คำนำของผู้เขียน
..................................
อุ่นเครื่องซะหน่อยนะครับ
ตอนรู้ภาษาอังกฤษพออ่านออกเขียนไม่ได้ ผู้ใหญ่ชอบพูดถึงเมืองเยอรมัน เยอรมันเก่ง เยอรมันดี
สินค้าทนยังโง้นยังงี้ ไอ้ผมก็ตั้งหน้าค้นหาว่าเยอรมันนั้นอยู่หนใดในยุโรป หาในแผนที่เท่าไหร่ก็ไม่พบ
กี่สิบเที่ยวก็ไม่พบ เอาไงแน่ ในแผนที่มีแต่ประเทศ เกอร์แมนี่ โป๊ะตะเกียงตราไฟลุกบนฝ่ามือก็ว่า
"เมดอิน เกอร์แมนี่" สินค้าอื่นก็เหมือนกัน ไม่กล้าถามใคร กลัวเสียหน้านักเรียนโรงเรียนอังกฤษที่
"ผู้การถาวร ช่วยประสิทธิ์" แกเรียนอยู่ด้วย จนวันนึงไอ้ตี๋ร้านกาแฟเมียงๆ เข้ามาถาม
ลื้อเรียนภาษาอังกฤษ ช่วยบอกหน่อยว่ะ ทหารเยอรมันทำไมไม่อ่านทหารเกอร์แมน
ดวงตาเห็นธรรมทันใดทะลุปรุโปร่งถึงกรุงโตเกียวโน่น ปู้โธ่-หลงฝ่าดงกะเหรี่ยง
อ่านว่า "กรุงต๊อกโย" อยู่นานครัน
ผมได้รับรู้เรื่องนักเรียนไทยในเยอรมันมากขึ้นเป็นลำดับ ก็นักเรียนนายร้อยยุค ไกเซอร์ วิลเฮล์มที่ 2
ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 นี่แหละ ล้วนหวีผมแสกมีแนวตรงกับหัวคิ้วซ้ายเหมือนกันทุกท่าน
ลายมือเขียนภาษาเยอรมันก็เกือบเหมือนกันจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร ไปอยู่กัน
คนละอย่างน้อย 8 ปีจากนั้นไปต่อประเทศอื่นอีก 1-3 ปี
โดนเข้าเบ้าหลอมที่เยอรมันออกมาเป็นรูปแบบเดียวกันหมดระเบียบจัด วินัยตึง ซื่อสัตย์
อยู่อย่างสมถะประหยัดเก็บออมรอมริบ
(ประหยัดกับขี้เหนียวน่ะมันคนละอย่างกันนะครับ) ข้อสำคัญต้องรักเทอดทูนเกียรติและศักดิ์ศรี
ดูรายพระนามและนามนักเรียนเยอรมันที่ผมรวบรวมไว้ในหนังสือเล่มนี้เถอะครับ
มีท่านใดบ้างที่ร่ำรวยยศศักดิ์อัครฐานคลังสมบัติโอฬาร อุทยานราชอุตดม ไล่ลงมาเป็นรายองค์
รายตัวได้เลยครับฉะนั้นใครอยากจะคบลูกเศรษฐีละก็อย่าจับลูกนักเรียนเยอรมันเลยครับ
ไม่ว่าคนไหนรับรองได้ว่าผิดหวังทั้งนั้น
อันความประหยัดถ้วนถี่นี่แหละ เมื่อเดินทางกลับสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทุกท่านจึงเก็บสมบัติ
ประดามีกลับมาหมด- รูปภาพ สมุดภาพ จดหมาย โพสท์คาร์ด ตำรับตำรา เครื่องแบบ
และอุปกรณ์ต่างๆ ลูกหลานทายาทของท่านเหล่านั้นในปัจจุบันยังคงคบหาสัมพันธ์ใกล้ชิดกันอยู่
