ห้องเจียระไน
มณีเรื่องสั้น
มณีเรื่องยาว
มณีบอร์ด
มณีหลากสี
คนมีสีสัน
ตามดูหนังดูละคอน
ชวนไปเที่ยว
ในแวดวง
ทำเนียบนิยาย
ทำเนียบนักเขียน
ทำเนียบนิยาย
ร้านหนังสือ
ร้านหนังสือใก้ลบ้าน
แนะนำหนังสือใหม
ทดลองอ่าน
คุยกับ บ.ก.
เกี่ยวกับเรา
ของรักของหวง อีกมุมหนึ่ง ของ สุภาว์ เทวกุลฯ

โดยทั่วไปแล้วภาพลักษณ์ของ สุภาว์ เทวกุลฯ
จะเป็นคนง่าย ๆ แต่งตัวตามสบายหน้าตาผมเผ้าไม่เคย
ผ่านร้านเสริมสวย ไม่ใช้เครื่องประดับแม้กระทั่งนาฬิกา
สักเรือนก็ไม่ยอมใช้ เรียกว่าเป็นคนไม่ติดยึดและไม่สะสม
แต่อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่ยังเป็นปุถุชน สุภาว์ เทวกุลฯ
ก็ยังมีสิ่งที่รัก ชอบ หวงและห่วง เฉกเช่นบุคคลทั่วไป

ถ้าจะให้ลำดับสิ่งอันเป็นที่รักยิ่งจริงๆ ก็ต้องบอกว่า
สุภาว์ เทวกุลฯ "รักลูกมากที่สุด" (นั่นเป็นคำพูดของ
เธอเองนะไม่ได้ยกเมฆ) นอกจากจะรักแล้วเธอยังภูมิใจ
ในตัวลูกมากทีเดียวอย่างเช่นเมื่อต้นปี (2536)
คุณมานิตย์ อัชวงศ์ ซื้อตุ๊กตาแก้วเป็นรูปหงส์
จากโรมาเนียมาฝาก เธอชอบมาก แถมยังรำพึงว่า
"มีห้าตัวพอดี" (ลูก ๆ ทุกคนควรภูมิใจว่า อย่างน้อย
ในสายตาแม่ ลูกทุกคนก็เป็นหงส์นะ) มีอยู่ครั้งหนึ่งเธอ
ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่า "มาถึงตรงนี้รู้สึก
พอใจในชีวิต เพราะมีทุกอย่างพร้อมแล้ว โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งมีลูกดี นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
"

ยกแต่ประโยคเพราะๆ มาแล้วก็ต้องขอยกอีกประโยค
ที่ สุภาว์ เทวกุลฯ มักจะพูดให้คนใกล้ชิดฟังเสมอๆ คือ
"ใครมาทำอะไรลูกฉัน หมาฉันละก็ ฉันโกรธโกรธ"
ถึงตรงนี้ห้ามผู้อ่านกังขาว่า สุภาว์ เทวกุลฯ รักลูกเท่ากับ
หมาหรืออย่างไรกันแน่ เพราะลูกๆ ของเธอก็ยังไม่ติดใจ
เอาเป็นว่าเธอรักลูกมาก และ เธอรักหมามาก
ห้ามเปรียบเทียบ

