13 .เยอรมันกระจุย
..................................
กลุ่มนักเรียนนายร้อยเยอรมัน ทั้งที่ออกจากราชการด้วยคำสั่งคณะราษฎร และที่ยังรับราชการ
คงพบปะกันเป็นปกติ แต่ชักมองหน้ากันไม่ค่อยสนิท เริ่มระแวงกันในที เพราะ เกิดคำใหม่ขึ้นมา
"คณะราษฎร" กับ "คณะเจ้า" ความจริงเรื่องนี้ไม่ใช่เกิดในคณะนักเรียนเยอรมัน แต่มาจากกลุ่มอื่น
ครั้งสุดท้ายพบปะกันที่วัง หม่อมเจ้า นิลประภัศรฯ สามย่าน ด้วยความเป็นห่วงเพื่อนเกลอก็ทรงเตือน
เจ้าคุณพหลฯ ถึงความใจอ่อน คล้อยตามเรื่อง "ไล่ลดปลดทิ้ง" กำลังพลชั้นดีที่เพียงแต่เห็นว่า
"ไม่ใช่พวกคณะราษฎร" ระวังจะเป็นเหยื่อให้เด็กหลอกใช้ หรือดีไม่ดีจะเป็นหุ่นให้กลุ่มเด็กเชิดแล้ว
จะเสียใจไม่รู้จบ
พระยาพหลพลพยุเสนา หัวหน้าคณะราษฎรหมายเลข 1 โกรธ หาว่าท่านนิลฯ ดูหมิ่นเพื่อนฝูงว่า
ฉลาดไม่ทันเด็ก โน่น - ท่านตีความไปโน่น
เหตุการณ์ในระยะต่อมา เริ่มฉายให้เห็นความยุ่งยาก รุ่นเด็กอ้างสิทธิ์แสวงตำแหน่งยศ แสวงทรัพย์สิน
ผลประโยชน์
.ประพฤติรังควานดูหมิ่นข้าราชการเก่ารุนแรง
.ขนาดนายสิบ จ่านายสิบที่เผอิญได้เข้าไป
ไชโยในวันที่ 24 มิถุนายน กลายเป็นผู้ก่อการฯ ไปด้วย กระด้างไม่ทำความเคารพนายทหารเก่า
ไม่ว่าชั้นยศไหน วินัยกองทัพเสื่อมทันที
รัฐบาลพลเรือนของ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ไม่ยอมปฏิบัติตามใจคณะราษฎร ก็ขัดใจกัน
วันที่ 20 มิถุนายน 2476 พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ทำรัฐประหาร ล้มรัฐบาลชุดที่หนึ่ง
ของระบอบประชาธิปไตย พระยามโนฯ ต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่เกาะปีนัง เช่นเดียวกับพระบรม
วงศานุวงษ์ชั้นผู้ใหญ่หลายพระองค์ที่ต้องเสด็จหลัง 24 มิถุนายน 2475
พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ที่จริงถ้าเป็นมันซะตั้งแต่แรกก็ไม่ต้องวุ่น
ออกแรงให้เหนื่อยอีกครั้ง และแล้วพระยาพหลฯ ก็กลายเป็นพ่อลูกอ่อน สมาชิกคณะราษฎร
ผู้ก่อการปฏิวัติมีมากจริงๆ แยกกันเองว่าเป็นประเภท ดี 1 ดี 2 ดี 3 คนโน้นจะเอานี่คนนี้จะเอานั่น
ผลประโยชน์ทรัพย์สินยศและตำแหน่ง ขณะเดียวกัน เด็กเริ่มจะแข่งแย่งเบียดผู้ใหญ่พยายามผลักออก
เรื่องสำคัญคือชาติและประชาชนกับประชาธิปไตยดูแล้วจะไม่มีความหมาย สมาชิกคณะราษฎร
บางส่วนเริ่มหลงอำนาจหลงตัวเอง หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รังควานพระราชวงศ์ต่างๆ นานา
ละทิ้งสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนเรื่องจะสร้างความอยู่ดีมีสุข สิทธิเสรีภาพภราดรภาพที่ว่าประชาชี
