|
พี่น้อยมีชื่อจริงว่า จิตต์ใส ซึ่งต่อมาได้แต่งงานกับพี่สง่า สุวรรณศรี มีลูกสองคนชายและหญิง ที่ต้องผ่าออกทางหน้าท้อง
ทั้งคู่ คือ สุรจิตต์ (ใหญ่) และงามจิตต์
ต่อจากที่น้อยก็คือพี่เหมาะ หรือที่คุณแม่และพี่ป้าน้าอาเรียกกันว่าแม่เภา พี่เหมาะซึ่งมีชื่อแสนเพราะว่า เหมาะเนตร
แต่ไม่ชอบ เลยตัดเอาคำว่าเนตร ออกเสีย เหลือแต่เหมาะห้วนๆ นั้น ไม่ได้แต่งงาน และเพิ่งจะเสียไปอย่างกะทันหัน
ด้วยระบบการทำงานของหัวใจล้มเหลวก่อนหน้าที่คุณแม่จะเสียเพียงสามอาทิตย์เท่านั้นเอง
หลังจากนั้น คุณพ่อได้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก คุณแม่อยากได้ลูกผู้ชาย ก็เลยกราบไหว้บนบานพระพุทธชินราช
ขอลูกผู้ชาย เลยได้พี่นิด คือ สุรไชย ภูมิรัตน ออกมา
ต่อจากพี่นิด คุณแม่มีลูกหญิงอีกคนหนึ่ง แต่เสียตั้งแต่อายุเพียงไม่กี่วัน
และต่อมาก็คือ พี่อู๊ด หรือ เกษม ภูมิรัตน พี่อู๊ด แต่งงานกับสมทรง และมีลูกชาย ๒ คน คือสมเกษมกับคมสัน
น้องชายของพี่อู๊ด ชื่ออี๊ด คือปรีชา ภูมิรัตน
พี่อี๊ดแต่งงานกับคุณตวงศิริ มีลูกชาย ๒ คนเหมือนกัน ชื่อครรชิตและชนก พี่อี๊ดแต่งงานก่อนพี่อู๊ด เลยมีลูกโตกว่า
ขณะที่ทำหนังสือเล่มนี้ ครรชิตกำลังทำปริญญาเอกอยู่เอมริกาและชนกกำลังเรียนพาณิชยการ
แล้วก็มาถึงคนสุดท้อง คือตัวผู้เขียนเอง
สามีของผู้เขียน หม่อมราชวงศ์ทัดเทพ เทวกุล นั้นตายไปตั้งแต่ลูกคนเล็กอายุไม่ถึงปี ทิ้งลูกไว้ให้เป็นมรดก 5 คน คือ
สุภรัตน์ ภาว์รัตน์ กุลรัตน์ เทพรัตน์และเบ็ญจารัตน์ และเพราะว่าผู้เขียนต้องเลี้ยงลูก 5 คนมาเป็นเวลาอันยาวนานนี่เอง
จึงได้รู้ว่าคุณแม่ต้องแบกภาระที่แสนจะหนักหน่วงแค่ไหนในการที่ต้องเลี้ยงดูพวกเรากว่าจะโตขึ้นมาได้
คุณแม่แยกทางกับคุณพ่อภายหลังที่ผู้เขียนเกิดได้เพียงปีเดียว แต่จะว่าแยกทางกันก็ไม่ค่อยถูกนัก เพราะคุณแม่
ก็ยังพาลูกไปเยี่ยมคุณพ่ออยู่เหมือนกัน เอาเป็นว่า แยกกันอยู่ก็แล้วกัน
คุณแม่ได้กลับเข้าไปเป็นครูที่โรงเรียนราชินี ปากคลองตลาดอีกครั้งโดยพระกรุณาของท่านอาจารย์หม่อมเจ้าหญิง
พิจิตรจิราภาซึ่งยังทรงเป็นอาจารย์ใหญ่อยู่และต่อมา ท่านอาจารย์ได้นำคุณแม่เข้าเฝ้าถวายพระอักษรแด่
สมเด็จเจ้าฟ้าเพ็ชรรัตน์ราชสุดาจวบจนกระทั่งเจ้าฟ้าเสด็จเข้าศึกษาในโรงเรียนราชินี
หลังจากนั้น ท่านอาจารย์ได้โปรดให้คุณแม่พาลูกๆ ไปพักอาศัยอยู่ในวังเทวะเวสม์โดยโปรดให้ทำงานที่สำนักงาน
จัดการผลประโยชน์ทรัพย์สินส่วนพระองค์วังสระปทุม ซึ่งในเวลานั้นมีสำนักงานอยู่ที่ตำหนักใหญ่วังเทวะเวสม์
