พรานในอดีต-เหวตาบัว โดย สรศัลยŒ แพˆงสภา
ยามซวยของหมี
"เหวตาบัว"
โดย สรศัลยŒ แพˆงสภา
(นิยายเรื่องนี้
เคยตีพิมพ์
ในหนังสือ ตˆวยตูน
และได้รวมพิมพ์
เป็นเล่มแล้วหลายครั้ง)
ท่านที่อ่านและมิได้อ่าน แต่เกิดไปรู้ว่าผมเขียนโม้โขมงโฉงเฉง ใน ต่วย-ตูน ถามว่าไอ้ที่คุยเรื่องเข้าป่าเข้าดงเนี่ย เคยซัดตัวใหญ่ใหญ่ด้วยปืนโก๊ มั่งมั้ย คำตอบคือ ก๊อเคยยู้ เอาซะเลยดีมั้ย - ตอนนี้ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่

ปืนโก๊ที่เรียกขานกันในสมัยก่อนน่ะ ผมว่าคงจะเพี้ยนมาจากปืนโค้ลท์ ต้นตอ ใช่ - ไม่ใช่ ไม่รับรอง
ตานี้คำทั่วไป - ปืนพก - อาวุธปืนขนาดเล็กที่สามารถ พกพาโดย ซ่อนเร้นไปได้สะดวก เสียบเอว ห้อยเข็มขัด ยัดกระเป๋า เข้าจั้กแร้ ลงรูปนี้ก็แหงละว่ามันต้องสั้นกะทัดรัด เรียกปืนพกเฉยเฉยเหมาะเจาะเพราะหูอยู่แล้ว ไหงตอนหลังนี่ในข่าวผู้ร้ายหรือผู้ดีอย่างร้าย ใช้ว่า "ปืนพกสั้น " คงเป็นห่วงว่าปืนพกจะไม่สั้น แล้วเจ้า "ปืนพกยาว " เป็นไฉนให้สงกา ลงมันยาวก็พกยากแน่ ต้องพาไปในกระเป๋าหิ้ว ตัดเรียกซะว่า "ปืนสั้น” "น่าจะรู้เรื่องดีแล้ว ก็มีอยู่ละครับที่ระบุ "สั้น”" "ยาว " เป็นของทหารเค้ามานานแล้วคือ ปืนเล็กยาว - ปลย. ปืนเล็กสั้น - ปลส. ส่วนปืนพก นั้น ปพ. เฉยเฉยไม่มี ปพย. ปพส. แต่อย่างใหม่ ปลก. - ปืนเล็กกล นี่ซิครับน่าดู

เข้าป่าเข้าดงแต่ละครั้ง ทั้งพรานอาวุโสพรานพื้นบ้านล้วนไม่นิยมชมชอบกับการพาเจ้าปืนโก๊ไปด้วย มันซองเล็ก ทีเผลอทีเมา มือดีแอบฉกไปก๊อสนุกละ ไอ้ปืนห้อยเอวนี่เป็นที่พิสมัยซะจริง ไม่ว่าชาวเมืองชาวบ้านป่า อยากได้อยากมีกันทั้งนั้น ผมน่ะบ้าปืนบ้าป่าอยู่แล้ว จะเฉยอยู่ก็ผิดที หาโค้ลท์ รีโวลเวอร์ .357 แม้กนั่ม ลำกล้อง 6 นิ้ว มาโก้กับเค้ามั่ง คาดเข็มขัดกระสุน มีปืนลูกโม่ห้อยโก้อย่าบอกใครเชียว เข้าป่าล่าสัตว์เฟอร์นิเจอร์ติดตัวยิ่งมากยิ่งรุงรังยิ่งเท่ ว่างั้นเหอะ