จะมีเต็มที่ กลับริบหรี่ ข้อสำคัญคือหัวหน้าคณะราษฎรไม่สามารถควบคุมสมาชิกให้ปฏิบัติในกรอบ
ที่ถูกทำนองคลองธรรมได้ แม้แต่พระยาทรงฯ พระยาฤทธิฯ พระประศาสน์ฯ ร.ท. ประยูรฯ ก็ถูก
สมาชิกแถวสองกล่าวหา ว่าหันไปเข้ากับฝ่ายพระยามโนฯ ยุทธการเหยียบบาทาเริ่มขึ้นใน
คณะราษฎรในเวลาเพียงปีเดียว
บุคคลหลายฝ่ายเริ่มมองดูพฤติกรรมของคณะราษฎรออกไปในทางลบ ต่างเป็นห่วงชาติ ราชบัลลังก์
ห่วงราษฎร ห่วงระบอบประชาธิปไตยที่มีทีท่าว่าจะไม่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า
เจ้าอยู่หัวทรงสละพระราชอำนาจลงเป็นพระมหากษัตริภายใต้กฏหมายแล้ว แต่กลับมีผู้มีอำนาจล้นฟ้า
เกิดขึ้นมากมาย ในนามของผู้ก่อการปฏิวัติ มีการทักท้วงทวงสัญญาที่คณะราษฎรประกาศก้องไว้
เมื่อ 24 มิถุนายน คณะราษฎรใหญ่คับฟ้าคับแผ่นดินเสียแล้ว - จะยอมหยุดฟังใคร
10 ตุลาคม 2476 พลเอกพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม
กับ พันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม และนายทหารชั้นผู้ใหญ่อีกหลายท่าน เคลื่อนกำลังทหาร
นครราชสีมา สระบุรี อยุธยา เข้ายึดดอนเมืองเป็นฐานหลัก กำลังส่วนหน้าสุดอยู่ฝั่งใต้ของแนว
คลองบางเขน ส่งนายทหารหนึ่งนายเป็นทูตนำสารไปยื่นต่อพระยาพหลพลพยุหเสนา แจ้งข้อเรียกร้อง
ให้รัฐบาลคณะราษฎรของพระยาพหลพลพยุหเสนา ปฏิบัติตามสัญญาที่ให้ไว้ในหลักการประชาธิปไตย
สมบูรณ์ และให้ยุติปฏิบัติการอันไม่ถูกต้องทำนองคลองธรรมดังกล่าวข้างต้นเด็ดขาด
พระองค์เจ้าบวรเดช ทรงรู้เห็นและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตย
โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขมาตั้งแต่ต้น ส่วน พระยาศรีสิทธิสงคราม ก็เป็นหนึ่งในกลุ่ม
พระยาพหลฯ แต่ถอนตัวเสียก่อนเพราะเห็นอะไรไม่ชอบมากพากลเช่นเดียวกับที่
หม่อมเจ้า นิลประภัศรฯ ทรงเตือน
พระองค์เจ้าบวรเดช ทรงเรียกร้องให้พระยาพหลฯ แก้ไขการปฏิบัติให้ถูกลู่เข้าทิศทางประชาธิปไตย
ไม่ใช่จะเข้ามายึดแย่งเพื่อเข้าเป็นรัฐบาลเสียเอง หรือจะมาบังคับขับไล่คณะราษฎรเพื่อถวาย
พระราชอำนาจคืนแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 แต่ประการใด เพียงต้องการ
ประชาธิปไตยบริสุทธิ์เหมือนอารยประเทศ ไม่ใช่คณาธิปไตยหรือเผด็จการ
ทูตนำสารจากฝ่ายพระองค์เจ้าบวรเดชถูกจับกุมตัว ทูตจากฝ่ายรัฐบาลก็ถูกควบคุมตัวเหมือนกัน
เป็นอันว่าพูดกันไม่ต้องรู้เรื่อง คณะราษฎรโดยเฉพาะกลุ่มหนุ่มฝ่ายทหาร ไม่ยอมให้พระยาพหลฯ
รับฟังข้อเสนอข้อเรียกร้องใดๆ ของฝ่ายทหารหัวเมือง ซ้ำปิดบัง มิให้ราษฎรรู้ถึงความสำคัญ