ผู้เขียนจำได้ว่า เมื่อผู้เขียนอายุประมาณ 13-14 ปีนั้น คุณแม่ทำงานหนักมาก คือ รับจ้างสอนภาษาไทยให้แก่
คนญี่ปุ่นหลายต่อหลายรายและสอนภาษาญี่ปุ่นให้คนไทย เพราะตอนนั้นญี่ปุ่นกำลังเฟื่องในเมืองไทย
นอกจากนั้นก็สอนภาษาญี่ปุ่นที่โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นท่าช้างวังหลวง
ต่อมาหลังจากที่ท่านอาจารย์สิ้นชีพิตักษัยในปี 2485 คุณแม่ได้ลาออกจากสำนักงานจัดการผลประโยชน์ฯ
ไปเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนจันทรวิทยา และเมื่อปลดเกษียณจากโรงเรียนจันทรวิทยาแล้ว ก็ไปเป็นครูแม่บ้าน
ที่สมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่น และตลอดเวลาเหล่านี้คุณแม่ก็ยังรับสอนภาษาญี่ปุ่นเป็นการหารายได้พิเศษตลอดมา
จนกระทั่งลูกๆ ทำงานได้ มีเงินเดือนมากพอที่จะช่วยกันส่งเสียคุณแม่แล้วนั่นแหละคุณแม่จึงได้หยุดทำงาน
และในภายหลังได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าฯ
พระราชทานเงินเลี้ยงชีพทุกเดือน
ในบั้นปลายของชีวิต คุณแม่ไปพำนักอาศัยอยู่กับพี่น้อยและหลานสาว งามจิตต์ลูกของพี่น้อยที่บ้านเมืองนนท์
พี่เหมาะไปอยู่กับคุณแม่ด้วยและทุกเดือน เดือนละสองสามครั้งคุณแม่กับพี่เหมาะจะมาเยี่ยมเยียนผู้เขียนและลูก ๆ
คุณแม่ยังคงมีอารมณ์ขัน เช่นที่บ้านผู้เขียนนั้นมีสุนัขเยอะแยะและผู้เขียนชอบเรียกตัวเองว่า
"แม่" เจ้าสุนัข หรือหมาพวกนี้มันก็เหลือเกิน ชอบนั่งนอนบนเก้าอี้ เวลาคุณแม่มาถึง คุณแม่จะบอกกับมันว่า
"เอ้า หลีกไป ขอให้ยายนั่งหน่อย" แล้วคุณแม่ก็หัวเราะ
เมื่อวันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม คุณแม่ไม่สบาย พี่นิดและพี่อี๊ดซึ่งพบกันเป็นประจำอยู่ทุกเย็นเพราะเล่นเทนนิสด้วยกัน
ก็รับคุณแม่ที่บ้านเมืองนนท์พามาให้หมอตรวจที่โรงพยาบาลพระมงกุฏ หมอจัดการสวนอุจจาระให้ เพราะคุณแม่ปวด
และแน่นท้อง แล้วก็ให้ยามากินแล้วพี่ชายทั้งสองก็พาคุณแม่มาที่บ้านผู้เขียน บอกว่า
"คืนนี้พี่ว่าให้คุณแม่นอนบ้านภาว์ดีกว่า เพราะอยู่ใกล้โรงพยาบาลเผื่อไม่สบายอีก
จะได้พาไปโรงพยาบาลได้เร็วและสะดวกกว่ากลับไปนอนบ้านเมืองนนท์"
ปรากฏว่าคืนนั้นคุณแม่นอนไม่หลับเกือบทั้งคืน บ่นแต่ปวดท้องและขอยากิน ผู้เขียนก็เลยไม่ได้นอนไปด้วย
เพราะต้องคอยนั่งกดท้องให้คุณแม่
คุณแม่ปวดท้องข้างขวา ทำให้ผู้เขียนสงสัยไปว่าอาจจะเจ็บไส้ติ่ง เพราะรับประทานยาที่หมอให้มาเข้าไปกี่ครั้งก็ไม่หาย
ดังนั้นในตอนเช้าผู้เขียนก็เลยตัดสินใจ เรียกรถโรงพยาบาลพญาไทมารับคุณแม่ไปเข้าโรงพยาบาลเพื่อให้หมอตรวจ
