พรานในอดีต-เหวตาบัว โดย สรศัลยŒ แพˆงสภา
จระเข้ห้วย
"เหวตาบัว"
โดย สรศัลยŒ แพˆงสภา
(นิยายเรื่องนี้
เคยตีพิมพ์
ในหนังสือ ตˆวยตูน
และได้รวมพิมพ์
เป็นเล่มแล้วหลายครั้ง)
เมื่อคิดให้ดีโลกนี้ประหลาด - แฮ่ะ - ไม่ใช่จะครวญเพลงครับ มันแปลกจริงจริงที่ผู้คนครั้งกระโน้นคงโง่เขลาเบาปัญญา บ้องตื้นไม่รู้จักก่นโค่นทำลายป่าทำลายดงเอารวย ไม่รู้จักจับลูกสัตว์ป่าเอามาขังทรมานไว้ขาย ลูกสัตว์ส่วนมากจะตายเสียก่อนจะขายได้ซะด้วย คนซื้อไปเพื่อประดับบุญบารมียืนยันความเป็นเศรษฐีคลังสมบัติโอฬาร เลี้ยงไม่เป็นสัตว์ตายลงอีก ในที่สุดเจ้าสัตว์ป่าต้องตายทั้งขึ้นทั้งล่อง... ร้านอาหารยังมีเนื้อสัตว์ป่าขาย

พรานพื้นบ้านสมัยก่อนออกป่าล่าสัตว์แต่ละครั้งก็เอามาพอปันกันกิน เป็นอาหารไปได้ชั่วเวลาหนึ่ง แล้วก็ไปหาใหม่ การล่าสัตว์ของพวกเขานั้นมีกติกาป่ากติกาดงเหมือนกัน

หลังสงครามสงบ คนเล่นปืนเพิ่มจำนวน รวดเร็ว ร้านจำหน่ายปืนและเครื่องกระสุนเปิดใหม่มากมาย จากสามยอดถึงศาลาเฉลิมกรุงและถนนหลังวังบูรพา และก็การเข้าป่าล่าสัตว์นั้นกระทำกันอย่างเสรี ใครใคร่ยิง ยิง…. ยิงได้โดยไม่มีข้อจำกัดใดใด แม้เมื่อ พ.ศ. 2503 จะมีพระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์ป่าออกมา แต่ก็แค่นั้น ทางราชการไม่ได้มีเจ้าหน้าที่อะไรซักนิด ปืนพรานมากกระบอกขึ้นทุกที ในที่สุดก็เกิดสภาวะแย่งกันยิงแบบพบอะไรเป็นยิง คิดว่าไม่ยิงคนอื่นก็ยิง ส่วนอีกด้านหนึ่งก็พรานอาชีพในท้องถิ่น มันของหาเลี้ยงชีพของเขา พรานเมืองไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่เข้าป่าเบียดแย่ง ไม่คิดว่าเป็นการทุบหม้อข้าวชาวบ้าน ที่นี้พรานป่าก็ใช้วิธีรีบชิงยิงก่อนบ้าง กลายเป็นว่ายิงดะ ไม่ดูตัวเล็กตัวน้อย มากปืนมากพรานสัตว์ป่าก็ร่อยหรอ กระจายหนีไปไกล

ค่อนข้างจะแปลก คือเกิดค่านิยมว่า เมื่อ "เล่นปืน"แล้ว ต้องมีหัว หรือเขา หรือหนังสัตว์ป่าประดับบ้าน บางทีก็รวมงาช้างเข้าไปด้วย เรื่องนี้มีปัญญาว่ายิงเองซะเมื่อไหร่ มันก็ต้องซื้อเอาจากพรานท้องถิ่นหรือชาวบ้าน มีเท่าไหร่ไม่พอสนองความต้องการ กลายเป็นของมีราคาขึ้นมาทันที ฉากต่อไปก็สนุกซิครับ ชาวบ้านออกล่าออกดักสัตว์เป็นการใหญ่เพื่อขายหัวขายหนัง จะเล็กใหญ่ไม่เกี่ยง ผมเคยพบกองเกวียนสามสิบ สี่สิบเล่มมั้ง ในป่าแม่วง นครสวรรค์ คงยกกันมาหมดทั้งหมู่บ้าน คุยกันได้ความว่ามาล่าสัตว์ขาย ส่วนที่จะกินน่ะน้อยนิด แกล่ามันตั้งแต่แย้ยันช้าง ไม่ว่าเจอตัวอะไรเอาหมด ขายเป็นเงินเป็นทองได้ทั้งนั้น หัวเขาหนังกระดูก เนื้อทำเป็นตากแห้งส่งตลาดกรุงเทพ แย้ย่างไฟขดกลมร้อยเป็นพวงขายดีอีก อะไรออกจากป่าดีทั้งนั้น ยุคที่ทางตลาดมีกระทั่งเนื้อช้างเค็ม บางเมืองแทบจะเรียกได้ว่ามีศูนย์การค้าเขาสัตว์หัวเสือ เขาเก้งกวางเขาวัวเขากระทิง หนังเสือโคร่งเสือดาวเสือดำเสือไฟเสือลายเมฆ นกสวยหายากสตัฟฟ์เรียงเป็นตับ ตอนนั้นร้านอาหารยังไม่เริ่มขายอาหารป่า….. สัตว์ป่าตายลงมากมายไร้ประโยชน์ก็เพราะพรานประเภทซื้อหัวนี่แหละ