ในข้อเรียกร้องเสียอีก ออกแถลงการณ์ลักษณะโฆษณาชวนเชื่อว่า พระองค์เจ้าบวรเดชและนายทหาร
กลุ่มหนึ่งก่อการกบฎ โดยหลอกลวงว่าทหารหัวเมืองเข้ามาจะล้มล้างรัฐธรรมนูญและรัฐบาล
เพื่อสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชขึ้นใหม่ และยังมีการปล่อยข่าวว่าพระองค์เจ้าบวรเดชอยาก
จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินเสียเอง ทูตเจรจาของแต่ละฝ่ายต่างถูกจับ ฝ่ายหนึ่งมีวิทยุกระจายเสียง
อีกฝ่ายไม่มี ก็พูดกันไม่รู้เรื่อง เมื่อไม่รู้เรื่องก็ต้องรบ ที่ว่ารบ - ก็เพราะฟัดกันเต็มกำลัง ด้วยปืนเล็ก
ปืนสั้นปืนยาวปืนใหญ่ปืนกลรถยนต์รถแท้งค์รถเกราะเรือเหาะลูกบอมบ์เรือรบครบเครื่อง
ผลที่สุดฝ่ายพระองค์เจ้าวรเดชแพ้ กลายเป็น "กบฎ" ไร้เกียรติ
เหตุการณ์ ตุลาคม 2476 พันเอกพระยาทรงสุรเดช และ พันโท พระประศาสน์พิทยายุทธ
สองใน "สี่เสือ" ไปตระเวนดูงานการทหารเสียในยุโรป ก็เดาไม่ถูกเหมือนกันว่าถ้าทั้งสองท่าน
อยู่ในกรุงเทพฯ เรื่องจะเป็นเช่นไร เมื่อกลับมาก็เกินเวลาที่จะพูดจาอะไรกันได้แล้ว กองทัพบกก็ถึงกาล
ที่ต้องเสียมันสมองอีกครั้งหนึ่ง บรรดานายทหารถูก "ศาลพิเศษ" ตัดสินจำคุกเป็นจำนวนมาก
ส่วนผู้ที่หาหลักฐานไม่ได้ว่าร่วมมือกบฎ ก็ต้องออกพ้นราชการเหมือนกัน ฝ่าย "ขเด็ทเยอรมัน"
ยุคไกเซอร์ร่วมสมัยกับ พระองค์เจ้าบวรเดช กับพระยาศรีสิทธิฯ ถูกผลักออกจากองทัพอีกงวดหนึ่ง
"จำกัดเขต" อยู่แถวชายแดนกันดารโน่น แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน อุตรดิตถ์
เรื่องนี้ผมเรียนตั้งแต่ต้นแล้วว่าเป็นเรื่องของนักเรียนนายทหารไทยที่ผ่านเยอรมันยุคไกเซอร์ ฉะนั้น
จึงเรียนว่า "เยอรมัน" ที่เหลืออยู่ในกองทัพบกหลังกรณี ตุลาคม 2476 มีเพียงไม่กี่คน
อย่าถือสาหาความอะไรเลยนะครับ ผมขอใช้นามเดิม มี - ขเด็ทพจน์ ขเด็ทเทพ ขเด็ทวัน ขเด็ทเภา
ขเด็ทภักดิ์ ขเด็ทสอน ขเด็ทสอาด- อย่าสงสัยว่ามีอีกหลายท่านที่ยังรับราชการได้ชั้นยศได้ตำแหน่ง
ทำไมไม่กล่าวถึง นั่นเป็นเรื่องที่ท่านเหล่านั้นได้รับเชิญกลับเข้ามาภายหลังตามโอกาสอันควร
พันเอกพระยาทรงสุรเดช เป็นนายทหารเด่นที่สุดและเป็น "มันสมอง" ของคณะราษฎร มีเพื่อนรุ่นน้อง
เป็นผู้ช่วยใกล้ชิดคือ พันโทพระประศาสน์พิทยายุทธ คนเราเด่นนักมักพังใครก็อยากทาบรัศมี
ไม่ว่ารุ่นไหนก็อยากวัดดวง
พระยาทรงฯ มีจุดอ่อนจุดแข็งอยู่ที่เคยเป็นครูบาอาจารย์มานาน ก็เลยเป็นครูอยู่ตลอดเวลา
พูดจาโผงผางครูสอนศิษย์พูดจาทุบแตกและทุบโต๊ะ วันดีคืนดีใครตอบไม่ถูกเรื่องอาจจะได้รับ