มีเรื่องตลกเกี่ยวกับ "ลูกและหมา" หรือ "หมาและลูก" ของบ้านนี้อยู่เรื่องหนึ่ง คือ ในช่วงสามปีหลังที่เธอป่วยด้วยระบบ
การหายใจ ลูกสาวคนที่สองของเธอก็มาอยู่เป็นเพื่อน ลูกสาวคนนี้ชอบทานข้อไก่ต้มยาจีนเป็นที่สุด ยิ่งต้มจนเปื่อยเคี้ยว
ได้หมดยิ่งโปรดปรานมาก และคุณสุภาว์ก็มักจะซื้อข้อไก่มาต้มเปื่อยให้หมากินเป็นประจำ ดังนั้น รายการที่เธอสั่งแม่บ้าน
ก็คือ "ซื้อข้อไก่มาให้หมาสองกิโล แบ่งไว้ให้คุณติ๋มถ้วยหนึ่ง" เล่นเอาคนฟังสะดุ้งฟังผิดไปหรือเปล่า หรือว่าลูกคนนี้
น่าเกลียดแม่ถึงเลี้ยงเหมือนหมา ก่อนที่ผู้อ่านจะงงมากไป ก็ขอสรุปแล้วกันว่า สุภาว์ เทวกุลฯ รักลูกมากที่สุด
ส่วนหมานั้นรักมากเฉยๆ ไม่มีที่สุด

สุภาว์ เทวกุลฯ ทำงานหนักมาตลอดชีวิตเพื่อเลี้ยงลูกห้าคน เธอเป็นทั้งพ่อและเป็นทั้งแม่ เป็นงานที่หนักสำหรับ
ผู้หญิงคนหนึ่ง บางครั้งต้องประสบปัญหาอย่างหนัก ล้มแล้วลุก ลุกแล้วล้ม แต่ในที่สุดเธอก็สามารถเก็บเงินซื้อบ้าน
ได้หลังหนึ่งบนถนนงามวงศ์วาน บ้านหลังเล็กบนพื้นที่เพียง ๖๔ ตารางวา แต่ก็เป็นความภูมิใจนักหนา เพราะนี่คือผล
จากน้ำพักน้ำแรง ห้องรับแขกและห้องนั่งเล่นรวมเบ็ดเสร็จอยู่ในห้องเดียวกัน มีโต๊ะทำงานเล็กๆ ตั้งอยู่ ปกติเธอ
จะใช้พิมพ์ดีดตั้งโต๊ะธรรมดาในการพิมพ์บทโทรทัศน์หรือนวนิยาย แต่ตั้งแต่เริ่มมีปัญหาเรื่องระบบหายใจ ทำให้มัก
จะหอบเหนื่อยอยู่บ่อยๆ เธอก็เปลี่ยนมาใช้พิมพ์ดีดไฟฟ้าแทน มุมทำงานนี่ละ ที่เป็นมุมสำคัญที่สุดในบ้านเพราะ
เป็นมุมที่เธอใช้ "พิมพ์แบงก์" มาตลอด

บ้านของสุภาว์ เทวกุลฯ นั้น รกตลอดชาติ เนื่องจากมีลูกหลานเวียนไปมาอยู่เสมอ คุณสุภาว์ ถือคติว่า
บ้านรกที่มีแต่เสียงหัวเราะ ดีกว่าบ้านเรียบที่มีแต่เสียงบ่น

นอกจากงานหลักคือแต่งหนังสือแล้ว สุภาว์ เทวกุลฯ ยังมีงานอดิเรกอีกด้วย งานอดิเรกสำหรับ

สุภาว์ เทวกุลฯ นั้น "อดิเรก" จริงๆ เพราะมีหลายอย่าง อย่างแรกที่ชอบมากคือการเล่นรูปต่อ เล่นมาสามสิบปี
แล้วเห็นจะได้ แล้วก็ชอบต่อรูปใหญ่ๆ ด้วย ขนาดสามพันชิ้นหรือห้าพันชิ้นนี่ชอบมาก ใช้เวลาเพียงอาทิตย์สองอาทิตย์
เท่านั้น สมัยที่ลูกๆ ของคุณสุภาว์ ยังเรียนหนังสือ ทุกคนก็ชอบเล่น เนื่องจากมีแม่เป็นผู้นำ พอได้รูปต่อมาหนึ่งกล่อง
ต้องมารุมกันเลือก แบ่งกันต่อตรงนั้นตรงนี้ บางทีต่อกันจนถึงเช้าก็มี ที่น่าตื่นเต้นมากที่สุดคือตอนที่ใกล้จะเสร็จ ที่ทุกคน
จะแย่งกันต่อชิ้นสุดท้าย นับว่าเป็นงานอดิเรกที่สาหัสสากรรจ์มาก แต่ทุกคนก็มีความสุข