ตอนแรกกำลังเห่อก็ไม่หนักไม่เหนื่อย ไรเฟิลกับกระสุนสำรอง ปืนโก๊ กับเข็มขัดกระสุน มีดเดินป่า กระติกน้ำ เชือก ไฟฉายพร้อมด้วยถ่านอะไหล่ บุหรี่ไม้ขีด ขวดแบนน้ำพรรค์ยังงั้น อุปกรณ์อื่นจิปาถะแถมกล้องถ่ายรูป เกือกต้องบู้ทครึ่งแข้งที่ฝาหรั่งเรียกว่าฮาล์ฟบู้ท หาใช่ท้อพสั้นไม่ ลองเดาซิครับ ผมจะหอบฟางไปได้ซักกี่น้ำ ไม่เท่าไหร่ร้อกต้องยอมสละความโก้ ปู้โธ่ - ลุยดงขึ้นเขาลงห้วยมุดหนามทั้งเปียกทั้งแห้ง ร้อยแปด ยิ่งเหนื่อยยิ่งหนักยิ่งถ่วงเกะกะ โยนทิ้งก็ไม่ได้ฝากใครก็ไม่รับ ตัวใครตัวมันเที่ยวเดียวเข็ด ตามกระทิงโทนขนาดใหญ่ซะด้วย กลายเป็นเรื่องปลาตัวใหญ่ตกน้ำไป ขันทั้งปาง

ก็จริงอยู่ - ที่ว่าปืนพกเป็นปืนสำรองฉุกเฉิน อาจช่วยชีวิตในโอกาสคับขันได้ แต่ความจำเป็นที่แท้นั้นมีอยู่สักกี่เปอร์เซนต์ ของผมน่ะแทนที่จะช่วยยามคับขัน ดันก่อความขบขันซะนี่ เอาตั้งแต่ยกแรก แต่ยังไงผมก็หอบหิ้วเจ้า .357 แม้กนั่มไปด้วยทุกเที่ยว ไม่ยอมคาดเอวเอาโก้แล้วตานี้ แต่ซ่อนซุกไปในลังสัมภาระสำรอง ตอนนี้เกิดวิตกจริตขึ้นมาอีก คอยห่วงแต่ว่ามันจะถูกลักขโมย พะวักพะวนพิลึก ไม่ใช่ผมคนเดียว คนอื่นก็ห่วง ปืนพกเคยถูกขโมยมาแล้ว เอาไปก่อคดีซะด้วย วุ่นไปทั้งบาง

พอว่างเข้าก็อยู่ในเมืองไม่ติด ให้เร่าร้อนต้องเข้าดง ไปกางเต๊นท์อยู่เฉยเฉยก็ชื่นใจแล้ว ตกลงไปเหวตาบัวฟื้นความเก่ายุคสงคราม เมื่อเส้นทางผ่านป่า คลองไผ่ – เหวตาบัว - ลำพญากลาง - โคกคลี เป็นทางลำเลียงเสบียงเกียกกายทหารบกจากซับม่วงไปยังเพชรบูรณ์ ไปเที่ยวนี้ดงในหุบเขายังอยู่อย่างเดิม ปัจจุบันโล่งเรียบราบไปหมดแล้วจากสยามเมืองยิ้ม

จากลพบุรีผ่านโคกกระเทียมไปเขาทับควาย ถนนตอนเขาทับควายระยะทางราว 20 กิโลเมตร ผิวหน้าดำเรียบขึ้นมันจนลื่น กรมทางหลวงยุคโน้นท่านเล่นระเบิดแร่เหล็กชั้นดีจากเขาทับควายเป็นร้อยร้อยตันมาทำถนน ใช้ทรัพยากรผิดประเภทสิ้นดี จากนั้นผิวจราจรลงหินแคบ กระเทือนกระแทกกระทั้นกระโดก กระเดก สนุกสนานขัดยอกตั้งแต่ยังไม่เข้าป่า เลี้ยวลงทางแยกตรงบ้านจงโก ทางเส้นนี้จะผ่าน ด่านกักสัตว์โคกคลี – หมวดสัตว์ใหญ่ลำพญากลาง – ซับแว่ – บ้านปาง – ขึ้นเหวตาบัว – บ้านหนองหญ้าขาวน้อย (อยู่ที่ราบบนสันเขา) – ปางหูเสือ – หนองขอน – เรือนจำกลางคลองไผ่ - สถานีรถไฟคลองไผ่ คราวนี้ยั้งทัพอยู่เพียงบ้านหนองหญ้าขาวน้อย ทางสายนี้ขนาบด้วยทิวเขาพังเหยที่ชันตั้ง เป็นหน้าผา กับห้วยใหญ่ลำพญากลาง ที่นี่ป่ายังทึบสมบูรณ์ ยังได้เห็นตะแบกใหญ่ออกดอกสะพรั่งมากมาย ขับรถเข้ามาก็พบทั้งเก้งทั้งกวาง สัตว์หนาแน่นหากินอย่างเสรี ป่ายังเป็นของสัตว์แท้จริง ขึ้นไปยืนบนหน้าผาเหวตาบัวมองไปทางไหนก็เห็นแต่ดงเขียวไม้ทึบไปทั้งนั้น

