พรานในอดีต-เหวตาบัว โดย สรศัลยŒ แพˆงสภา
มหิงสาชัดละครับ
"เหวตาบัว"
โดย สรศัลยŒ แพˆงสภา
(นิยายเรื่องนี้
เคยตีพิมพ์
ในหนังสือ ตˆวยตูน
และได้รวมพิมพ์
เป็นเล่มแล้วหลายครั้ง)
ที่พักของเรามีกระโจมของพ่อเท่านั้นกางเรียบร้อย ส่วนอื่นใช้ผ้าใบผืนใหญ่ขึงไว้ลวกลวก
สัมภาระประดามียังอยู่บนรถ ไม่มีใครสนใจปรับปรุงให้ดีขึ้น ซ้ำชวนกันหายไปหมด
ทิ้งปืนลูกซองไว้กระบอกเดียว เหลือแต่พ่อกับผมสองคน คณะเข้าป่าอีกสามคณะ พักเรียงรายไม่ห่างนัก
เสียงจ้อกแจ้กล้งเล้งตั้งแต่ก่อนสว่าง ภาชนะกระทบกันขณะทำอาหารเช้าดังน่าดู
ผมชงกาแฟให้พ่อพร้อมกับตอบปัญหา

"ให้ออกไปหาทำเลใหม่ย้ายปางพัก เหมาะที่ไหนก็ถางเตรียมไว้เลย"
"จะดีเรอะ เดี๋ยวทางโน้นจะว่าเราทิ้ง"

"คงไม่มังครับ แค่ขยับออกไปหาที่โล่งกว่านี้ หนวกหูน้อยลง ข้อสำคัญตอนนี้เราอยู่ท้ายน้ำเค้าทั้งหมด
น้ำในห้วยไหลมาถึงเราคงไม่สะอาดแน่"

ผมน่ะ ไม่เคยศรัทธาอะไรนักหนากับรายการเข้าป่ามโหฬารระดับโลกยังงั้น คาราวานรถห้าคันเจ็ดคัน
พรานใหญ่สามสี่คณะ มากพรานมากปืนก็มาก ปากมากเรื่อง แทนที่จะมีอะไรแค่คันคัน
มักจะเลื่อนขั้นขึ้นไปถึงแสบซะทุกตา จากประสบการณ์ชำนาญไพร ครั้งเก่าผมจึงเลี่ยงยัน
เผอิญเที่ยวนี้พ่อผมให้เจษฎา (เจษฎา เลี้ยงประชา ปัจจุบันใหญ่อยู่บริษัทผาแดงเมืองตากโน่น)
มาบอกว่าจะเข้าป่าวิเชียรบุรี เจ้าคุณกัลยาวัฒนวิศิษฐ์จากเมืองลับแลนัดไว้ รายนี้หลบไม่ได้
ต้องไปพันเปอร์เซนต์ สุภาพบุรุษพรานท่านนี้ผมนับถือดุจญาติผู้ใหญ่ เชิงพรานของท่านหามือทาบยาก
ข้อสำคัญก็ประสบการณ์เรื่องควายป่า ท่านเคยพบและได้หัวมาสองหัว อันนี้ละครับที่ผมจะไปย้อนอดีตขอความรู้
ความน่านิยมชมชอบอีกด้านหนึ่งก็คือ ท่านเข้าดงพงไพรกับลูกหลานอย่างคนธรรมดาสามัญ
ไม่ใช่พระยากัลยาผู้เคยรุ่งโรจน์ ในตำแหน่งราชการระดับปลัดทูลฉลองหรือสมุหเทศาภิบาล
ท่านรักษากฎเกณฑ์ของพรานเคร่งครัด เคารพสิทธิ์ของผู้ร่วมขบวนและชาวบ้านเจ้าของถิ่น
ให้ความเป็นมิตรแลเกื้อกูล ไม่ใช่เบ่งตะบันราดเพ้อว่าข้านี่ยังใหญ่อยู่เรื่อย ไปกับท่านสบายใจ
ไม่ต้องห่วงว่าชาวบ้านจะหมั่นไส้ดักตีกบาล