ของเล่นชนิดต่อมาก็คือเกมกด สุภาว์ เทวกุลฯ มีเกมกดที่เล่นประจำอยู่หนึ่งเกม เวลาพิมพ์หนังสือแล้วคิดไม่ออก
ก็จะหยิบเกมนี้ขึ้นมากด พ.ศ. ๒๕๓๓ หลังจากออกจากโรงพยาบาลพญาไทครั้งแรก สุภาว์ เทวกุลฯ ต้องนอนพักอยู่
แต่บนเตียงเพราะเหนื่อย ลูกสาวจึงหาวิธีให้แม่เพลิดเพลินด้วยการเอาเกมวิดีโอมาไว้ข้างเตียง คุณสุภาว์ ยิ่งเล่นก็ยิ่งสนุก
จากที่นอนเล่นก็เปลี่ยนเป็นนั่งเล่นบนเตียง แล้วในที่สุดก็ลงมานั่งเล่นหน้าเตียงด้วยกันกับลูกๆ แล้วจากนั้นก็หายวัน
หายคืนจนลุกขึ้นทำงาน ไปแจกของเด็กต่างจังหวัดจนกระทั่งไปเที่ยวเมืองนอกได้สบาย นับเป็นหนี้บุญคุณเกมวิดีโอ
อย่างยิ่ง (ใครนะกล่าวหาว่าเป็นของเล่นที่ไม่มีประโยชน์) และดังนั้นเกมวิดีโอจึงเป็นงานอดิเรกอีกชิ้นหนึ่ง
ของ สุภาว์ เทวกุลฯ และเป็นของเล่นของลูกๆ เวลาที่มาพบกันวันเสาร์และอาทิตย์ ด้วย

สิ่งที่โปรดปรานที่สุดอีกอย่างของคุณสุภาว์ เทวกุลฯ ก็คือการเล่นดนตรี ในสายตาของคนทั่วไปอาจจะยกย่อง
สุภาว์ เทวกุลฯ ที่ความเป็นนักเขียน แต่ในสายตาของลูกๆ แล้ว แม่เป็นอัจฉริยะ เพราะไม่มีอะไรที่อยากจะทำแล้ว
ทำไม่ได้ สุภาว์ เทวกุลฯ เรียนจบเพียงเตรียมอุดมศึกษา แต่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ตัดเสื้อผ้าใส่เองได้
วาดรูประบายสีได้สวย จัดดอกไม้เก่งและเล่นดนตรีได้ไพเราะ จะมีสักกี่คนที่เห็นเปียโนแล้วลองเคาะไปเคาะมา
จนกลายเป็นเพลงได้ เธอจะมีคีย์บอร์ดไว้ดีดเล่นเวลาครึ้มใจ แล้วก็ทำให้ทุกคนที่ได้ยินพลอยครึ้มไปด้วย
น่าส่งสารคีย์บอร์ดตัวใหม่ที่เธอเพิ่งซื้อมา มันมีเครื่องเล่นมากมาย เวลาที่เล่นเหมือนมีดนตรีบรรเลงทั้งวง เธอชอบมาก
และตัดสินใจซื้อทันที แต่ก็เพิ่งได้เล่นไปไม่กี่ครั้ง ต่อแต่นี้ไม่มีเสียงเพลงในยามเย็นจากบ้านหลังน้อยอีกแล้ว