คำชมว่า "โง่" ก่อนที่ท่านจะอธิบายถูกผิด เป็นไปได้เป็นไปไม่ได้ในปัญหายุทธการ ใครที่โดนตอกหน้า
แตกหน้าชามาก็สุมความแค้นไว้เงียบๆ ใครที่มักใหญ่ใฝ่สูงจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินก็ต้องกำจัด
"สี่เสือ" หัวหน้าคณะราษฎรชั้นอาวุโสลงเสียก่อน และก็ "พันเอก พระยาทรงสุรเดช" นี่แหละ เป็นบุคคล
แรกที่ต้องกำจัดออกไปโดยเร็ว เพราะฉลาดเกินไป ตรงเกินไป ซื่อเกินไป รู้ทันเกินไป ผู้ใต้บังคับบัญชา
ลูกศิษย์ลูกหารักใคร่เกินไป พันเอกพระยาทรงสุรเดช ไม่รู้ตัวเลยว่ามีศัตรูในพวกเดียวกัน ที่จ้องจะเชือด
เท่าที่ได้ยินมาจากนักเรียนเยอรมันรุ่นนั้น ท่านเล่าว่า
"เทพ - หัวมันโตจนหาหมวกเยอรมันสวมไม่ได้ทั้งกองทัพ"
ต้องเฉลยกันหน่อยละครับ ประโยคข้างบนหมายความว่าเจ้าคุณทรงสุรเดชนั้นท่านเรียนเก่งที่สุด
ดีเด่นในรุ่น ซึ่งรวมทั้งเยอรมันและไทย ที่ไล่กันติดก็มี ขเด็ทดิ่น ขเด็ทชิต
เจ้าคุณทรงฯ ปราดเปรื่องมีขีดความสามารถสูงก็จริง แต่ท่านเป็นผู้สมถะไม่มีความทะเยอทะยาน
มักใหญ่ใฝ่สูง เห็นว่าตัวเองนั้นเป็นทหารโดยอาชีพ ไม่สมควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง กลับไป
สร้างความเจริญให้แก่กองทัพดีกว่า การเมืองเป็นเรื่องของการปากว่าปราศรัยน้ำใจเชือดคอ
เรื่องของความไม่จริงใจ เรื่องของผลประโยชน์ส่วนตนส่วนพรรคพวก อีกทางหนึ่งเจ้าคุณทรงฯ
เป็นคนละเอียดอ่อนในเชิงดนตรี สามารถดีดสีตีเป่าเครื่องดนตรีไทยได้อย่างดีเกือบทุกชนิด
และเป็นนักสะสมเครื่องดนตรีด้วย
พันเอกพระยาทรงสุรเดช หลีกเลี่ยงจากลาภยศทางการเมือง ไปก่อตั้ง "โรงเรียนรบ" ที่เชียงใหม่
แบบ Kriegs schule ของเยอรมัน ฝึกอบรมร่วมเหล่าทั้งด้านยุทธการและยุทธวิธีในสนาม
โดยใช้ภูมิประเทศจริง หลักสูตร 2 ปี นายทหารฝึกหัดราชการโรงเรียนรบ (ไม่ใช้คำว่านักเรียน)
คัดจากหน่วยกำลังรบชั้นยศไม่เกินร้อยเอก เป็นการฝึกผู้บังคับหน่วยให้คุ้นสภาวะแวดล้อม
ในสนามทุกรูปแบบ
เจ้าคุณทรงฯ พูดในหมู่เพื่อนฝูงบ่อยครั้ง ว่าดินแดนไทยที่เสียไปสมัย ร.ศ. 112 สร้างภาวะเสียเปรียบ
ทางยุทธศาสตร์แก่ไทยเหลือประมาณ ไม่ว่าใครจะเข้ามาอยู่ในดินแดนแห่งนี้ของอินโดจีน
ต่อไปในอนาคตเราน่าจะขอคืนมาบ้างบางส่วน เพื่อความเป็นธรรมและความถูกต้อง แต่การ
จะขอคืนนั้นเราต้องพร้อม นี่คือความคิดที่จะเรียกร้องดินแดนคืนของ พันเอกพระยาทรงสุรเดช
โดยมีการเตรียมการล่วงหน้า
หลังเหตุการณ์ ตุลาคม 2476 สมาชิกคณะราษฎรฝ่ายทหารหนุ่มพุ่งขึ้นมาแรงจัด แซงเบียดเสียดสี
กลุ่มอาวุโส เปิดเผยอาละวาดฟาดหัวฟาดหางรอบด้าน คนใหม่คนเก่าไม่ต้องอยู่สุขกันละ ที่ไม่ได้
