอาบ่ายโมงกว่าในทุ่ง เลยหลังเขาพริกคลองไผ่เข้าไปทางตะวันตก ขณะนั้นยังอยู่ในช่วงริเริ่มสร้างเรือนจำภาคคลองไผ่ ทุ่งหญ้ากว้างยาวราวกิโลเมตร มีตะแบกยางเต็งประปราย หญ้าสูงเกือบถึงเข่า พ้นดงออกชายทุ่งก็เห็นเจ้ากระทิงโทนมืดทะมึนเชิดหน้าผงาดอยู่ใต้ร่มตะแบกใหญ่ ยืนหันข้างให้เต็มตัว – เป้าสวย อากาศใส ท้องฟ้าปราศจากเมฆ เรียกว่าทัศนวิสัยชัดเจนร้อยละร้อย ระยะยิงราว 70 เมตร นับว่าเหมาะสำหรับทุ่งโล่ง เข้าใกล้กว่านี้ไม่ได้ คุณวรกิจ ฯ เล็งหมายก้านคอ นัดเดียวน่าจะล้ม มือปืนชั้นนั้นไม่มีทางพลาด

แต่แล้วก็พลาดจนได้ สิ้นเสียงปืน กระทิงไม่ล้มจอดป้าย เพียงแต่ขาหน้าทรุด คู้เข่าคางครูดดิน แล้ว กลับดีดตัวขึ้นทันทีสวนควันปืนพุ่งเข้าหาพรานในพริบตา พริบตาจริงจริงครับเห็นตัวใหญ่ปานช้างยังงั้น ลั่นนัดที่สองก็เมื่อระยะร่นเหลือ 20 เมตร ชะงักทรุดหน้าอีก เลือดทะลักออกปากออกจมูก ไม่ยอมล้ม – กลับทะยานโผนโจนเข้าใส่ไม่มีจังหวะยั้ง ดูเป็นอาการอัตโนมัติต่อเนื่อง คุณวรกิจพุ่งสุดตัวเข้าบังต้นยางทันควัน เจ้ากระทิงเลือดโชกแผงคอ เลือดฟูมปากตะลุยแผ่นดินสะเทือนผ่านเสยเขาขวิดฉิวเฉียด ถลำเลยไปตั้งหลักหมุนกลับ โถมเข้าชนต้นทาง ด้วยเชิงพรานชำนาญป่าพรานเปลี่ยนแยกตัววิ่งออกอย่างรวดเร็ว เข้าหาตะแบกใหญ่ห่างออกไปซัก 40 เมตร ฝ่ายคุณวรกิจฯ อยู่ด้านหนึ่ง กระทิงขวิดเขาคร่อมลำต้นอีกด้านหนึ่ง หมุนไล่หมุนหนีกันไปมา บรรจุกระสุนใหม่ก็ไม่ได้ ถึงมีกระสุนอยู่ก็ยิงไม่ได้ ลงเล่นกันรูปนี้พรานต้องประสาทแกร่งและเยือกเย็น ไม่งั้นเสร็จกระทิงแน่

พรานเปลี่ยนตั้งหลักได้จังหวะกระทิงหมุนข้างให้ แกยิงเร็วหมายตัดกระดูกสันหลัง มันฉุกละหุกเต็มทีเลยต่ำไป เสียงปืนเปรี้ยงโดนเจ็บเข้าอีก กระทิงผละจากคุณวอ…สวนเข้าหาพรานเปลี่ยนทันที ท่วงท่าปราดเปรียวดุดันอาฆาตเหมือนไม่ได้ถูกเจ็บอะไรเลย เข้าขวิดต้นไม้หมุนมาจะเล่นงานพรานเปลี่ยนมั่ง ล่อกันไปมา ชิงไวชิงพริบระหว่างพรานปืนกับกระทิงเลือดเข้าตา เลือดทะลักออกทางปากทางจมูกฟู่ฟู่ สาดรดพรานเปลี่ยน คุณวอก็เหมือนกัน โชกเลือดกระทิง เคราะห์ดีที่กระทิงได้แต่ขวิดเขาคร่อมต้นไม้ ใช้หัวชนลูกเดียวไม่รู้จักคิดแก้เกมส์ ถอยหลังซักสามก้าวเอียงคอเล็งตัวพรานให้เหมาะ หากเจอยุทธวิธีนี้เข้าคนคงแย่แน่