จุดนัดพบอยู่ที่อำเภอวิเชียรบุรี นอกจากคณะเจ้าคุณกัลยาฯ ก็มีคณะนายแพทย์ใหญ่สหายพ่อ
พ่วงด้วยคณะใหญ่ผู้ติดตามอีกสองคันรถของเจ้าคุณเทศาฯ สลอนไปหมดทั้งลูกซองไรเฟิล
ก็คงได้เรื่องแสบแสบ คันคันมาเขียนเล่าสู่กันฟังมั่งละ เราถึงตรงตามเวลานัดของเจ้าคุณกัลยาฯ
คณะอื่นถึงก่อน แต่จะก่อนแค่ไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าเราจอดยังไม่หันลงจากรถพูดจาด้วย ขบวนของเจ้าคุณเทศาฯ
ก็ขยับเคลื่อนออกไปซะแล้ว รวบเอาพรานพื้นบ้านกับผู้ช่วยที่เราเป็นฝ่ายนัดไปด้วยทั้งหมด...
ไม่ว่ากัน ท่านเคยเป็นใหญ่ก็ต้องใหญ่ต้องได้อะไรก่อนและคอยใครไม่ได้
สงสัยว่าพรานจริงจริงอีกสองคนติดไปด้วยหรือเปล่า พรานอุยกับพรานโป้ย ถ้าติดไปด้วยก็วุ่น
เรื่องไม่มีพรานนำทางสำหรับเจ้าคุณกัลยาฯ และนายแพทย์ใหญ่ เสี่ยงคอยสักพัก ไปหาอะไรกินในตลาด
สองพรานตาปรือเข้ามาบอกว่าหลบฉากไปซัดกัญชาซะ เพราะรำคาญ

"เจ้าคุณคนนั้นจะเอาตัวผมสองคนไห้ได้ ผมนัดกับคุณพระก็ต้องพูดกับคุณพระก่อนถึงจะถูก"

เราเข้าไปถึงซับบอนเมื่อทุกคณะเขากางกระโจมกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่ที่เหลืออยู่นั้นคับแคบอึดอัด
มันจะค่ำแล้วด้วย เลยทำลวกลวก พอนอน พรุ่งนี้ย้ายแน่ ไม่รู้จะอยู่กันกี่วัน

อำเภอวิเชียรบุรีก่อน พ.ศ.2500 บึงสามพันกับบ้านศรีเทพยังไม่เป็นอำเภอ มีเพียงตลาดเล็กเล็ก
พ้นออกไปไม่ถึงสามกิโลเมตรก็เข้าดง ไม่ใช่อำเภอวิเชียรบุรีปัจจุบันที่หนาแน่นด้วยตึกรามอาคาร
ร้านค้าธนาคาร หลังคารุงรังไปด้วยเสาอากาศโทรทัศน์ ธุรกิจการค้าเฟื่องฟู ชุมชนกว้างขวางใหญ่โต
สมัยนั้นถนนกระโผลก กระเผลก สาย ชัยวิบูลย์ ลำนารายน์-ศรีเทพ -วิเชียรบุรี -ซับสมอทอด-บึงสามพัน -
หนองไผ่ -นาเฉลียง - จนถึงวังชมพู ถนนที่ลืมกันแล้วว่าสร้างด้วยชีวิตถมด้วยกระดูกคนไทยจำนวนไม่น้อย
มีแต่ป่า -ป่า - และก็ป่า... ป่าไม้ชั้นดีที่สมบูรณ์ของประเทศแห่งหนึ่ง

.....ผมเคยพูดว่ายังเป็นยุคที่ผู้คนไม่ฉลาด ไม่รู้จักก่นโค่นทำลายป่าให้ราบพนาสูญ
หรือยังไม่รู้จักว่าการสมคบกันทำไม้เถื่อนนั้นจะร่ำรวยมหาศาล ยุคนั้นป่าดีสัตว์ดื่น เงาป่าปก ร่มเย็นอยู่สุข
ช่วงเวลาไม่ถึงสามสิบปีป่าไพศาลถูกทำลายลง ทุกอย่างที่เป็นชีวิตป่าก็สิ้น สามสิบปีเมื่อเทียบกับ
ประวัติศาสตร์อันยาวนานของชนเผ่าไทยในแหลมทอง ก็เป็นเพียงจุดเวลาจุดหนึ่งเท่านั้น
แต่เป็นจุดที่มีพลังทำลายทรัพยากรแผ่นดินมหาศาล และก็ปัจจุบันการทำลายล้างอันนั้น
ก็ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง การอนุรักษ์สัตว์ป่าจะทำประการใด

จัดเรื่องที่พักเรียบร้อยแล้วตานี้ก็ถึงเรื่องเที่ยวละ กุมภามีนาแล้งจัด ต้นไม้ทิ้งใบจนดูป่าโล่ง
แหล่งน้ำทั่วไปแห้งผาก เหลือน้ำซับไม่กี่แห่ง พื้นดินแห้งแข็งราวกับหิน พรานจะหาสัตว์
ต้องด้อมหาเอาตามต้นลูกไม้น้ำซับ เรื่องตามรอยเลิกคิดได้ – ไม่มีทาง เข้าป่าแบบมากปืนมากพราน
ค่อนข้างไม่ปลอดภัย ต้องตกลงจัดหลีกแบ่งสายแบ่งทิศทางให้ดี เคราะห์หามยามซวย
เซ่อซ่าซัดกันเองเข้าจะวุ่นเปล่าเปล่า

