ครั้งยังวิ่งโทงโทงอยู่ที่โคกกระเทียม ที่เป็นศูนย์การทหารปืนใหญ่ปัจจุบันนี่แหละ ผู้หลักผู้ใหญ่พูดถึงกองร้อยปืนใหญ่พิเศษฝึกเดินทางไกลไปไชยบาดาล ยุคปืนใหญ่ม้าเทียมลากนะครับ มิใช่ยานยนต์นั่งสบายเหมือนเดี๋ยวนี้ แค่พื้นที่โคกกระเทียมนี่ป่าก็รกทึบมากมายอยู่แล้ว สัตว์ชุมจนไม่รู้จะว่ายังไง ช้างเพ่นพ่านไปทั่ว เชื่อไม่เชื่อแต่มันก็ของจริง แค่แถวสถานีบ้านหมี่สถานีป่าหวายนั่นน่ะ ช้างป่าออกมาขวางทางรถไฟทุกบ่อย เส้นทางผ่านป่าโคกกระเทียม - ไชยบาดาล กันดารน่าดู แต่ทหารปืนใหญ่ซะอย่าง ไปกลับไม่มีบุบสลายทั้งคนม้าปืนรถกระสุน เมื่อ พ.ศ. 2469 พันโท พระสรายุทธสรสิทธิ์เป็นผู้บังคับการโรงเรียนทหารบกปืนใหญ่แห่งนี้ ท่านมีฝีมือเชิงพรานไม่เบาทีเดียวแหละ ใช้ปืนเมาเซอร์ไรเฟิล ขนาด 10.75 มม. ประจำมือ.. พรานชำนาญไพรใกล้ชิดไปด้วยกันทุกเที่ยวชื่อพรานแสง ทหารประจำตัวที่ติดตามชื่อ ส.ต.โฮม คุณพระสรายุทธฯ เคยลุยทุ่งโล่งดงทึบไปถึงพื้นที่ไชยบาดาลเหมือนกัน หลังสงครามสงบราวสี่ปี ผมตามพรานใหญ่สองท่านไปเข้าเหวตาบัว เขตอำเภอสีคิ้ว แวะรับสหายเก่า พรานแสง กับ ส.ต.โฮมที่โคกกระเทียม ไปด้วย จากนั้นก็เข้าถนนสุรนารายณ์ เขาทับควาย เขากลิ้ง - โคกสำโรง - ไชยบาดาล - บัวชุม - เขาตะโมน - บ้านจงโก ขณะนั้นมีสภาพเป็นถนนลงหินแบบเก่า ผิวจราจรแคบ หินเล็กบดด้วยรถบดธรรมดา ฝุ่นอย่าบอกใครเชียว มีอยู่ช่วงหนึ่งครับ อาจจะเป็นแห่งเดียวในโลกก็ได้ที่สร้างด้วย "แร่เหล็ก" ระยะทางราว 15 กม. เขากลิ้ง -เขาทับควาย น่าจะใช้เจ้าแร่เหล็กนี่เป็นพันตันขึ้นไป ผิวจราจรเรียบเหมือนถนนคอนกรีตยุคปัจจุบัน แต่สีดำเป็นมันเลื่อมไร้ฝุ่นไม่ยึดยางรถยนต์ คนขับไม่รู้จักถนนตอนนี้ถ้าขับเร็วจะลื่น ในสภาพเดียวกับผิวถนนราดยางแอสฟัลต์เปียกน้ำ อันตรายครับ อีกประการหนึ่งผิวถนนเมื่อได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์จะร้อนจัดมาก รถที่ผ่านในช่วงแดดจัด 11.00-14.00 น. มีโอกาสยางระเบิดได้มาก ผมผ่านไปสามเที่ยวยางพังสองเส้น ทั้งที่ปล่อยลมลดความดันลงแล้ว ทำไมถนนสร้างด้วยแร่เหล็กเรอะครับ ก็เขาทับควายนั่นน่ะแร่เหล็กทั้งเพ รู้กันมานานแล้ว แต่ระเบิดมาทำถนนซะอย่างจะทำไม เมืองไทยเศรษฐี- ไม่แต่ถนนแร่เหล็ก