ถูกเนรเทศจำกัดเขตติดคุกติดตารางหรือถูกยิงเป้า แต่ถูกมองว่าไม่เอาด้วยกับท่าน ยังรับราชการอยู่
หรือนอนตีพุงอยู่กับบ้านเฉยๆ ก็จะได้รับความอนุเคราะห์คุ้มครองเคหะสถานให้ปลอดจากโจรภัย
ออกจากบ้านไปไหนไม่ต้องกลัวคนแอบตีกบาลชิงทรัพย์ เพราะท่านเอื้ออารีส่ง "สันติบาล" มาเฝ้า
ดูอยู่ตลอดเวลา นอกจากบุคคลอื่นโดยทั่วไปแล้ว นักเรียนเยอรมันก็ได้รับบริการนี้ถ้วนทั่ว
เผด็จการเกาะหลังคณะราษฎรเข้ามาและเปิดตัวแสดงชัดแจ้ง
เรื่องมันชักจะข้นๆ เครียดๆ หันมาดูอะไรเบาๆ ซักนิดปะไร เดี๋ยวค่อยกลับไปใหม่ เรื่องสันติบาล
เฝ้านี่แหละครับ หัวหน้าหน่วยสั่งให้ไปเฝ้า แกก็ไปเฝ้า วางตัวเป็นสายลับเต็มที่ บ้านหนึ่งมีคลองใหญ่
ขนาดคลองสามเสนคลองแสนแสบอยู่ข้างบ้าน หน้าบ้านเป็นถนนใหญ่มีคูระบายน้ำเล็กนิดเดียว
สายลับไปนั่งตกปลามันทุกวันในคู ไม่ยักตกในคลอง บ้านหนึ่งมีคนไปกวาดถนนหน้าบ้าน กวาดมันอยู่
แต่แถวนั้น บ้านอื่นก็ไม่ไปกวาด บ้านหนึ่งเจ้าของบ้านมีรถยนต์มีเหตุต้องออกจากบ้านทุกวัน สายลับ
ต้องมีรถยนต์คอยติดตามเหมือนกัน เช้าขึ้นสายลับขับรถมาจอดหน้าห้องแถวคนละฟากถนนกับบ้าน
ลงมาโขกหมากรุกกับเจ้าของห้อง เห็นมั่งไม่เห็นมั่งคนเข้าคนออก พอรถเจ้าของบ้านโผล่ออกมา สายลับก็กระโดดขึ้นรถคอยขับตามไป ไม่นานเจ้าของบ้านเห็นว่ายุ่งยากเปลืองน้ำมันหลวง
ท่านเลยขับรถมาแวะรับนั่งไปซะด้วยกัน บ้านหนึ่งมีร้านกาแฟอยู่ติดกับประตูใหญ่หน้าบ้าน
เช้าขึ้นสายลับแกก็มาประจำการอยู่ที่ร้านกาแฟอาโก สนิทสนมกับคนในบ้านโดยเฉพาะลูกชาย
ท่านเจ้าของบ้านเป็นอันดี ขนาดที่ว่าวันไหนไม่เห็นสายลับละก็วันนั้นเซ็งเป็นบ้า ว่างั้นเถอะ อยู่ไป
ก็อาศัยไหว้วานสายลับช่วยขับรถไปธุระปะปังที่โน่นที่นี่ได้ เจมส์ บอนด์ ยุคนั้นเขาดีอย่างนี้ละครับ
มีเรื่องที่ผมว่าไม่รู้จะขันหรือขันไม่ออก ไม่ใช่สายลับ แต่พยานในคดีกบฏ พยานให้การกับเจ้าพนักงาน
สอบสวนว่าพยานเป็นผู้มีหลักฐานบ่งชี้ว่า ผู้ต้องหา กระทำผิดจริง หลักฐานนั้นเป็นจดหมายนัดแนะ
จำเลยอีกผู้หนึ่ง พนักงานสอบสวนถามว่าพยานได้จดหมายนั้นมาอย่างไร ได้รับคำตอบหนักแน่นว่า
ใช้ยางมะละกอติดปลายไม้ แหย่ลงไปในตู้ไปรษณีย์ใกล้บ้านผู้ต้องหา จดหมายที่ติดยางมะละกอ
ขึ้นมาคือจดหมายฉบับนี้ที่ยื่นเป็นหลักฐาน จะด้วยพยานปากนี้หรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ เมื่อคดีถึงศาล
จำเลยถูกตัดสินจำคุก อันนี้ผมฟังเล่ามาอีกทีหนึ่งนะครับ จริงเท็จอยู่ที่ท่านผู้เล่า
คลายเครียดมาพอประมาณแล้ว เข้าเรื่องซะที