สุภาว์ เทวกุลฯ เป็นคนรักสัตว์ รักต้นไม้ สายลม แสงแดด เพราะฉะนั้น เธอจึงปลูกต้นไม้ไว้มากมายหลายชนิด
ทั้งไม้ผล ไม้ดอก ไม้ใบ ต้นมะม่วงทองดำและมะม่วงแรดหลังบ้านให้ผลมาแล้วหลายปี พอถึงหน้ามะม่วงคุณสุภาว์
จะทำน้ำปลาหวานตั้งไว้บนโต๊ะอาหารทุกวัน น้ำปลาหวานของเธอนั้นสูตรพิเศษเพราะนอกจากจะใส่กุ้งแห้งป่นแล้ว
ยังใส่หมูหยองด้วย ใครไปใครมาเธอก็จะไปสอยมะม่วงมาสดๆ จากต้น จิ้มกับน้ำปลาหวานอร่อยอย่าบอกใครเชียว
ต้นไวท์ คริสต์มาส ซึ่งจะกลายเป็นสีขาวทั้งต้นในหน้าหนาวสวยสะดุดตา ยังมีตันรัตมาซึ่งคุณสุภาว์ภูมิใจนักหนาว่า
ช่างสวยอ่อนช้อยโรแมนติกเป็นที่สุด นอกจากนี้ ยังมีบ่อปลาเล็กๆ 2 บ่อ ปลาที่เลี้ยงไว้แม้จะเป็นปลาหางนกยูงธรรมดาๆ
แต่เธอก็เลี้ยงดูเอาใจใส่อย่างดี คอยแยกเพาะพันธุ์จนออกลูกออกหลานสวยๆ เต็มไปหมด นี่ละคือสุภาว์ เทวกุลฯ
ผู้ให้ความสำคัญกับชีวิตมากกว่าสกุลรุนชาติไม่ว่าจะของคนหรือของสัตว์ คงจะด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้สุภาว์ เทวกุลฯ
เป็นคนที่มีเพื่อนเยอะ มาก...ก...ก...ก ตั้งแต่ยาจกเข็ญใจซึ่งคุณสุภาว์อาจจะต้องคอยจุนเจือเอื้อเฟื้ออยู่บ่อยๆ
จนถึงเศรษฐีมาหาเศรษฐี… ตั้งแต่ชาวบ้านร้านตลาดจนถึงชาวรั้วชาววังรวมตลอดไปถึงนักเขียน นักแสดง นักร้อง
นักธุรกิจ ข้าราชการทหาร ตำรวจ พลเรือน เรียกว่าเพื่อนเป็นปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งของชีวิต สนามในบ้านของคุณสุภาว์
จึงได้มีโอกาสรับแขกกลุ่มย่อยๆ ยามค่ำคืนอยู่บ่อยๆ

ด้วยความเป็นศิลปินเต็มตัว สุภาว์ เทวกุลฯ จึงเป็นคนที่รักอิสระและชอบการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจไม่ว่าจะภายใน
ประเทศหรือนอกประเทศ คนทั่วไปมักจะเข้าใจว่านักเขียนต้องเดินทางเพื่อหาวัตถุดิบ แต่สำหรับคุณสุภาว์นั้น
การเก็บเกี่ยวเอาวัตถุดิบมาเขียนหนังสือเป็นผลพลอยได้มากกว่า ในส่วนลึกแล้ว เธอชอบไปในที่แปลกๆ ดูสิ่งแปลกๆ
และพบคนแปลกๆ มากกว่า เธอเคยบ่นว่า ยังเหลือทวีปแอฟริกาที่ยังไม่ได้ไปและอยากจะไป สำหรับในเมืองไทยนั้น
ไม่ต้องพูดถึง เหนือจรดใต้ ตะวันออกจรดตะวันตก

สุภาว์ เทวกุลฯ คงได้ย่ำจนทั่วแล้ว เพียงแต่การเดินทางในประเทศนั้นมิใช่เพื่อการท่องเที่ยว แต่เพื่อภารกิจที่มีต่อสังคม
การสร้างโรงเรียนตามจังหวัดชายแดน การแจกเครื่องแบบนักเรียนและเครื่องเขียนแก่เด็กนักเรียนในท้องที่ห่างไกล ฯลฯ
เป็นงานที่ทำมานานแสนนาน ด้วยจิตสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ที่ได้ทรงพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์แก่ครอบครัวจนลูกทุกคนเรียนจบปริญญา เมื่อเธอพร้อมแล้ว เธอจึงได้
อุทิศชีวิตส่วนหนึ่งเพื่อสังคม ด้วยสำนึกที่ว่า "เราเป็นหนี้แผ่นดิน"