สามคณะคือเจ้าคุณกัลยาฯ หนึ่ง นายแพทย์ใหญ่หนึ่ง พ่อผมอีกหนึ่ง มีพรานนำเพียงน่อไก๊
เจ้าคุณเทศาฯ เป็นคณะที่สี่ กำชาวบ้านที่รู้จักป่าไว้หมดตั้ง 5 คน วางตนเป็นเอกเทศ ตามใจท่าน
ที่ลำบากใจก็ตอนคณะท่านไม่ยอมบอกกล่าวว่าจะออกไปทางไหนมั่ง ยังงี้อันตรายครับ

เหลือวิธีสุดท้ายที่จะดูสัตว์ได้คือนั่งห้าง ซึ่งถ้าจะล่าสัตว์ก็ไม่ใช่วิธีที่เป็นกีฬา นอกจากยิงเอาเนื้อ
ม.ร.ว. ทวีธวัช - เจษฏา กับผม ชวนพรานโป้ย พรานอุย ไปคาดห้างตามต้นลูกไม้หรือน้ำซับ
เตรียมให้พอเฉลี่ยนั่งกันได้ทั้งสามคณะ สองพรานนี่รู้แหล่งและชำนาญป่า ส่วนอีกห้าคนโน่น
เป็นเพียงชาวบ้านรู้จักป่าไม่แม่นแหล่งสัตว์ ยังงี้พอเลี่ยงกันได้หายใจคล่อง เห็นรอยเกวียน
รอยต้อนฝูงวัวควายเปรอะไปทั่ว ป่าฤดูแล้งจะเดินกันทางไหนก็ได้ ดูแล้วเราอยู่ไม่ไกลจากชาวบ้าน
และก็วันนั้นเราพบวัวแดงฝูงห้าหกตัว ละมั่งฝูงเกินสิบ กับหมาป่าสอง... ป่ายังสมบูรณ์

เจ้าคุณกัลยาฯ พูดถึงควายป่าว่ามันก็เหมือนควายบ้านเรานี่แหละ แต่ใหญ่กว่ามาก
ตัวผู้โตเต็มที่สูงถึงหกเจ็ดฟุต รูปหล่อท่วงท่าสมาร์ท ไม่เซื่องเซื่องเซ่อเซ่อ หุ่นนักกล้ามบึ้บบั้บ
ไม่พุงพลุ้ยทอดหุ่ยแบบกระบือบ้าน มันว่องไวปราดเปรียว วงเขากว้างขวิดได้เด็ดขาดแม่นยำ
ต้นไม้ขนาดแขนก็ขวิดไม่พลาด กระบือดงนี่นิสัยเสียเรื่องขี้ระแวง ผิดกลิ่นผิดสีหรือเพียงสงสัยเป็นตะลุย
เล่นระบบขวิดก่อนถามทีหลัง เสือลายพาดกลอนใหญ่ใหญ่ยังขยาดไม่กล้าตอแย พรานยิงนัดแรก
หากนัดที่สองไม่ล้มจอดป้ายก็เตรียมรับศึกใหญ่ได้ ใครดีใครอยู่น้ำหนักเป็นตันลุยเข้ามา
ด้วยความเร็วสูงว่องไวขวิดแม่น ไม่ตายไม่เลิก ตามควายป่าต้องพรางการเคลื่อนไหวพรางกลิ่นให้ดี
เจ้าคุณกัลยาฯ เคยตามด้วยเสื้อผ้าคลุกตำกับใบไม้ใบหญ้าทั้งชุดมาแล้ว
นี่ละมหิงสาเจ้าแห่งพละกำลังความดุและขี้โมโห

ผมน่ะรักคำว่า ควายป่า มากกว่า ฟังเป็นชาวบ้านดี มหิงสามันใกล้ “มหาหิงคุ์” ไปนิด

สามสี่วันแรก พวกผมเล่นแต่ปักพรึงลงแร้วต่อไก่ป่า ใช้ไก่ตัวเก่งของพรานอุย
หรือไม่ก็ขึงเฝือกลงบ่วงเป่าหลอดล่อนกกระทาดง อันนี้ฉลองน้องชายผมชำนาญ ให้สองพราน
ไปนำคณะเจ้าคุณกัลยาฯ กับนายแพทย์ใหญ่ ซึ่งก็ไม่มีใครอื่นล้วนลูกท่านทั้งเพ วันที่สี่หลังมื้อกลางวัน
เรายกกันไปเสวนาที่เต๊นท์กลางของนายแพทย์ใหญ่ เจ้าคุณเทศาฯ ก็อยู่ด้วย ราวบ่ายสองโมงพรานหนุ่ม
ในคณะเจ้าคุณเทศาฯ วิ่งหน้าเริ่ดเข้ามา หอบแฮ่ก เรียนท่านว่า พบมหิงสาเป็นฝูง ยิงไม่ล้มและก็ไม่หนี
มาขอลูกปืนเพิ่มเติม เจ้าคุณท่านก็ดีใจหายไม่ซักไม่ถาม รีบเดินกลับไปหยิบกระสุน
ใครคนหนึ่งในกลุ่มพวกผมโพล่งออกมา