วันที่ 29 มกราคม 2481 พันเอก พระยาทรงสุรเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนรบ ถูกปลดออกจากราชการ
ไม่มีเบี้ยหวัดบำนาญ ด้วยคำสั่งกระทรวงกลาโหม
เป็นการไล่ออกซึ่งหน้าฉับพลัน พันเอกพระยา
ทรงสุรเดช ไม่ได้มีความผิดแต่ประการใด มิได้มีการกระทำใดที่ส่อว่าจะเป็นกบฏ หรือแม้แต่ความผิด
ทางวินัยบกพร่องต่อหน้าที่ แต่ก็ด้วยอำนาจไร้ธรรมในแผนครองอำนาจเพื่อเผด็จการของบุคคล
กลุ่มหนึ่ง พันเอกพระยาทรงสุรเดช เสือหมายเลข 2 มันสมองของคณะราษฎร ก็ถูกบีบให้เดินทาง
ออกพ้นราชอาณาจักรสยาม ในวันที่ 31 มกราคม นั้นเอง ไปตกระกำลำบากที่เมืองไซ่ง่อนจนสิ้นชีวิต
ลูกศิษย์ลูกหาและผู้เคยร่วมงานที่อยู่ข้างหลัง แม้เพียงแต่อยู่ในข่ายสงสัยว่าใกล้ชิดเจ้าคุณทรงฯ ละก็
เป็นถูกสับกระจุยออกจากราชการไปหมดสิ้น บางคนโดนคดีกบฏครอบหัว หรือถูกสังหารไปเลยก็มี
คนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็นอยู่กับบ้านยังโดนข้อหาพยายามล้มล้างรัฐบาล มีพยานมาเรียบร้อย
ชี้หน้าว่ารู้จักและเคยเฝ้าติดตามไปตามสถานที่หลายแห่ง เห็นว่าไปประชุมกับผู้ต้องหาอื่นๆ
ยืนยันสถานที่ว่าเป็น "ร้านตัดผม" ชื่อ "นิติกร" นักเรียนเยอรมันที่โดนร้านนิติกรเข้าเต็มเปา
ก็คือ พระยาอานุภาพไตรภพ
พันโทพระประสาสน์พิทยายุทธ - ขเด็ทวัน ดวงยังดี ได้รับเกียรติ
..ไปรับตำแหน่งเอกอัครราชทูต
ประจำกรุงเบอร์ลิน - ทหารเสือหมายเลข 3 พันเอกพระยา ฤทธิอาคเนย์ ก็ต้องกล่าวถึงท่านด้วย
เพราะทำไปทำมาท่านโดนข้าหาฉกรรจ์ในคดีกบฏ ต้องระหกระเนินลี้ภัยการเมืองไปอยู่สิงคโปร์
และสิ้นชีวิตที่นั่น นายทหารที่ผ่านเยอรมันที่ยิ่งใหญ่อีกท่านหนึ่ง - พันโทพระยาเทพหัสดิน ติดแห "
เป็นกบฏ" ที่เหวี่ยงมาครอบเข้าเต็มตัว - พันเอก พระยาศรีพิชัยสงคราม ต้องออกไปรับตำแหน่ง
เลขานุการเอก สถานทูตกรุงปารีส
ผมยังจำการจากไปของท่านเหล่านี้ได้ และจำนามบัตรเล็กๆ 2 แผ่น แผ่นหนึ่งเป็นของเจ้าคุณศรีพิชัยฯ
อีกแผ่นของพระประศาสน์ฯ เขียนประโยคสั้นที่สุดชัดเจนที่สุดเหมือนกัน คือเพียงคำว่า "ขอลา"
วางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือของพ่อเป็นปี ส่วนเจ้าคุณทรงฯ เมื่อวันเดินทางออกจากสถานีรถไฟ
หัวลำโพง มีคนแต่งกายพลเรือนหลายคนคอยกันไม่ให้คนที่สงสัย เข้าไปส่งเข้าไปในชานชาลา
ถูกจดชื่อจดเสียงไปด้วยหรือเปล่าไม่รู้ แต่เมื่อ ทศ พันธุมเสน ได้รับทุนไปเรียนวิศวกรรมเหมืองแร่
ที่อังกฤษ วันเดินทางนั้นมีผู้ใหญ่ในคณะราษฎรไปส่งกอดรัดอุ่นใจกว่า เจ้าคุณทรงฯ ผู้บิดามากนัก
พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าใหญ่หมายเลข 1 ของ "คณะราษฎร" ท่านมีอุปนิสัยใจคอ
