|
เราเรียกแม่ของเราว่า "คุณแม่"
ที่เรียก "คุณแม่"
ก็เพราะพวกเราเกิดมาในสมัยที่ปู่ย่าตายายยังมียศถาบรรดาศักดิ์ซึ่งเรียกกันง่ายๆ ว่า
เป็นพวก "ขุนนาง" ลูกหลานขุนนางทั้งหลายจะมีพี่เลี้ยง และพวกพี่เลี้ยงนี่เองที่สอนให้เราเรียก
คุณพ่อ คุณแม่ คุณลุง คุณป้า คุณอา คุณน้า ฯลฯ เพราะเขาจำเป็นที่จะต้องเรียกผู้เป็นนายอย่างยกย่องเช่นนั้น
และเรามักจะอยู่กับพี่เลี้ยงมากกว่าอยู่กับพ่อกับแม่ เราก็เลยติดปากเรียกตามพี่เลี้ยง ทั้งๆ ที่ท่านผู้เป็นพ่อเป็นแม่
และญาติผู้ใหญ่ของเราก็เรียกตัวของท่านเองว่า พ่อ แม่ ย่า ลุง ปู่ ฯลฯ เฉยๆ
ในสมัยนั้น เมื่อเราเป็นเด็ก ผู้ใหญ่จะแสดงความสนิทสนมเอ็นดูและเมตตาลูกหลาน และลูกหลานก็จะถูกอบรม
สั่งสอนให้ยกย่องเคารพและเชื่อฟังญาติผู้ใหญ่และผู้ที่สูงกว่าด้วย วัยวุฒิ คุณวุฒิ และชาติวุฒิ
คนรับใช้และพี่เลี้ยงสมัยก่อนโน้นมีแต่คนดีๆ ทั้งนั้น ต่อหน้าพ่อแม่ปู่ย่าตายายเราเขายกย่องทะนุถนอมเราอย่างไร
ลับหลังเขาก็ยังคงยกย่องทะนุถนอมเราอย่างนั้น ไม่เหมือนคนเลี้ยงเด็กสมัยนี้ ที่ต่อหน้าพ่อแม่ละก็ คุณหนูคะ คุณหนูขา
แต่พอลับหลัง บางคนใช้ขันตักน้ำบ้าง ด้ามไม้กวาดบ้าง เคาะหัว "คุณหนู" ก็มี
ชีวิตในวัยเด็กของเรานั้น ช่างอบอุ่นและสงบมีความสุขเสียจริง
คุณแม่ก็เหมือนกัน คุณแม่ชอบเล่าถึงชีวิตในวัยเด็กของคุณแม่อย่างมีความสุขเสมอ
คุณตา คือคุณพ่อของคุณแม่ชื่อ ขุนมหัตถกรรมประสิทธิ์ ชื่อจริงชื่อพัน สุอังควาทิน คุณยาย คือ คุณแม่ของ
คุณแม่ชื่อ ชุ่ม คุณแม่เป็นลูกสาวคนโต มีน้องสาว ชื่อพัฒน์ และน้องสาวร่วมบิดาซึ่งเกิดจากมารดาเลี้ยง ที่พวกเรา
เรียกกันว่า คุณยายมอญ อีกคนหนึ่งชื่อพันกิ่ง
ไม่แปลกสำหรับสมัยก่อน แต่ "แปลกแต่จริง" สำหรับสมัยนี้ คือ คุณยายใหญ่ กับคุณยายมอญ ภรรยาหลวง
และภรรยาน้อย ต่างก็ปรองดองกันเป็นอันดี แต่จะรักกันหรือเปล่านั้นสุดความสามารถของผู้เขียนที่จะรู้ได้
ที่รู้ก็คือว่า คุณพันกิ่ง หรือที่พวกเราเรียกว่า น้ากิ่ง นั้นก็ยกย่องนับถือคุณแม่ไม่น้อย เรียกคุณแม่ว่า คุณพี่ และหมั่นไปมา
หาสู่เสมอๆ พบหน้าหลานทีไรก็ควักสตางค์แจกทีนั้น
พี่ๆ อุตส่าห์ค้นตำรับสืบสกุลมาให้ยาวเหยียด จะไม่เขียนถึงเสียเลยเดี๋ยวพี่ก็จะหมดกำลังใจ