"มหิงสาหรือมหาหิงค์กันแน่ เจอได้ไงใกล้แค่นี้ แปลกว่ะ"
"อย่าเพิ่งไปวิจารณ์เค้า คอยฟังผลก่อนน่ะ" เจ้าคุณกัลยาฯ กล่าวเชิงเบรคเนิบเนิบ

โธ่ -จะไม่ให้เปรี้ยวปากอยากเว้าได้ยังไง ไม่เคยแว่วข่าวเลยว่ามีใครพบควายป่าตั้งกว่าสิบปีมาแล้ว
แล้งจัดร้อนจัดจนดินแข็งปานหิน โดยธรรมชาติสัตว์ตระกูลควายคงไม่แร่ดลงมาอาบแดด
ให้หนังแตกผิวเสียร้อก สัตว์ใช้น้ำมากพวกนี้รวมทั้งช้างจะย้ายถิ่นเข้าอยู่ในดงลึกหมด
ไอ้นี่แปลกยิงหลายนัดไม่ล้ม ซ้ำยืนยิ้มให้เวลานอกพรานวิ่งมาเอากระสุนไปยิงอีก เล่นกะมันซี
ทำไมไม่โมโหโทโสสวนควันปืน ควบไล่ขวิดหนีกันตับแลบม้ามหลุด เมื่อท่านผู้ใหญ่ปรามเราก็หุบปาก
จนใกล้ค่ำที่ปางพักเจ้าคุณเทศาฯ ยังเงียบเชียบอยู่ คงออกไปช่วยกันแล่มหิงสา อาจจะล้มเกินหนึ่งตัว
หรือตามตัวที่เจ็บไป เป็นไปได้ทั้งนั้น

อยู่กันพร้อมหน้ารอบกองไฟ ปางพักพวกเราอยู่หน้าสุดใกล้ทางเกวียน ห่างจากกลุ่มอื่นกว่าร้อยเมตร
ชาวบ้านหกหรือเจ็ดคนชูไต้ชูคบ เดินเข้ามา... พรานโป้ยกับผมออกไปรับหน้า พอรู้เรื่องก็ชี้ทางให้เขา

"ผู้ใหญ่ดำกับลูกบ้านมาขอคิดเงินค่ามหิงสา ตายหนึ่งบาดเจ็บสาม” ผมบอกพ่อ
"ที่วิ่งอกตั้งมาเอาลูกปืนนั่นน่ะเรอะ"
"นั่นละ ควายงานเค้าทั้งเพ" พรานโป้ยตอบ
"พวกบ้านต้อนควายต้อนวัวมาปล่อยไว้ แถบนี้ทุกแล้งแหล่งน้ำดีหน่อย
เค้าจะเอาทั้งหมดสองพันให้เนื้อขาเดียวเอง"
"พวกกลุ่มเจ้าคุณเทศา ห้าวกันนัก ไม่ดูเดือนดูตะวัน" พรานอุยพึมพำ

ที่แสบกว่านั้น
"จริงจริงควายน่ะ เป็นของไอ้คนที่อยู่กับเจ้าคุณเทศานั่นแหละ มันกลัวถูกหักราคาเลยให้ผู้ใหญ่มารับสมอ้าง"

ฮ่ะ-ฮ่ะ ชาวบ้านป่ากับพรานกรุง ความจริงคนยิงไม่ได้ผิดอะไร นอกจากเสียค่าเกมส์แพงไปหน่อย
เขาไม่ได้เรียนเจ้าคุณว่าควายป่า แต่พบมหิงสาฝูง

อันดับแรก ที่ถึงกรุงเทพ ผมแจ้นเข้าคว้าพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
มหิงสา - น --- ควาย - ชัดละครับ


สารบาญ

มหิงสาชัดละครับ
โปƒงนี้ผีแรง
ละมั่งเจ‰า
ผิดปƒา
จระเข‰บึง
จระเข‰ห‰วย
ทุˆงซับจำปา


ยามซวยของหม
ผีจริงจริงมั้ง
เลือดพลˆาน
พรานลำบาก
ลั่นไกลั่นปƒา
ลุงเหลี่ยมพรานดง
สองหางงาเดียวจอมรังควาน
กติกาปƒา