ซึ่งต้องขอขอบพระคุณที่ได้เอื้อกรุณาให้ข้อมูลอย่างวิเศษด้วย
เขียนเล่าเรื่องเกี่ยวกับเยอรมัน ภาษาในเรื่องนี้ผมก็เลยตกกระไดพลอยโจนอ่านแบบ
"เกอร์แมน" นะครับเอาอะไรกันนักกันหนา ผิดถูกคงไม่ว่ากัน - ผิดตกยกเว้น
เรื่องของนักเรียนนายร้อยเยอรมันยุคไกเซอร์นี่น่าสนใจไม่น้อย
ต่างกลับเข้ามารับราชการ พัฒนากองทัพก้าวหน้าไปหลายก้าว อย่าง สมเด็จพระบรมราชชนก
ซึ่งทรงย้ายจากโรงเรียนนายร้อยไปโรงเรียนนายเรือ ก็ทรงสอบออกเป็นนายทหาร
ได้ในอันดับที่ 2 เสด็จกลับมาก็ทรงวางแนวความคิดประทานไว้แก่ราชนาวีไทย
เรื่องเรือดำน้ำที่ทรงเรียกว่า เรือ พันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม เป็นผู้ริเริ่มการต่อสู้ป้องกัน ภัย
ทางอากาศมาตั้งแต่ พ.ศ.2470และเสนอแนะให้กองทัพบกจัดซื้ออาวุธต่อสู้อากาศยานเข้ามา
ได้แก่ ปืนต่อสู้อากาศยานแบบต่างๆรถไฟฉายและเครื่องจับเสียงเครื่องบิน
พันเอกพระยาทรงสุรเดช ริเริ่มเรื่องยานยนต์ติดอาวุธและยานเกราะ
พลตรีพระศักดาพลรักษ์ และ พันเอกพระยาศรีพิชัยสงคราม ปรับการทหารช่างให้เข้าสู่มาตรฐานสากล
พลตรีหม่อมเจ้านิลประภัศร เกษมศรี กับพระสหายร่วมรุ่นไปก่อสร้างโรงเรียนทหารบกปืนใหญ่
ที่เป็นศูนย์การทหารปืนใหญ่ค่ายพหลโยธิน ณ บ้านโคกกระเทียม ในปัจจุบัน และเป็นผู้เปลี่ยน
เป็นปืนใหญ่ม้าเทียมลากอย่างจริงจังและก็ชุดเดียวกันนี่แหละเปลี่ยนจากม้าเป็นยานยนต์เทียมลาก
ส่วนเหล่าทหารราบนั้นมีกำลังสำคัญหลายท่านอย่าง พลตรีพระยาอานุภาพไตรภพ
พันเอกพระยาสุรเดชรณชิต และ นาวาอากาศโทหลวงเนรมิตไพชยนต์
เป็นกำลังสำคัญในการออกแบบสร้างเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด แบบ "บริพัตร" และเครื่องขับไล่
แบบ "ประชาธิปก"กองทัพอากาศสร้างเองทั้งหมด
สุดท้ายนักเรียนนายร้อยเยอรมันรุ่นไกเซอร์ก็สามารถเป็นหัวหน้าเข้าทำการปฏิวัติ
เปลี่ยนแปลงการปกครอง วันที่ 24 มิถุนายน 2475 อย่างที่รู้กัน แล้วทุกสิ่งก็เป็นไปตาม
วัฏจักร - เสื่อมสลายไป
เรื่องนี้ถ้าไม่รวบรวมขึ้นเป็นหลักฐานไว้ เมื่อหมดคนรุ่นผมที่ต่างห่างฝั่งไม่กี่ศอกแล้วก็คงสูญไป
อย่างไม่สมควรอภัยและท้ายนี้ก็ขอขอบพระคุณอย่างสูงต่อท่านผู้อ่านที่กรุณาติดตามมา
สรศัลย์ แพ่งสภา ...