ฉะนั้น ถ้าท่านอ่านแล้วไม่สนุก เพราะไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วย ก็ขออภัยด้วยเถิด
ขอเริ่มตั้งแต่คุณทวด คือคุณพ่อคุณแม่ของคุณตา หรือคุณปู่คุณย่าของคุณแม่
คุณทวดผู้ชายชื่อ พระเสนาะดุริยางค์ ชื่อจริงพัก สุอังควาทิน คุณทวดผู้หญิงชื่อ พร้อม ท่านทั้งสองมีบุตรธิดา
ด้วยกัน 5 คน คือ
คนที่ 1 - พระสำอางค์ดนตรี (พลบ สุอังควาทิน)
พวกเราเรียกท่านว่า คุณตาพระสำอางค์ ท่านมีลูก 3 คน คือ คุณน้าผิน คุณน้าแผ้ว (คุณน้าผู้หญิงทั้งสองนี้ก็ใจดี
เจอหลานเข้า จะต้องให้เงินเสมอเหมือนกัน) แล้วก็ ร.อ.ประภาส ที่เราเรียก น้าภาส และคุณน้าผินนั้น ได้สมรส
กับคุณอาของผู้เขียน คือคุณอาเทพ หรือหลวงอนุมาณเมธานี ซึ่งเป็นน้องแท้ๆ ของคุณพ่อด้วย
คนที่ 2 - หม่อมพลับ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
พวกเราเรียกท่านว่า คุณยายพลับ ท่านเป็นหม่อมของหม่อมเจ้าเล็ก สนิทวงศ์ ท่านมีบุตรี 2 คน
คือ ม.ร.ว.หญิงใหญ่ วสุธาร
และ ม.ร.ว.หญิงปลื้มจิตร วสุธาร
คุณยายพลับ และคุณน้าหญิงใหญ่ เสียตั้งแต่ผู้เขียนยังไม่เกิด หรืออาจจะเกิดแล้วแต่ยังเล็กอยู่มาก
ข้อนี้ก็ลืมถามพี่ๆ ไป แต่ที่รู้ก็คือว่า ผู้เขียนไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับท่านเลย แต่คุณน้าปลื้ม คือหม่อมราชวงศ์ปลื้มจิตร
นั้น นับว่าท่านเป็นญาติผู้ใหญ่ที่ผู้เขียนคุ้นเคยไม่น้อย เพราะเคยได้ไปเล่นกับพี่ๆ น้องๆ ลูกของท่านที่บ้านนางเลิ้งบ่อยๆ
และท่านก็เหมือนญาติผู้ใหญ่ ทั้งหลายนั่นแหละ คือรักและเอ็นดูหลานๆ ไปทีไรเป็นต้องเรียกขนมมาเลี้ยง
จนอิ่มหมีพีมันทีนั้น
คนที่ 3 - ก็คือคุณตาของผู้เขียน ขุนมหัตถกรรมประสิทธิ์
คนที่ 4 - หม่อมเพิ่ม ภาณุมาศ ณ อยุธยา มีบุตรี 2 คน คือ ม.ร.ว. สะไบ และ ม.ร.ว. สภังค์
ม.ร.ว. สะไบ กลายมาเป็นมารดาเลี้ยงของผู้เขียน ทำให้ผู้เขียนซึ่งเป็นลูกคนเล็กของพ่อแม่ ได้มีน้องชายเพิ่มมาอีก 3 คน
คนที่ 5 - หม่อมผาด ภาณุมาศ ณ อยุธยา ในหม่อมเจ้า โกสิต ภาณุมาศ
คุณยายผาด มีบุตรธิดา 7 คนด้วยกัน คือ ม.ร.ว.หญิง อินทิรา ม.ร.ว. เรวัตร์ ม.ร.ว.หญิง สุมน ม.ร.ว.โกศัล และ
พล.ต.ต. ม.ร.ว. นิตย์ ม.ร.ว. แป และ ม.ร.ว. สำเภา