ให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่งเพราะผู้เขียนคุ้นเคยกับนายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์ของที่นั่นดีพอสมควร
หมอที่โรงพยาบาลพญาไทช่วยกันตรวจอาการของคุณแม่อย่างละเอียดแล้วก็บอกว่าคุณแม่เป็นนิ่วในถุงน้ำดี จะต้องผ่าตัด
"อายุคุณแม่ตั้งแค่นี้แล้วจะผ่าตัดได้หรือคะ"
คุณแม่อายุย่างเข้าแปดสิบเก้าแล้ว แต่หมอบอกอย่างมั่นใจว่า
"ผ่าได้ครับ เพราะความดันกับหัวใจของคุณแม่ดีมาก"
คงจะจริง เพราะคุณแม่ไม่เคยเจ็บถึงขึ้นล้มหมอนนอนเสื่อมาเลยในชีวิต ยาก็ไม่เคยชอบกิน โรคประจำตัวคุณแม่คือ
โรคไตซึ่งเป็นมาตั้งแต่ยังสาว และเคยให้หมอญี่ปุ่นรักษาจนอยู่ในขั้นที่เรียกว่าหายมาแล้ว แต่ผู้เขียนจำได้ว่า
ในตอนหลังๆ โรคไตของคุณแม่กำเริบอีกและคุณแม่ก็ไปหาซื้อยาหมอตี๋มากินเองเงียบๆ แล้วก็ไม่เห็นเป็นอะไร
ไม่มีอาการของคนที่ป่วยเป็นโรคไต เช่นปวดเมื่อยหลังหรือเท้าบวมอะไรทำนองนั้น ปรากฏให้เห็นเลย
ใครจะไปคิด ว่าเจ้าโรคไตของคุณแม่มันจะมาทำพิษเอาในตอนนี้
หัวใจกับความดันดีเยี่ยม แต่ไตเกิดไม่ทำงานขึ้นมาเสียเฉยๆ อย่างนั้นเอง
หมอผู้เชี่ยวชาญโรคที่คุณแม่เป็น ร่วมมือกันให้การรักษาดูแลถึงสามคน คือหมอผู้เชี่ยวชาญโรคในช่องท้องสองคน
กับหมอผ่าตัดช่องท้องอีกหนึ่งคน แต่คุณแม่ซึ่งไม่เคยเจ็บมากมาก่อนเลยนั้นรำคาญการรักษาตามแบบที่ต้องใช้
เครื่องมือสมัยใหม่เช่นการให้เลือดและน้ำเกลือ การสอดท่อระบายปัสสาวะ การให้ออกซิเจนอะไรทำนองนี้
นักก็เลยต่อสู้การบำบัดของหมอเต็มที่เอะอะจะลุกขึ้นกลับบ้านท่าเดียว จนกระทั่งหมดแรง และหมดสติไม่รู้สึกตัว
คุณแม่นอนไม่มีสติอยู่สามวันในห้อง ไอ.ซี.ยู. เพราะไตไม่ทำงานจนถึงวันอังคารที่ 11 ตุลาคม
ก็สิ้นลมไปเงียบ ๆ เมื่อตอนบ่ายสองโมง
แม่ของเรา ไม่ได้เป็นแม่ผู้วิเศษเพียบพร้อมเลิศเลอขนาดแม่ระดับชาติทั้งหลาย แม่ของเราเคยทำสิ่งที่ลูกๆ รู้สึกว่าลำเอียง
และไม่ยุติธรรมบ่อย ในการแสดงออกถึงความรักและความอาทรในลูกบางคน
แต่ถ้าคิดดูให้ดีแล้ว เราก็จะรู้ว่า นั่นมิใช่เป็นเพราะแม่รักลูกคนหนึ่งคนใดมากกว่ากันหรอก แต่เป็นเพราะลูกแต่ละคน
มีความ ขาด ไม่เท่ากันต่างหาก
ลูกคนไหนทำมาหากินคล่อง มั่งมีเงินทอง แม่ก็ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องให้
ลูกคนไหนยากจนขัดสน แม่ก็ห่วงใย ช่วยเหลือ
"ก็ถ้าแม่ไม่ให้ แล้วเขาจะไปเอาจากที่ไหน"
ลูกคนไหนทำดี มีผู้คนยกย่องนับถือ แม่ก็ปลาบปลื้มชื่นชมไปด้วย
แต่ถ้าลูกคนไหนทำผิด ถูกตำหนิติเตียน แม่ก็พลอยเดือดร้อนไปกับคำติเตียนนั้นด้วยจนถึงบางครั้งก็ต้องแก้แทน