โอนอ่อนผ่อนตาม วางเฉยในเกือบทุกกรณีขัดแย้งระหว่างกลุ่ม วางตัวอยู่เหนือปัญหาใดๆ
จนไม่สามารถควบคุมสมาชิกรุ่นรอง จนเห็นกันว่าผู้กุมอำนาจแท้จริงนั้นไม่ใช่เจ้าคุณพหลฯ
แต่เป็นฝ่ายทหารกลุ่มหนุ่ม มิตรสหายของท่านถูกตีกระจุยไปหมดสิ้น เหลือแต่ตัวท่านโดดเดี่ยว
แต่คณะราษฎรกลุ่มที่หวังอำนาจเด็ดขาดยังต้องพึ่งบารมีพระยาพหลฯ อยู่
..เผด็จการยังยึดพื้นฐาน
ไม่แน่นพอ แต่ในที่สุดเมื่อทุกอย่างลงตามแผนเต็มที่ รุ่นเด็กครองอำนาจเบ็ดเสร็จ
พระยาพหลพลพยุหเสนาก็ถูกสูบลมลอยเคว้งคว้างขึ้นเป็น "เชษฐบุรุษ" หมดอำนาจบังคับบัญชา
และอิทธิฤทธิ์ ได้แต่นั่งดูสมาชิกแก่งแย่งชิงดี ละทิ้งสัญญาที่ให้ไว้กับราษฎร บางกลุ่มกอบโกย
ผลประโยชน์หวังร่ำรวย ไปตามกัน มีแต่มิตรสหายของท่านเท่านั้นที่ต่างต้องชะตากรรมระหกระเหิน
พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พลเอก) ใช้ตราประจำตัวเป็นรูป "สามเสือ" หรือ เสือ 3 ตัว
กับวลี "ชาติเสือต้องไว้ลาย" ด้วยเหตุผลคือ ตระกูล "พหลโยธิน" ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์
เป็น "พระยาพหล" ถึงสามท่าน คือ 1. พระยาพหลพลพยุหเสนา (กิ่ม - บิดา) 2. พระยาพหลโยธินรา
มินทร์ภักดี (นพ-พี่ชาย) 3. พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์) ไม่ใช่ที่บางท่านเข้าใจผิดว่าเครื่องหมาย
สามเสือนี้มาจากนักเรียนนายร้อยเยอรมันสามนายเป็นหัวหน้าปฎิวัติ 24 มิถุนายน 2475
ประสบความสำเร็จ
สงครามมหาเอเชียบูรพางวดหนัก ฝูงบินสัมพันธมิตรเข้ามาทิ้งระเบิดกรุงเทพฯ ถี่และรุนแรง
ชาวกรุงต้องอพยพหนีภัยทางอากาศออกไปอยู่รอบนอก พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ขณะนั้น
ป่วยเป็นอัมพาตที่ขาบางส่วน ย้ายไปพักอยู่ที่เรือนข้าราชการบริพารในพระราชวังบางปะอิน
ผมติดตามท่านผู้ใหญ่ในฐานะพลกรรเชียงเรือจากบางกะสั้น ไปเยี่ยมเจ้าคุณพหลฯ ตอนต้นปี
พ.ศ. 2488 ท่านพลเอกหัวหน้าคณะผู้ยึดอำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองผู้แกร่งกร้าว
ได้รับสถาปนาขึ้นเป็น "เชษฐบุรุษ" และขณะนั้นก็ดำรงตำแหน่ง "แม่ทัพใหญ่" อยู่กับท่านผู้หญิง
และคนไม่กี่คน เงียบสงบ ไร้บริวารแห่ห้อมเกรียวกราว หลังไหล่ของท่านที่คนอื่นเคยอาศัยเหยียบ
ก้าวผ่านไปสู่อำนาจราชศักดิอัครฐาน บัดนี้สิ้นแล้วซึ่งความสำคัญและสิ้นความหมาย "คณะราษฎร"
ส่วนที่เสวยอำนาจต่างหันหลังให้โดยสิ้นเชิง "ขเด็ทพจน์" ชันกายขึ้นนั่งบนเตียงต้อนรับสหายขเด็ท