ถนนหินอ่อนในจังหวัดสระบุรีก็มี ระเบิดลงมาถมถนนเสียไม่รู้กี่พันตัน ก่อนจะคิดออกว่าเอามาตัดขายเป็นแผ่นดีกว่า ส่วนเขาทับควาย ต่อมาบริษัทปูนซีเมนต์ไทยขอสัมปทานทำเหล็ก สินแร่มีคุณภาพและปริมาณพอจะสนองในเชิงพานิช เมื่อถึงบ้านจงโก จะมีทางแยกเป็นถนนดินฝุ่น ก็ทางเกวียนธรรมดานี่ละครับ เลี้ยวผ่านหมู่บ้านไปไม่นานจะถึงด่านกักสัตว์โคกคลี ผ่านต่อไปถึงหมวดสัตว์ใหญ่ลำพญากลาง ภายหลังเปลี่ยนเป็นสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ลำพญากลาง จากนั่นไปซับแว่ ที่นี่ต้องข้ามลำห้วย ท้องห้วยเป็นหินก้อนใหญ่ใหญ่ ต้องหาหินเล็กมาเรียงแซมให้รถผ่านไปได้เที่ยวไหนก็เที่ยวนั้น ต่อไปอีกราว 20 นาทีถึงทางขึ้นเขาเหวตาบัว เมื่อขึ้นไปจะเป็นที่ราบบนเขา มีบ้านหนองหญ้าขาวน้อยและมีพรานเจ้าถิ่นเหวตาบัว เขาฝาละมี - ภูซับหญ้าขาว เราตั้งปางพักริมห้วยซับหญ้าขาวน้อย ห่างออกมาจากหมู่บ้านสักหน่อย ตั้งแต่หมวดสัตว์ใหญ่ลำพญากลางถึงทางขึ้นเขาเหวตาบัว ยังเป็นป่าสมบูรณ์ ไม่มีไร่แทรกแม้แต่แห่งเดียว เส้นทางที่รถเข้ามา มีทิวเขาพังเหย อัดอยู่ด้านเหนือ ลำพญากลางขนาบอยู่ทางใต้ ระหว่างทางพบเก้งขนาดใหญ่คู่หนึ่ง กวางสามตัวพ่อแม่ลูกครอบครัวหนึ่ง ไม่เห็นตื่นตระหนกงกงันกระโจนหนีตาลีตาเหลือกป่าราบ มันเพียงแต่หันกลับเข้าข้างทางไปเฉยเฉย เมื่อเราไม่คิดทำร้ายเขาก็ไม่หนีให้เหนื่อย ที่ควบไม่ติดห้ามล้อก็เจ้าหมูป่าฝูงใหญ่ราว 30 ตัวที่วิ่งตัดทางไป เดินดูป่าสวยงามได้สองวัน พรานแสงเจ้าความคิดชวนผมเดินตัดป่าไปทุ่งซับจำปา ไชยบาดาลโน่น ระยะทางราว 25 กม. พรานไพรที่ชวนมาจากชะอำสนับสนุนทันที อยากดูว่าจะ เหมือนทุ่งพลายงามของปราณบุรีมั้ย ทุ่งซับจำปาอยู่ทางตะวันตกของปางพัก และห่างจากอำเภอไชยบาดาลราว 20 กม. ไปทางตะวันออก เอ้า ไปก็ไป วางแผนใหม่นัดว่าเมื่อท่านพรานอาวุโสจะกลับก็ขอให้อ้อมไปเข้าทางเกวียนไชยบาดาล - ทุ่งซับจำปา พบกันที่ไหนก็ได้ ด้านโน้นชาวบ้านเข้าไปหาของป่า แต่ก็มีน้อยรายจะไปถึงทุ่ง เพราะยุคนั้นป่าอุดมไม่จำเป็นต้องไปไหนไกล เส้นทางในป่าจากซับหญ้าขาวน้อยถึงทุ่งซับจำปา ถ้าจะเดินกันจริงจริงก็ไม่เกิน 15 ชั่วโมง แต่นี่เราอยากดูป่าดูสัตว์ ว่ามันจะชุกชุมหนาแน่นขนาดไหน คิดจะค้างระหว่างทางซักสองคืน