จุดมุ่งหมายของนักเล่นปืนในการซื้อหัวสัตว์ไปประดับยังมีแตกต่างกันอีก จะอะไรก็ช่างเถอะนะครับ ว่ามานี่อย่างกับสัตว์จะหมดป่าเพราะพราน ความจริงแล้วเป็นส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งใหญ่มากคือป่าดงป่าต้นน้ำลำธารถูกก่นโค่นทำลายลง สัตว์จะสูญหรือบางอย่างสูญพันธุ์ไปแล้ว ก็เพราะเหตุนี้แหละ

ก่อนที่บึงสามพันจะเป็นอำเภอใหญ่รุ่งเรืองอยู่เดี๋ยวนี้ ยุคเมื่อราว 35 ปีมานี่เอง ยังมีจระเข้คลั่กอยู่ในบึง แต่แล้วด้วยความไม่สนใจและปล่อยปละละเลยของทางบ้านเมือง ปล่อยให้แกวมาจับถลกหนังขาย ไปซื้อปืนไปยิงกับฝรั่งเศสจนหมดสิ้น ผมว่าผมเล่าแล้วนะครับเรื่องจระเข้บึงสามพัน ทีนี้มีอีกแห่ง ที่โคกคลี แถวตีนเขาพังเหย มีจระเข้เหมือนกัน ไม่น่าเชื่อ

เขาพังเหย เป็นทิวเขาขอบที่ราบสูงในแนวเกือบตรงเหนือใต้ จากชัยภูมิ มาสิ้นสุดที่คลองไผ่ อำเภอปากช่อง ด้านตะวันตกเป็นหน้าผาชันตลอดแนว มีลำพญากลางซึ่งเป็นห้วยใหญ่ขนาบอยู่ในที่ราบตีนเขา เริ่มจากคลองไผ่ มาบรรจบลำสนธิเหนือบ้านจงโก "เขาเหวตาบัว”" เป็นเขา ลูกเล็ก บนเขาพังเหย........ ทางเกวียนโคกคลี-คลองไผ่ ต้องมาขึ้นที่ราบสูงบนสันเขาพังเหยทางเหนือเขาเหวตาบัว……. ไม่เป็นไรครับ ผมเขียนแผนที่ให้ดู ป่าไม้เบญจพันธุ์ไม่มีมือมนุษย์เข้าไปแตะต้อง สมบูรณ์อยู่ทุกตารางกิโลเมตร มีห้วยลำตะพานหินไหลลงจากเขาพังเหยอ้อมหมวดสัตว์ใหญ่ลำพญากลาง ไปบรรจบกับลำพญากลางที่ใต้โคกคลีราวกิโลเมตรครึ่ง

พรานแสงเคยบอกนานแล้วว่าถ้าเข้าไปโคกคลีละก็ให้แวะดูจระเข้ ผมล้อ ว่าตะเฆ่ลากไม้มั้ง แกหัวเราะหึหึอารมณ์เย็น บอกว่าเที่ยวหน้าเข้ามา หาชนักมาด้วยก็แล้วกัน พบกันระยะไม่ไกลไม่ต้องใช้ปืนให้ป่าแตก แล้วเราก็เตรียมไปตามพรานใหญ่สั่ง หาเหล็กกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 9 มม. ยาวราว 50 ซม. เอาไปตีปลายให้แบนแล้วตัดในรูปแบบเดียวกับหัวลูกธนู ใช้ห่วงขนาดรู 2 ซม. เชื่อมติดก้านเหล็กทิ้งความยาวจากปลายแหลม 30 ซม. สำหรับผูกเชือก ใช้เชือกขนาดครึ่งนิ้วยาวอย่างน้อย 30 เมตร เมื่อต้องการใช้ก็ไปหาไม้ไผ่ลำตรงยาวตามแต่จะถนัดมือมาทำด้าม สำคัญอยู่ที่ให้ขนาดรูพอเหมาะที่จะสรวมเข้ากับก้านชนัก ผูกเชือกเข้ากับห่วงสำหรับใช้ดึงกลับ เชือกนี่ต้องพิถีพิถันเหมาะม้วนให้เรียบร้อยถูกวิธี ไม่งั้นพุ่งออกไปแล้วมันจะกระโดดตามลงไปด้วยทั้งขด ไม่มีหางเชือกไว้ให้สาวกลับ ยังงี้ไม่ใช่ชนักแต่เป็นชะงัก ที่จริงล่าจระเข้วิธีนี้ก็ดีเหมือนกัน เปลี่ยนจากปืนประทับไหล่ซะมั่ง เอะอะก็เหนี่ยวไกเปรี้ยง เขียนเขียนไปทำท่าจะเอียนเอาเหมือนกัน