ย้อนนึกถึงวันเก่าเมื่อราว 35 ปีมาแล้ว หรือจะว่าเพียงเมื่อ 35 ปีมานี่เอง ตั้งปางพักที่ไหนไม่ต้องห่วงภัยจากมนุษย์ น้ำใจไมตรีของชาวบ้านร้านถิ่นประเสริฐนัก เราแวะเข้าไปถึงบ้านหนองขาวน้อย พรานผาเจ้าถิ่นกับพวกบ้านฉุดให้อยู่นานนาน จะพาเที่ยวป่าให้ทั่ว แกพาไปพบทั้งวัวรวมทั้งกระทิงในป่าโปร่งหลังภูซับหญ้าขาว กำลังกินมะขามป้อมเพลิน พูดถึงไก่ฟ้าตอนหลังนี้ไม่เคยพบเกินกว่าหนึ่งแล้วซักครั้ง ไก่ฟ้าขาวหรือสีเงิน ที่เคยพบบนเขาใหญ่ก็คงสิ้นพันธุ์ไปแล้ว

จากนั้นออกเดินทางจากบ้านหนองขอน แวะกินกลางวันที่ปางหูเสือ พรรคพวกที่นั่นแนะนำให้ไปเขากระโดน ป่ากำลังสวยสัตว์ชุม แต่มีน้ำในห้วยน้ำซับเพียงแห่งเดียว ไปหนองขอนไม่ดีแน่ มีพรานกรุงเทพ คณะหมออะไรไม่รู้ไปปักหลักอยู่แล้ว มากคนซะด้วย เลยอยู่กองลูกทุ่งลูกป่าที่ปางหูเสือคืนหนึ่ง รุ่งขึ้นควบลงทางเกวียนแคบคดเคี้ยวในป่าแดง ตอนข้ามห้วยยุ่งยากหน่อย มุ่งเข้าหาเขากระโดน ข้ามห้วยน้ำซับเลี้ยวซ้ายขนาบลำห้วยขึ้นเหนือ ราวตะวันตรงหัวถึงห้วยตะเคียนที่แยกจากห้วยน้ำซับ ภูมิประเทศเป็นทุ่งโล่ง ไฟไหม้หญ้าเตียนหมดแล้ว ระบัดเริ่มงอกประปราย ข้ามห้วยตัดทุ่งไปถึงแพรกที่ห้วยน้ำซับบรรจบกับห้วยวังโรง ตรงนี้มีน้ำมากเหมาะจะตั้งปางพัก ตะแบก ดอกสะพรั่ง กลีบอ่อนร่วงหล่นพริ้วลอยลม สวยงามอย่างนี้หมดสิ้นไปนานแล้ว กลายเป็นที่โล่ง และ ไร่-ไร่-ไร่ สุดลูกหูลูกตา