ผู้มาเยือน โอบกอดน้ำตาคลอ สหายสนิทที่ต้องห่างเหินไปตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง
จากสารทุกข์สุกดิบที่วนมาลงที่ปัญหาบ้านเมือง ตอนหนึ่งท่านน้ำตาไหล
"สอาด ที่เจ้านิลเตือนแต่แรกนั่นน่ะ ถูกทุกอย่าง"
"เจ้านิลว่ากันจะน้ำตาตก ก็ตกจริงๆ เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเปลี่ยนการปกครอง แล้วราษฎรไม่ได้อะไรเลย
มีแต่ประชาธิปไตยหลอกๆ ถูกข่มเหงมากขึ้น หันไปพึ่งใครก็ไม่ได้
คณะราษฎรเองกลับหาประโยชน์หาอำนาจใส่ตัว แก่งแย่งชิงดีถึงเอาชีวิต คนบริสุทธิ์ผู้หลักผู้ใหญ่
ขุนนางเก่าเดือดร้อนกันเป็นแถว"
"พวกเขาผลักกันออกนอกทาง หมดทางยับยั้งห้ามปรามประชาธิปไตยไม่เห็นแม้แต่เงา เจ้านิลพูดถูก"
นักเรียนนายร้อยเยอรมัน มีเพียงสมเด็จพระบรมราชชนกพระองค์เดียว ที่ทรงศึกษาสำเร็จ
ทั้งโรงเรียนนายร้อยและโรงเรียนนายเรือ และทรงสำเร็จในขั้นแนวหน้า
ในช่วงนั้นมีนักเรียนนายเรือร่วมสมัยอยู่ด้วยองค์หนึ่ง แต่เป็นที่ญี่ปุ่น คือ หม่อมเจ้าเสพสุมนัศ สุทัศนีย์
ในพระราชวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสุทัศนิภาธร (ในกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ)
นักเรียนรุ่นสุดท้ายยังไม่ได้ไปเป็นนายทหารฝึกหัดประจำหน่วย เยอรมันของไกเซอร์ก็เปิดสงคราม
กระทรวงกลาโหมสยามสั่งให้ย้ายไปสวิตเซอร์แลนด์ มี พลโท พลอากาศโท พระศิลปศัสตราคม
(ภักดิ์ เกษสำลี) กับ พันเอก พระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น) ไปเรียนต่อหลักสูตรทหารพรานภูเขา นาวาอากาศโท หลวงเนรมิตไพชยนต์ (เชี้ยง ศุษิลวรณ์) กับ พันโท หลวงรวบรัดสปัตพล (สอน บุญใหญ่)
ไปเรียนวิชาวิศวกรรมช่างอากาศ วิทยาลัยโพลีเทคนิค กรุงเบิร์น เมื่อสยามประกาศสงคราม
ต่อเยอรมัน ทั้ง 4 ท่าน ได้เข้าประจำการในกองกำลังทหารไทยในฝรั่งเศส และมีนายทหารที่
ผ่านเยอรมันอีกคือ พลโท พระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) พันโท พระอาสาสงคราม
(ต๋อย หัสดินเสวี) พันโท พระทรงสุรเดช (ใหญ่ เกตุทัต) พลตรี พระบริภัณฑ์ยุทธกิจ (เภา เพียรเลิศ)
หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 นักเรียนเยอรมันก็โดนกระแสการเมือง
ตีแตกฉานซ่านเซ็น ประสบเคราะห์กรรมบ้าง ถูกแช่แข็งอยู่เฉยๆ บ้าง ที่รับราชการสนองพระเดช
พระคุณเป็นปกติสุขคงไม่เกิน 6 ท่าน เป็นการปิดฉากนักเรียนนายร้อยเยอรมันยุคไกเซอร์
ที่มีชีวิตอยู่เป็นท่านสุดท้าย คือ พลโท พลอากาศโท พระศิลปศัสตราคม (ภักดิ์ เกษสำลี)
กราบถวายบังคมลาถึงอนิจกรรม เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2525