ออกจากปางพักตั้งแต่พอมองเห็นลายมือ ลงจากเขาทางห้วยซับหญ้าขาวน้อย ตัดข้ามลำพญากลาง เลาะลำห้วยซับใหญ่ไปหาช่องระหว่างเขาซับแกงไก่กับเขาหินฝน เกาะลำห้วยเรื่อยไป เมื่อพ้นช่องเขาออกที่โล่ง เดินไม่นานก็ถึงปากช่องระหว่างเขาวงกับเขาหินตั้ง ทางขึ้นแคบและสูงชัน น้ำห้วยซับใหญ่ไหลลงมาเป็นน้ำตกย่อยย่อยสวยดี ปีนป่ายกันนานพอดูกว่าจะถึงส่วนสูงที่สุดของช่องแคบ ฝ่าดงหนามไม้อีกหน่อย ทางเริ่มลาดต่ำลงและกว้างขึ้นเป็นลำดับ ทางที่เราเดินมาตลอดนั้นเป็นด่านเดินของสัตว์ใหญ่ มีทั้งรอยกระทิง วัวแดง เสือ ถึงที่โล่งกว้างในช่วงเวลาบ่ายจัด ภูมิประเทศแปลกที่ไม้ใหญ่ ห่างต้นกันมาก พื้นดินมีหญ้าเขียวราวกับมีใครมาทำเป็นสนามไว้ กระเจียวดอกสีชมพูเข้มจนถึงชมพูม่วงบานอยู่ทั่วไป มีไม้พุ่มไม้กอที่นั่นที่นี่ ตะแบกบางต้นออกดอก นี่เป็นอุทยานกลางขุนเขาชัดชัด ความกว้างน่ะไม่เท่าไร แต่ความยาวน่าจะเป็นกิโลเมตร ตรงที่เรายืนหารือกัน เป็นด่านสัตว์แยกขึ้นเขาวงสูงขึ้นไปอีก พรานแสงบอกว่าขึ้นไปตามด่านนี้สักชั่วโมงก็จะถึงที่ราบสันเขาวง เป็นทุ่งกว้าง มีด่านลงอีกทางหนึ่ง แต่ชันมาก และไกลจากทางไปทุ่งซับจำปา ตกลงพรุ่งนี้ต้องขึ้นไปดู เย็นนั้นหาทำเลพักแรมห่างจากด่านสัตว์มากหน่อย ล่อข้าวเหนียวเนื้อเค็มไก่ย่างน้ำพริกมะขามอ่อนและน้ำพรรค์ยังงั้นจากไหบ้านพรานผา มันดี ปูผ้านอนโคนตะแบก ก่อไฟกองหนึ่ง นั่งโม้กันจนดึก ฟังเสียงป่าเสียงเก้งกวางเสียงหมาไนหมาป่า แต่พอเจ้าพ่อลายพาดกลอนคำรามแทรกขึ้นมา ทุกอย่างแม้แต่สายลมก็หยุดนิ่งเงียบสนิท รุ่งเช้าเก็บสมบัติที่ไม่มีอะไรนอกจากเป้คนละใบ ปืนคนละกระบอก นั่งซดโอยั้วะ เพลินเพลิน ฮั่นแน่ เดินงุ่มงุ่มฮัมเพลงงึมงำตัวดำมืดใหญ่ขนาดกระสอบข้าวสาร มีเจ้าตัวน้อยตามมาด้วย จะอะไรซะอีกล่ะ หมีควายครับ มุ่งเข้าหาเราซะด้วย นั่งเฉยดูว่ามันจะเล่นสนุกแบบไหน พอเข้าใกล้เราถึงระยะราวห้าวา เจ้าตัวใหญ่ขึ้นยืนสองขา ทำท่าเหมือนจะเต้นระบำ พูดอะไรฟังไม่รู้เรื่องแต่เจ้าหนูน้อยคงรู้แน่ เพราะเห็นมันเข้าแอบหลังเกาะติด เมื่อแรกที่เห็นก็ว่ามันตัวป้อมกลม แต่พอยืนขึ้น ไหงตัวมันใหญ่ยังงั้น ม.ร.