คืนนั้นเดือนหงายสว่างไล้ดอกตะแบกดูขาวโพลนไกวพริ้ว นี่แหละครับป่าจริงจริง หลังมื้อเย็นน้ำพริกเผ็ดจัด เนื้อกวางเค็ม ยอดมะกอกดอกกระเจียวเครื่องในเก้งต้ม เหล้าขาวตราปางหูเสือขนาดจุดไฟพรึบ จากนั้นก็นั่งโม้กันตามถนัด ป่าดงพงไพรปืนผาหน้าไม้ เรื่องที่คุยขณะนั้นเป็นอดีตของขณะนี้ ปืนที่ใช้ก็เป็นปืนพิพิธภัณฑ์สำหรับขณะนี้ ซักวันครับผมจะเขียนถึงปืนเหล่านี้ เพียงเอ่ยถึงชื่อบริษัทผู้ผลิตเดี๋ยวนี้แทบไม่มีใครรู้จักแล้ว

รุ่งขึ้นคณะพรรคต่างคว้าปืนออกไปตั้งแต่ยังไม่สว่างจัด เสียง ม.ร.ว. ทวีธวัช บ่นกับฉลองน้องชายผม และบรรจง ยันตดิลก (ปัจจุบันเป็นนายช่างใหญ่โครงการทางพิษณุโลก) ว่าขาดนายหนู เหงาไปนิด นัยว่าแกติดปั่นต้นฉบับส่ง “ชาวกรุง” ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ ก็ที่เดี๋ยวนี้เป็น พล.ต.อ. วสิษฏ์ฯ ไงล่ะครับ คนสุดท้ายเด็กลูกมือของผมมาขอเบาเออร์แฝดซ้อนลูกซอง 20.22 ฮอร์เนท ออกไป ผมขี้คร้านจะเดินเลยอยู่กับท่านนายแพทย์ใหญ่ซึ่งแนะว่าผมควรจะลองไปหาปลามากินมั่ง ดูสภาพลำห้วยแล้วน่าจะมีไม่น้อย

ได้เบ็ด 5 คันจะแบกไรเฟิลไปด้วยก็เกะกะ ไปตกปลาแค่นี้จะมีอะไร คว้าเข็มขัดโค้ลท .357 แม้กนั่มคาดไป เดินซัก 20 นาที ถึงวังน้ำลึกเหมาะดี จัดแจงปักเบ็ดสี่คัน ถือคันนึง โค้ลท์ลำกล้องยาวตั้ง 6 นิ้วรุ่มร่ามตำดิน เลยถอดเข็มขัดขึ้นพาดไหล่ นั่งเป็นชั่วโมงไม่มีวี่แววปลาจะฉวยเหยื่อ ถ้าเป็นห้วยตะพานหินที่โคกคลีคงสนุกไปแล้ว จระเข้ต้องขึ้นให้ดูมั่งตัวสองตัว เอาละไม่ได้ปลาจริง เที่ยงก็เดินกลับ เสียงกรอกแกรกกรอบแกรบดังขึ้นข้างหลัง เข้าใจว่าพรานแพทย์ใหญ่ตามมาก็ไม่ได้สนใจ กระทั่งมีเสียงประหลาดคล้ายคำรามเบาเบา เอะใจหันไปดู โอ้โฮ หมีควายเบ่อเริ่มยิ้มกว้างอยู่ห่างไปไม่ถึง 20 เมตร ทีแรกก็ทำท่าจะถอยกลับ หันรีหันขวางชั่งใจ ผมนึกถึงไรเฟิล .275 ฮอลแลนด์ - แม้กนั่มของจินตนา ก่อนออกมาจับจับวางวางอยู่แล้วเชียว ไรเฟิลลูกเลื่อนขนาดกลางหนักไม่ถึง 7 ปอนด์ กระสุน 160 เกรน บรรจุแม้กกาซีน 5 นัด แรงปะทะที่ระยะ 100 หลา ประมาณ 2000 ฟุต - ปอนด์ ผองเพื่อนปางหูเสือเตือนแล้วว่าป่านี้อย่าประมาท