เพราะวิสัยของแม่ย่อมไม่พึงใจที่จะได้ยินผู้ใดติเตียนลูก
ตาชั่งยังเอียงได้
นาฬิกายังเดินผิดเวลา
แม้กระทั่งโลกก็ยังหมุนเอียงๆ
ก็แล้วปุถุชนคนธรรมดาแท้ๆ จะกะเกณฑ์ให้เดินตรงแหนวไม่เอนเอียงเหหันไปบ้างจะได้อย่างไร
นี่แหละ ฉะนั้นเมื่อลูกคนไหน ขาด มากแม่ก็ให้มาก เมื่อเกิด ขาด อยู่ตลอดเวลาแม่ก็ต้องให้ตลอดเวลา ถึงแม้ตัวเองจะไม่มี
ก็ต้องพรากเพียรหามาให้ได้
นี่แหละคือ แม่
และนี่แหละคือ แม่ของเรา
ไหนๆ ก็ลำดับญาติทางคุณแม่ไว้แล้ว รู้สึกว่า ถ้าจะลำดับญาติทางคุณพ่อไว้บ้าง ก็คงจะไม่เสียหายอะไร แต่เท่าที่จำได้นั้น
ก็จำได้ทั้งหมดแค่ลำดับชั้นผู้เขียนเองเท่านั้น ชั้นลูกหลานนั้นจำไม่ได้ และไม่มีเวลาจะสืบค้นได้ทันจึงต้องขอโทษ
ลูกๆ หลานๆ ไว้ ณ ที่นี้ที่ไม่มีชื่อ
คุณปู่ "มหาเสวกตรีพระยาเพ็ชรัตน์สงครามรามราชภักดีพิริยะพาหะ" (เลื่อง ภูมิรัตน)
คุณย่า "คุณหญิงเนื่อง ภูมิรัตน์ "(นามสกุลเดิมของคุณย่าก็ภูมิรัตน เหมือนกัน)
คุณปู่กับคุณย่ามีลูกด้วยกันทั้งหมดดังนี้
- หลวงประเสริฐอักษร (เมธ ภูมิรัตน) สมรสกับคุณทูล บุนนาค ไม่มีบุตรธิดาแต่ได้รับเอา มิตร ภูมิรัตน
บุตรชายของพระยาไชยสุรินทร์ (ตาล บุนนาค) มาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม
(เจ้าคุณไชยสุรินทร์เป็นพี่ชายของคุณป้าทูล)
- หลวงประกาศโกศัยวิทย์ (เสริม ภูมิรัตน) สมรสกับคุณพิศ สุอังควาทิน มีบุตรด้วยกัน 7 คน คือ นางสมใจ วรมิศร์,
นางจิตต์ใส สุวรรณศรี, นางสาวเหมาะ ภูมิรัตน, นายสุรชัย ภูมิรัตน, นายเกษม ภูมิรัตน์
และนางสุภาว์ เทวกุล ณ อยุธยา
และมีบุตรชายกับ ม.ร.ว. สะไบ สนิทวงศ์ อีก 3 คน คือ นายพะวง ภูมิรัตน, นายจงใจ ภูมิรัตน และนายประสิทธิ์ ภูมิรัตน
- นางจำนงค์สรกิจ (เกสร บรรณปัญญา)
- หลวงนิคมบริรักษ์ (สืบ ภูมิรัตน) สมรสกับคุณสร้อยและมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือนายพงศ์ ภูมิรัตน
นอกนั้นยังมีธิดากับภรรยาอื่นอีกภรรยาละหนึ่งคน คือ นางวงศ์ ภูมิรัตน และนางโกสุม ภูมิรัตน
-
- นางวิชิตพาหนะการ (นวลแข ภูมิรัตน) สมรสกับขุนวิชิตพาหนะการ (วุฒิ ภูมิรัตน) มีบุตรธิดา 2 คน
คือ นางสุรีย์ ภูมิรัตน และ นายเทียบ ภูมิรัตน
- หลวงอนุมานเมธานี (เทพ ภูมิรัตน) สมรสกับคุณผิน สุอังควาทิน มีบุตร คือ นายทะนง ภูมิรัตน และนายอมร ภูมิรัตน
- นางนิเวศน์ธิบาล (อนงค์ ภูมิรัตน) สมรสกับขุนนิเวศธิบาย (เสกศักดิ์ อมาตยกุล) มีบุตรธิดาด้วยกัน
คือ นายสมวงศ์ อมาตยกุล นางนงลักษณ์ วรวรรณ ณ อยุธยา นายอภิชาติ อมาตยกุล นางวาสนา วรวรรณ ณ อยุธยา และนายชาลี อมาตยกุล
9 มีนาคม 2521
|