เมื่อเจ้ากระทิงหนุ่มเลือดพล่านเริ่มจะเป็นฝ่ายล่าพรานมั่ง ผละออกไปหาลุงเปลี่ยน คุณวรกิจฯ มีโอกาสบรรจุกระสุนได้ ยิงทันทีในจังหวะที่กระทิงหันข้างให้ หมายต้นขาหน้าจะให้ทรุดตรงนั้น เสี่ยงเป็นบ้า... จุดเล็งมันใกล้ตัวพรานเปลี่ยนมาก

ไร้ผลครับ- ฉลิวปลิวลมกลับมาราวกับกระทิงปีศาจ ไม่รู้ว่าพละกำลังมันมาจากไหนทั้งที่บาดเจ็บสาหัส ตาเบิกกว้างเขียวเป็นประกาย เลือดโชกแดงเกือบทั่วทั้งตัวทั้งหน้า กระทิงโทนโพนสวนกลับทุกครั้งที่ถูกกระสุน หมายขยี้พรานให้แหลกคาเขา ฤทธิ์เจ็บฤทธิ์พยาบาท กระทิงทรหดกระทิงเลือดตัวนั้นล้มหลังจากโดนนัดที่สิบเอ็ด ครึ่งทางระหว่างสองพรานฉกาจ เพราะกำลังอ่อนลงวิ่งช้า กระสุนนัดสุดท้ายเจาะเข้ากลางหน้าผาก ถลาคู้เข่าหน้า ขาหลังกาง หน้าตรง ไม่ล้มตะแคง ล้มอย่างสมศักดิ์ศรีนักสู้ที่แท้จริง นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ไม่รู้จักปราชัย

ทำไมกระทิงโทนหนุ่มไม่ล้มตั้งแต่โดนนัดที่สอง สภาพการณ์พลิกกลับเป็นเล่นเอาเถิดเจ้าล่อที่ใช้ชีวิตพรานเป็นเดิมพัน คุณวรกิจฯ ใช้ไรเฟิลแฝดขนาด .470 เป็นปืนกีฬาขนาดใหญ่ที่สุดที่ เวสท์ลี่ย์ริชาร์ดส์ ออกแบบผลิต คุณวรกิจฯ ยิงถึง 6 นัด พรานเปลี่ยนยิง 5 นัด ด้วยปืนแฝดขนาด 12 ลูก เข้าทั้ง 11 นัด แผงคอสอง ไหล่หนึ่ง กระดูกสะโพกแตก ตับปอดเครื่องในยับเยิน แต่ยืนหยัดฮึดวิ่งวนสู้ได้ด้วยกำลังใจ สู้เพื่อความอยู่รอด ยิ่งเจ็บยิ่งทรหดไม่ยอมล้ม

.470 เวสท์ลี่ย์ ริชาร์ดส์ เป็นไรเฟิลแรงปะทะสูง กระสุน 500 เกรน แรงปะทะที่ระยะ 100 หลา 4220 ฟุตปอนด์ พาราดอกซ์ขนาด 12 กระสุน 735 เกรน แรงปะทะ 2400 ปอนด์ ปืนขนาดนั้นสองกระบอกล้มกระทิงไม่ลง สองนัดแรกหากพลาดจากจุดฉกรรจ์ไม่พลิกอยู่ตรงนั้นละก็ พรานลำบากแน่ ไม่ว่าเสือหมูหมีล้วนอันตรายร้ายกาจทั้งนั้น ถ้าเปรี้ยงล้ม - เปรี้ยงล้ม ก็ดีกันทุกคน แต่สภาวะแวดล้อมของป่าดงพงไพรมีส่วนข่มขวัญอยู่ไม่น้อย โอกาสพลาดมีเยอะเลยนะ

ระหว่างคุณวรกิจฯ กับพรานเปลี่ยน ถ้าไม่รู้มือรู้ใจกันมาก็เดาผลยาก เพราะเป็นเรื่องฝากชีวิตกันและกัน ความนับถือรักใคร่น้ำใจผูกพันลักษณะเพื่อนตายของพรานกรุงกับพรานดง ก่อนจะรวมตัวเป็นหนึ่งเดียว เสี่ยงตายฟาดฟันกระทิงเลือดนั่น สองพรานมีความสัมพันธ์กันมาสถานใด ไอ้ที่ เปรี้ยง - พลิก – ยืดชักรูป – แล่ - ตาก - แบกหัวเข้ากรุง แบบนั้นพรานกระจอกหยั่งผมเล่นได้สะดวก แต่ตอนนี้ซีครับ เพียงพริบตาเจ้ากระทิงขนาดน้องช้างพลิกล้อค เปลี่ยนเรื่องเป็นละเลงเลือดตะวันบ่าย ขอต้อนพรานดูมั่ง ความสันทัดจัดเจนดงทึบหลืบเขาต้องมีเป็นปฐม ขวัญกำลังใจการตัดสินใจเฉียบขาดฉับพลัน อ่านสถานการณ์และภูมิประเทศได้รวดเร็ว กล้าเสี่ยง เยือกเย็น