ใจจริงผมอยากให้เจ้าหมีใหญ่ถอยกลับไป เมื่อเด็กเคยเลี้ยงหมีควายเชื่องขนาดจูงเดินถนนได้ จึงมีความผูกพัน แม้เป็นคนละตัว มันก็หมีควายด้วยกัน มันเลี้ยวไปทางอื่นเสียก็จะดี ตานี้ไม่ยังงั้น พอผมหมุนตัวเต็มที่คู้เข่าข้างเดียว เพื่อนก็พรวดขึ้นยืนสองขาเชิดหน้าปรี่เข้ามาทันที ตัวอักษรวีตรงแผงอกชัดเจน พุงมันโตกว่าตัวผมซักสองเท่า จากที่มันยืนดูว่าหัวมันจะสูงเท่าหัวผม อ้าปากกว้างโชว์เขี้ยวใหญ่แหลม ยื่นขาหน้าออกท่ามวยปล้ำ ไม่ใช่ขอเขย่ามือแน่ เห็นไม่เป็นการ.. เพื่อนเอาจริงแน่ ไม่ยอมรับรู้ว่าบรรพบุรุษมันเคยเป็นสหายกับผม ชักปืนออกมาเตรียม ใจคอไม่ดี ปอดครับ ไม่เคยดับขันขั้นต้องใช้ปืนโก๊ยิงสัตว์ เคยแต่ยิงเป้าเขียนเองมั่ง กระป๋องมั่ง พลาดพลั้งเอามันไม่ลงนอนกอง ถ้าโดดหนีลงห้วยไม่ทัน ก๊อแหลกเป็นผงกันคราวนี้ มอง มองชั่งน้ำหนักด้วยสายตา อย่างเบาคง 250-300 ปอนด์ สนุกแน่

เจ้าหมีใหญ่ทะมึนนั่นก้าวสืบเข้ามาสี่ห้าก้าว ไม่ใช่ช้าช้าแบบมือปืนคาวบอยมะกันจะดวลกัน มันเร็วครับ ไม่มีท่าว่าจะหยุดด้วย โมโหใครมาจากไหนไม่รู้ หรือหาผึ้งกินไม่ได้ เห็นมนุษย์สุดหล่ออย่างผมก็รี่เข้าใส่โดยอัตโนมัติ หรือเพื่อนเป็นเจ้าถิ่น นักเลงใหญ่ ไม่ชอบให้โก๋เข้ามาวุ่น ผมเคยปล้ำล้มลุกคลุกคลานกับหมีที่เลี้ยง แต่ไอ้นี่ ทั้งขู่ทั้งแยกเขี้ยวเกรี้ยวกราด เมื่อสิ้นทางเลือกก็จำสังหารเพื่อนรักให้ตักษัย ฟังดูลิเกดี หรือไม่ก็ ตัวผมคงพังเอง ตัดสินใจยิงทันทีในท่าคู้เข่าข้างเดียวยังงั้น เป้าหมายคืออักษร “วี” เพียงแค่สิ้นเสียงปืน หมีถลาพุ่งสวนควันเข้ามาทันทีทันใด เร็วอย่างไม่น่าเป็นไปได้ ตอนนั้นหมีตัวโตกว่าช้าง ผมเหงื่อท่วม ก็ปอดนี่ครับ ฉุกละหุกสิ้นดี ดีดตัวขึ้นยืนเต็มตัว เล็งหมายหัวโตโตนั่น เหนี่ยวไกติดกันสองนัดซ้อน เบี่ยงตัวออกนอกทางกระโจนหรือกลิ้งก็ไม่รู้ลงห้วยไป เข็มขัดกระสุนที่พาดไหล่หล่นไปไหนไม่รู้สึก ลงไปตั้งหลักที่ก้นห้วย เสียงดิ้นเสียงคำรามโฮกฮากดังลั่น เห็นยอดสาบเสือสะบัดไหวอยู่พักใหญ่แล้วก็เงียบ