เป็นธรรมดา การท่องเที่ยวก็ต้องคู่กับการช็อปปิ้ง สุภาว์ เทวกุลฯ เป็นคนที่ชอบซื้อของมาก ในบ้านมีของที่ระลึก
จากทุกประเทศ ไม่ใช่ของมีราคาที่ขโมยขโจรที่ไหนจะสนใจ แต่ก็มีค่าแก่ความรู้สึก คือรู้สึกพอใจที่ได้ซื้อของที่อยากซื้อ
นี่ละคือ สุภาว์ เทวกุลฯ นักเขียนหญิงที่มีชีวิตง่ายๆ อิสระ ทำทุกอย่างที่พอใจจะทำถ้าไม่เดือนร้อนคนอื่น ไม่ล่วงละเมิด
ในสิทธิส่วนตัวของใคร และไม่สนใจว่าใครจะมองตัวในแง่ไหน เธอถือคติว่าชีวิตใครชีวิตมัน

คาถาที่เธอใช้ในการตัดปัญหาทุกเรื่องคือ "ช่างมัน"

หมายเหตุ - คัดตัดตอนจากบทความในหนังสืออนุสรณ์ในงานงานพระราชทานเพลิงศพ สุภาว์ เทวกุลฯ 12 ธันวาคม 2536 โดยได้รับอนุญาตจาก ม.ล. ภาว์รัตน์ จารุจินดา ผู้เขียน
สุดท้ายนี้ ขอนำบทกลอนซึ่งเขียนโดย คุณ นวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ในหนังสือเล่มเดียวกันมาประดับไว้ ณ ที่นี้ด้วย

อาลัยปลายปากกา... สุภาว์ เทวกุลฯ
เขียนโดย นวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 10 กันยายน 2536
ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่ในหน้า
หยาดน้ำแก้วใสที่ในมือ
ในตาทุกตาหน้าจอแก้ว
โลดแล่นลีลาพาชื่นชม
ในกลางการงานบรรสานสรรพ
ในความสัมพันธ์เป็นกันเอง
นี่คือ สุภาว์ เทวกุล
บานชื่นบานเช้าแล้วบานชวน
ร่วงแล้วร่วงเล่าเฝ้าแต่ร่วง
หยาดน้ำแก้วไว้ในดวงมาน
โอ้สวนอักษรมาลีศรี
คือทิพย์ธาราอันหลั่งริน
หล่อเลี้ยงใจชนให้ชูชื่น
ให้ฝันให้ใฝ่ไป่เลิศลบ
ปากกา สุภาว์ เทวกุลฯ
บรรทัดสุดท้ายว่างวายทิ้ง
ในปลายปากกาหน้าหนังสือ
ความซื่อศรัทธาในอารมณ์
เรื่องแล้วเรื่องเล่าเศร้าสุขสม
หน้าชื่นอกตรมไปตามเพรง
สำรวลรื่นรับกระฉับกระเฉง
ในความครื้นเครงมีคร่ำครวญ
ดอกไม้ละมุนอยู่ในสวน
หมู่มวลไม้อื่นให้ชื่นบาน
เจ้าดวงดอกไม้ละไมหวาน
ค่อยรานค่อยร่วงลงสู่ดิน
เจ้าดวงมาลีมาลาถิ่น
หล่อเลี้ยงปฤพินบรรณภพ
ให้ตื่นให้รู้อยู่สงบ
ให้รู้จุดจบที่แท้จริง
ยังอวลยังอุ่นยังอ้อยอิ่ง
หยาดน้ำแก้วกลิ้งปลายปากกา ฯ