ถ้าเป็นผม - ไอ้ที่ยิงรวดเร็วเสี้ยววินาทีด้วยความสุขุมใจเย็นเป็นน้ำรูปนี้ไม่แคล้วฟัดเอาพรานด้วยกันเอง มิต้องสงกาแม้แต่น้อย ในรูปการณ์ที่ต้องยิงสวนกันไปมายังงั้น ถ้าเป็นผมอีกน่ะแหละ กระทิงตะลุยเข้ามายังกะรถถังแบบนั้น ก็คงตัวสั่นงันงกตกประหม่าล้มแผละนอนราบ ความจริงนอนราบน่ะมันขวิดไม่ถึง ซ้ำมีนิสัยสุภาพมีมรรยาท ไม่ใช้เท้าเขี่ยตะกุยหรือเหยียบย่ำอีกด้วย แต่จะยืนคุมเชิงก้มหน้าคอยดู เอ็งขยับพ้นดินเมื่อไหร่ข้าเป็นขวิด ถ้านานนักซักเบื่อก็ปล่อยลูกเล่นมั่ง หมอใช้ยุทธวิธีเลียครับ – ยึ่ย-ย-ย จั่กจี้ ทนได้ทนไป สิ้นสมาธิอดทนเมื่อไหร่ลุกขึ้นมากุมท้องหัวร่อกั่กกั่ก เป็นโดนขวิดซี่โครงยุบ

พรานยุคที่ผมพูดถึงนี่ออกจะวุ่นวายยึดติดว่าการล่าสัตว์เป็นกีฬา ต้องมีขีดขั้นกฎเกณฑ์ธรรมเนียม ต้องไม่เอาเปรียบสัตว์มากนัก การวัดขนาดรูปโฉมเอวองค์หัวเขาให้เป็นที่ยอมรับ จะถือเอาสัตว์ที่ได้จากการตามรอยยิงกลางแปลง นอกจากเสือที่ต้องนั่งซาก ยังงั้นก็เถอะการนั่งห้างกับนั่งซุ้มก็ต่างชั้นกัน ขี่ช้างยิงหรือนั่งห้างยิงน่ะไม่เข้าข่าย เรื่องยิงสัตว์เจ็บแล้วทิ้งขว้างไม่ตามเอาตัวนี่ถือกันมาก ผมว่าวุ่นครับ สู้เจอยิงเจอยิงไม่ได้ มันส์กว่ากันเยอะเลย พรานเปลี่ยนเล่าว่ากระทิงเจ็บน่ากลัวที่สุด ตาทั้งเขียวทั้งแดงเป็นประกายลุกโพลง เสียงหายใจดังฟูดฟาดเขย่าขวัญ แต่ท่าทางมันสง่ามาก ขณะทะ ยานเข้าใส่พราน

จากนั้นมา แกจับไข้ทีไรเป็นต้องเพ้อถึงเจ้ากระทิงเลือดตัวนี้ คุณวรกิจบรรหารนั้นยกย่องความทรหดกล้าหาญสมศักดิ์ศรีทุกครั้งที่พูดถึง ยอมรับว่าได้พบคู่ปรับที่ทัดเทียมกัน ได้เล่นเกมส์ที่ใช้ชีวิตเป็นเดิมพันอย่างยุติธรรมบนพื้นเดียวกัน และให้สัจจะว่าจะยุติการล่ากระทิงตั้งแต่นั้นมาด้วยน้ำใจนักกีฬาแท้จริง

กระทิงเลือดตัวนี้หลังสูงถึง 6 ฟุต 9 นิ้ว


สารบาญ

มหิงสาชัดละครับ
โปƒงนี้ผีแรง
ละมั่งเจ‰า
ผิดปƒา
จระเข‰บึง
จระเข‰ห‰วย
ทุˆงซับจำปา


ยามซวยของหม
ผีจริงจริงมั้ง
เลือดพลˆาน
พรานลำบาก
ลั่นไกลั่นปƒา
ลุงเหลี่ยมพรานดง
สองหางงาเดียวจอมรังควาน
กติกาปƒา