เมื่อคราวที่ไปเจอะเจ้าพวกแกวมากวาดจับจระเข้ในบึงสามพัน สัมภาษณ์มาอย่างที่ถ่ายทอดไปแล้วน่ะครับ เจ้าแกวมันว่าจะให้สนุกต้องปล้ำจับ ปล้ำเอาจริงจริงไม่ใช่ปาหี่ หนอยดันคุยว่าง่ายนิดเดียว อย่างผมก็ทำได้ ฟังมันอธิบายน่ะง่าย นั่งยงโย่ยงหยกทางหัวเรือพร้อมกระโจน มีเชือกไปด้วยเส้นนึง หางเชือกทอดให้คนบนฝั่งถือไว้ หาไอ้เข้ที่อยู่ใกล้ตลิ่ง คัดเรือกระดิบเข้าไปหา ได้จังหวะ ระยะดี ก็กระโจนลงคร่อมหลังให้ค่อนไปทางหัว สองขามัดล็อกแบบยูโด ต้องเอาให้อยู่นะ มันย้ำ ขณะเดียวกันแขนข้างที่ไม่มีเชือกก็สอดเข้าใต้ลำคอ อย่าให้เข้าปากมันล่ะ เอาให้อยู่นะ มันย้ำอีก ส่วนมือที่เหลือใช้เชือกที่ปลายเป็นบ่วงอยู่แล้วคล้องให้เข้าขาหน้า ขาจระเข้นะครับไม่ใช่ขาเรา รูดบ่วงเชือกเข้าไปให้ถึงจักแร้ ปล่อยแขนที่รัดใต้ลำคอ ดึงเชือกข้ามหลังมาคล้องเข้าจักแร้อีกข้างหนึ่ง ผูกให้อยู่ ไม่รู้ว่ามันผูกของมันยังไง ไอ้เข้คงไม่ลอยเป็นท่อนไม้ให้มัดเล่นง่ายง่ายหรอกน่ะ มันต้องดิ้นหรือดำน้ำ เจ้าแกวบอกว่าต้องทำเร็วมากและรู้จังหวะ มัดเสร็จก็ให้คนบนตลิ่งที่ถือหางเชือกช่วยกันดึงลากขึ้นไปเจี๋ยน วิธีนี้จะกระโจนจากตลิ่งก็ได้เหมือนกัน
ครูสอนวิชาภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ - มรว.นพนันท์ นวรัตน์ เล่าเมื่อตอนผมอยู่ชั้นมัธยม ว่า ท่านพ่อคือ มจ.นพมาศ นวรัตน์ เมื่อครั้งยังเป็นเจ้าเมืองจันทบุรี เคยเสด็จไปดูญวนจับจระเข้วิธีนี้ แสดงว่าแม่น้ำจันทบุรีเคยมีจระเข้ แล้วยุคจรวดนี่หายไปไหนหมดล่ะ

เราออกจากปางพักชายทุ่งโคกคลีแต่เช้า พรานแสงบอกว่าจระเข้อยู่ในห้วยลำตะพานหินทางใต้ของด่านกักสัตว์โคกคลี สมัยนั้นมีหมู่บ้านโคกคลีอยู่ใกล้ใกล้ มีนาไร่ไม่กว้างขวางอะไรนัก นอกจากนั้นยังเป็นป่าไม้เบญจพันธุ์ค่อนข้างจะโปร่ง แล้งปีที่เราเข้าไป โดยทั่วไปน้ำในลำตะพานหินเหลืออยู่สูงไม่เกินเอว ความกว้างที่ผิวน้ำราว 4 เมตรเป็นอย่างมาก ตลิ่งสูงสักสองเมตรครึ่ง ฝั่งหนึ่งชันมาก อีกฝั่งมีลาดอยู่พอประมาณ เดินเลาะลำห้วยฝั่งชันไม่เห็นว่าน่าจะมีไอ้เข้ พรานแสงว่ามีวังน้ำอยู่แห่งหนึ่ง สายหน่อยมันจะลอยขึ้นผิวน้ำหรือไต่ขึ้นตลิ่งฝั่งโน้นไปนอนผึ่งแดดเดินชมนกชมไม้ตามสบาย