ด้วยความไม่แน่ใจบวกกับปอด…ผมหาที่ตื้นลุยข้ามไปคนละฝั่งตะกายขึ้นไปดูผล มันหนีไปเป็นสัตว์ลำบากหรือยังนอนรอตะปบเรา ตอนยิงก็ปอดจนบอกไม่ถูก ซ้ำผลีผลามรีบร้อน หาตำแหน่งชะเง้อดูได้ เห็นมันนอนนิ่งอยู่ตรงโคนไม้ใหญ่ที่ผมปักหลักยิง ขาหน้าขวาเกาะโคนต้น ลองยิงสอบไปอีกนัดดูว่ามันแกล้งนอนเอาเชิงหรือเปล่า เมื่อไม่มีอาการกระดุกระดิกขยุกขยิกก็ข้ามกลับไป ไม่ยอมขึ้นใกล้มันอยู่ดี หาที่ปีนขึ้นห่างสัก 20 เมตรเอาปลอดภัยไว้ก่อน ปืนมันเล็ก ที่ร้ายก็คือเหลือเพียงสองนัดเท่านั้น

ตอนปีนขึ้นนี่เองถึงได้รู้ว่าตลิ่งที่ร่อนถลาลงไปตอนแรกนั่นสูงกว่าสองช่วงตัวผม ขาแขนไม่ยักหัก ค่อยย่องเข้าไปอย่างเตรียมพร้อมเต็มที่ รับละครับว่ายังสั่นอยู่ เหลือระยะอีก 5-6 เมตรก็พบเข็มขัดกระสุน รีบเก็บมาคาดบรรจุกระสุนใหม่เต็มหกนัด หาหินขว้างไปให้แน่ใจว่ามันตายจริงไม่ใช่แกล้งทำตายอย่างในนิทาน

หมีควายตัวใหญ่นอนคว่ำหน้าไหล่ยันโคนต้นไม้ ขาหน้าขวาโอบอยู่ครึ่งต้นเหมือนกอดไว้ เข่าซ้ายตกอยู่ที่ดิน รอยตะกุยเป็นเทือก เลือดออกทางปากจมูก แกะอุ้งตีนที่เกาะต้นไม้ไม่ออก มีรอยครูดเป็นทางยาว ตรงที่มันหยุดปลายเล็บฝังลึกในเปลือกไม้ตั้งกว่าครึ่งนิ้ว ถ้าเป็นตัวผมละก็ มิเป็นหมูบะช่อไปแล้วเรอะ ตัวมันหนักมากต้องใช้ไม้งัดดูว่าถูกเข้ายังไงถึงล้มจนเดี๋ยวนี้ยังไม่เชื่อว่าตัวเองจะยิงได้ขนาดนั้น เข้ายอดอกหนึ่ง คอหอยหนึ่ง นัดสุดท้ายเข้าปลายคางทะลุเพดาน หัวกระสุนคงฝังในสมอง ถึงได้สิ้นฤทธิ์ ทั้งฟลุ้คทั้งโชคช่วยรวมเทวดาคุ้มเข้าด้วย ตอนโดนยิงไม่เห็นมันสะดุ้งหรือชะงักซักนิด

หันดูตัวเองมั่ง แผลครูดเบ้อหลายแห่ง ฟกช้ำดำเขียวตามระเบียบ เสื้อขาดกางเกงขาด เขยกกลับปางพักเอา 14.00 น. ไม่เคยนึกฝันว่าปืนโก๊ .357 แม้กนั่ม ลำกล้อง 6 นิ้ว จะล้มหมีควายหนักกว่า 250 ปอนด์ ลงได้ ไอ้จะคุยว่านี่ไม่ใช่ฝีมือตูเรอะ ก็คุยไม่ออก มันฟลุ้คน่ะครับ มหาฟลุ้คเลยละ


สารบาญ

มหิงสาชัดละครับ
โปƒงนี้ผีแรง
ละมั่งเจ‰า
ผิดปƒา
จระเข‰บึง
จระเข‰ห‰วย
ทุˆงซับจำปา


ยามซวยของหม
ผีจริงจริงมั้ง
เลือดพลˆาน
พรานลำบาก
ลั่นไกลั่นปƒา
ลุงเหลี่ยมพรานดง
สองหางงาเดียวจอมรังควาน
กติกาปƒา