ว. ทวีธวัช บอกว่า ไม่ทำอะไรร้อก มันคงนึกขันสงสัยว่าตัวอะไรรูปร่างแปลกไม่เคยเห็นน่ะ เลยลุกขึ้นยืนตบพุงหัวเราะ ถ้าจะเล่นงานเราละก็คงต้องทั้งขู่ทั้งคำราม ทำท่า เบ่งเบ่ง ท่าจะจริงแฮะ เจ้าหมีเดินเข้ามาไม่กี่ก้าวก็กลับลงยืนสี่ขา หยุดดูหยุดหัวเราะหันหลังกลับเอาง่าย ๆ เหมือนตอนขามา พ้นเคราะห์ไปทีเราไม่ใช่หอย ขึ้นไปบนที่ราบสันเขาวง ไม่กว้างขวางอะไรนัก อย่างดีก็ไม่เกิน 2 ตร.กม. เป็นทุ่งหญ้าแบบบนเขาใหญ่นั่นแหละ สำรวจชายทุ่งที่มีไม้ใหญ่ค่อนข้างทึบ มีแต่รอยวัวแดงกับกวาง ไม่มีอะไรเป็นพิเศษนอกจากภูมิประเทศสวยและมีจุดที่สามารถมองเห็นไปได้ไกลมาก อีตอนกำลังจะกลับลงนี่ซีมีปาหี่ให้ดูจนได้ กวางขนาดกลางตัวหนึ่ง ควบเต็มตีนหน้าตั้งจากหมู่ไม้ออกมาในที่โล่ง หมาไนกวดตามเป็นหางสี่ห้าตัว เผอิญเราอยู่ในที่มีต้นไม้บัง กวางวิ่งตัดเข้ามาใกล้มาก ห่างไม่ถึง 20 เมตร หม่อมทวีธวัช ซัดด้วยลูกซอง เอส.จี. หมาตัวนำฝูงม้วนกลิ้งร้องลั่น พรานไพรตอกไปสองนัด ตัวท้ายแถวพลิกไปตัวเดียว ที่เหลือตกใจเสียงปืนหันหนีไปคนละทิศละทาง กวางเข้าดงไม้หายไป หมาใน เป็นตัวจอมทำลายสัตว์จำพวกเก้งกวางมากกว่าเสือ และก็แปลกที่ หมาใน ไม่เคยได้รับการยกย่องให้มีฐานะสูงขึ้นซักนิด ไม่เคยได้ยินใครเรียกว่า สุนัขไน เหมือน สุนัขจิ้งจอก สุนัขป่า มั่งเลย กลับลงมาจากยอดเขาวงมุ่งตะวันตก เดินสบายสบายราวสี่กิโลก็ถึงทางลงสู่ป่าพื้นราบ ทางที่เราผ่านมานั้นภูมิประเทศเป็นอย่างที่ว่ามาข้างต้น พื้นหญ้าป่าโปร่งและลูกเนินในหุบเขาส่วนกว้างไม่มากนัก มีลำห้วยน้ำท่าบริบูรณ์ มันน่าเข้ามาสร้างบ้านสร้างฟาร์มเลี้ยงวัวอยู่ ในนี้ มีทางเข้าออกแคบแคบเพียงสองทาง คงสุโขสโมสรพิลึก ป่าพื้นราบเป็นป่าโปร่ง ไม้เบญจพันธุ์ต้นไม่สูงนัก สภาพป่าสมบูรณ์เต็มที่ บางตอนหนาแน่นจนไม่น่าจะเรียกว่าป่าโปร่ง มีรอยสัตว์เดินเป็นเทือกไปหมด เราพบประดู่และมะค่าพิกลพิการหลายต้น ก็กว่าสิบละครับ มันเหมือนมะเร็งหรือเนื้องอกเกิดที่ลำต้นหรือคาคบใหญ่ เป็นปุ่มตะปุ่มตะป่ำพอกออกมาขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเป็นวา ไม่รู้ว่าอายุกี่สิบกี่ร้อยปี เจ้านี่ละครับปัจจุบันวงการเครื่องเรือนหากันนัก ค่ามหาศาลทีเดียวเชียว ที่เรียกกันว่าไม้ปุ่มประดู่หรือปุ่มมะค่าไงล่ะ ด้นดั้นตามเรดาร์พรานแสงถึง ทุ่งซับจำปา ห้าโมงเย็น ระหว่างทางมีเสือดาวเผ่นแว่บตัดด่านไปแถวลำห้วยไผ่ ทุ่งซับจำปาค่อนข้างเป็นที่ลุ่ม ไม่เหมือนทุ่งพลายงาม ต้นไม้ใหญ่ห่างต้นกันมาก ป่าชายทุ่งแน่นไปด้วยไผ่และไม้อื่น รู้ภายหลังว่าทุ่งโล่งซับจำปามีเนื้อที่ 4 ตร.