เสียงกิ่งไม้หัก ผลั่วผละ แทบจะตรงหัว พรานแสงอยู่หน้าตะโกนลั่นป่าให้ทุกคนถอยหลังทันที เราชะงัก ผมเหลือบตาขึ้นดูตั้งแต่ได้ยินเสียงครั้งแรก เห็นแว่บ ว่าไอ้ก้อนอะไรใหญ่ปานกระบุงลอยละลิ่วลงมาจากยอดไม้ ตกกระทบพื้นดังพลั่ก กระจายออกเป็นเส้นยาว ยังไม่ทันจะได้ดูให้ชัดเจน โครมครามตามลงมาอีกก้อน ทีนี้ชัดละครับ งูเหลือมขนาดเกือบเท่าน่องยาวเฉียดสามวา ถ้าลงมาทับหัวก็คอหักแน่ มันคงจะมาคอยดักเก้งกวางที่จะเดินตามด่าน ถ้าทิ้งหัวลงมาโดนเจ้าพวกนี้ล้ม ก็จะคลี่ตัวออกรัดเขมือบซะ มันคงเห็นเราเป็นเหยื่อเลยทิ้งตัวลงมาจะเล่นงาน ถ้าลงมากลางกลุ่มคงสนุก

นี่ละครับสภาพป่าเมืองเรายุคป่ายังเป็นป่าดงยังเป็นดง

ในที่สุดก็มาถึงวังน้ำลึก ความกว้างที่ผิวน้ำน่าจะไม่เกิน 10 เมตร ส่วนยาว 25-30 เมตร ลึกไม่รู้ คงจะมีโรงหินซอกหินให้จระเข้อาศัยได้ ตามลักษณะลำห้วยลำธารใกล้ภูเขาลาดริมตลิ่ง เห็นมีหินโผล่อยู่เป็นระยะที่นั่นที่นี่ เมื่อ ไปถึงก็มีจระเข้ลอยอยู่กลางน้ำแล้ว 3 ตัว เราอยู่ทางด้านตลิ่งสูงชัน นั่งคอยดูว่ามันจะขึ้นมาสักกี่ตัว ที่ว่าตัวใหญ่น่ะแค่ไหน เมื่อเทียบกับที่บึงสามพัน ราวเก้าโมงเช้าค่อยขึ้นมาเป็น 5 ตัว คลานขึ้นไปนอนผึ่งแดดทางฝั่งตรงข้ามตั้ง 7 ตัว แสดงว่าในลำตะพานหินมีจระเข้ไม่น้อยทีเดียว แต่ตัวใหญ่ที่สุดที่เห็นนั้น ขนาดหัวแค่ศอกเดียวเอง

จระเข้คงไม่ลงมาจากเขาพังเหย แน่ละ ต้องมาจากแม่น้ำป่าสัก เข้าลำสนธิมาจนถึงห้วยตะพานหิน เดินทางราวยี่สิบสามสิบกิโลเมตรไปตั้งรกรากอยู่ที่นั่น ไม่รู้ว่ากี่สิบกี่ร้อยปีมาแล้ว ปัจจุบันที่นั่นคงไม่มีอะไรเหลือแล้ว…. ป่าจากโคกคลีถึงคลองไผ่….. จากเหวตาบัวยันไชยบาดาล... ป่าสีคิ้วเป็นหมู่บ้านใหญ่ หมวดสัตว์ใหญ่ลำพญากลางเปลี่ยนเป็นสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์และขยายเป็นส่วนราชการขนาดใหญ่ พื้นที่นั้นกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่มีวัดวาอารามมีโรงเรียน ห้วยลำตะพานหินที่เคยมีจระเข้ คงจะไร้น้ำ เพราะป่าบนสันเขาพังเหยก็หมดไปแล้วหลายส่วน




สารบาญ

มหิงสาชัดละครับ
โปƒงนี้ผีแรง
ละมั่งเจ‰า
ผิดปƒา
จระเข‰บึง
จระเข‰ห‰วย
ทุˆงซับจำปา


ยามซวยของหม
ผีจริงจริงมั้ง
เลือดพลˆาน
พรานลำบาก
ลั่นไกลั่นปƒา
ลุงเหลี่ยมพรานดง
สองหางงาเดียวจอมรังควาน
กติกาปƒา