กม. เศษ เช้ามืดไปเลาะชายทุ่งดีกว่า คงจะได้ดูอะไรมั่ง ก็เจอละครับ . กวางใหญ่สี่ซ้าห้าตัว มีเขากิ่งสวยสองตัว สายหน่อยพบวัวแดงฝูงเจ็ดตัวกลางทุ่ง เจ้าพวกนี้ไม่ตื่นคน ค้างที่นั่นอีกคืน รุ่งเช้าออกเดินมุ่งไชยบาดาล ทุ่งซับจำปานี่แหละ พรานแสงเล่าว่าเคยเข้ามากับคุณพระสรายุทธฯ พบวัวแดงกำลังกินมะขามป้อมก็ไม่ได้ทำอะไรมันเหมือนกัน คุณพระสรายุทธฯ ที่ว่า ภายหลังก็คือ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เชษฐบุรุษ จากทุ่งซับจำปา ถ้าออกเดินเช้ามืดค้างกลางทางคืนหนึ่ง รุ่งขึ้นตอนบ่ายแก่แก่ก็ถึงไชยบาดาล ป่าที่เราผ่านมา ไม่มีร่องรอยถูกก่นโค่นทำลาย สัตว์ป่าผาสุข จนกระทั่งมาใกล้ลำน้ำป่าสักจึงจะมีไร่นาอยู่บ้าง ส่วนทางฝั่งตะวันตกของลำน้ำเป็นชุมชนไชยบาดาล มีไร่นาสาโทกว้างขวาง คราวนั้นจากโคกคลีเลาะทิวเขาพังเหยมาถึงเหวตาบัว ไปทุ่งซับจำปาออกไชยบาดาล ทั้งป่าทั้งสัตว์บริบูรณ์ ขึ้นไปยืนดูบนหน้าผาเหวตาบัว มองไปทิศไหนก็เห็นแต่ยอดไม้เบียดเสียดเขียวชอุ่ม หาที่ว่างไม่ได้ ได้ยินเสียงเก้งร้องเป๊บเป๊บ กลางคืนได้ยินเสียงป่าโดยสมบูรณ์ เดี๋ยวนี้มีอะไรเหลือ ถูกทำลายวายวอด กลายเป็นที่โล่งเตียนเป็นไร่สุดลูกหูลูกตา สัตว์ป่าจะไปอยู่หนใดกันล่ะ ป่าไชยบาดาลที่เคยเลื่องชื่อ มอดม้วยลงเรียบร้อย ทุ่งซับจำปาพื้นที่ผึ่งแดดผึ่งลมของกระทิงวัวแดงเก้งกวางหมูหมี กลายสภาพเป็นทุ่งปศุสัตว์เอกชน ปัจจุบันมีถนนรถยนต์เชื่อมไชยบาดาล - ทุ่งซับจำปา- เหวตาบัว- ด่านขุนทด มีถนนโคกคลี - เหวตาบัว - ปากช่อง - แต่ไม่มีใครรักษาป่าและสัตว์ป่าไว้บ้างเลย เอาละครับเป็นอันว่าชั่วเวลา 40 ปี มนุษย์ทำลายป่าและสัตว์ป่าลงแทบหมดสิ้น
ข้อมูล บทความ ข่าวสารและกราฟฟิกทั้งหมด ที่ปรากฏในเว็บไซต์ มณีบุ๊คส์ ถือเป็นลิขสิทธิ์ที่ ถูกต้องตามกฏหมายของ สำนักพิมพ์สุภาว์ ห้ามมิให้ผู้ใดคัดลอก ทำสำเนา ส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด ก่อนได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์นั้นๆ ก่อน