เฮอ...ลำดับญาติเสียเหนื่อย นี่ขนาดลำดับลงมาถึงอันดับเดียวกับคุณแม่เท่านั้นนะ ถ้าจะลำดับลงไปถึงลูกหลานเหลน
ของคุณแม่ด้วยละก็ เห็นจะต้องจัดทำตำรับสืบสกุลมาต่างหากอีกเล่มหนึ่งละ
แต่อย่างไรก็ตาม คงจะเลี่ยงไม่ลำดับลูกหลานที่เป็นสายตรงของคุณแม่หาได้ไม่ ฉะนั้น จึงจำต้องกราบขออภัยคุณน้าๆ
และขอโทษพี่ๆ น้องๆ อื่นๆ ไว้ ณ ที่นี้ด้วย
ยังหรอก จะยังไม่ลำดับในตอนนี้ ท่านผู้ที่พากเพียรอ่านมาถึงแค่นี้จะได้พักสมองเสียบ้างตอนนี้ขอคุยเรื่อง
คุณแม่ของเราต่อไปก่อนดีกว่า
พื้นภูมิของคุณตาคุณยาย คือคุณพ่อคุณแม่ของคุณแม่นั้นอยู่ทางฝั่งธนบุรี คุณแม่เกิดเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2432
ซึ่งตรงกับวันจันทร์ เดือน 10 ปีฉลู และสิ้นบุญ (ความจริงกรรม เพราะการมีชีวิตอยู่ของคนเรานั้น ถือว่าเป็นกรรมจริง ๆ)
เมื่อวันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2520
รวมอายุได้กี่ปี กี่วันนั้น เชิญท่านบวกลบดูเองเทอญ
เพิ่งมานึกขึ้นมาได้ตอนนี้เองว่า คนเกิดวันจันทร์นั้น การตั้งชื่อตามวิชาโหราศาสตร์เขามีเคล็ดอยู่ว่าจะต้องไม่มีสระ
แต่คุณแม่ชื่อ พิศ ซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักโหราศาสตร์ ถ้าหากว่าคุณตาจะให้คุณแม่ชื่อ พศ เสียละก็
คุณแม่จะมีอายุยืนกว่านี้ก็ได้
คุณแม่เล่าให้พวกเราฟังเสมอว่า คุณตาเลี้ยงลูกอย่างทันสมัยมาก คือสมัยนั้นเขาไม่ค่อยนิยมให้ลูกผู้หญิงไปเรียนหนังสือ
ที่โรงเรียนกัน แต่เพราะคุณตามีความคิดผิดคนอื่น และประกอบกับเป็นความเคราะห์ดีของคุณแม่ผสมกัน ในตอนนั้น
จึงมีการตั้งโรงเรียนสอนเด็กหญิงขึ้นที่จังหวัดธนบุรี เรียกว่า โรงเรียนวังหลัง ซึ่งก็คือ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย
เดี๋ยวนี้ และมีแหม่มโคล์ เป็นครูใหญ่
คุณตาพาคุณแม่ไปฝากเป็นนักเรียนประจำกินนอนที่โรงเรียนตั้งแต่คุณแม่อายุเพิ่งจะได้ 7 ขวบ เท่านั้นเอง
คุณแม่บอกว่า คุณยายถึงกับร้องไห้สงสารลูก โถ ก็เพิ่งจะเจ็ดขวบเท่านั้นเอง แถมยังเป็นผู้หญิงเสียด้วย จะต้องห่างพ่อแม
่ไปกินนอนเข้าระเบียบ อยู่กับใครก็ไม่รู้ พี่เลี้ยงก็ไปคอยดูแลประคบประหงมไม่ได้
"แต่คุณตาใจแข็ง ไม่ยอมแพ้น้ำตาคุณยายเลย" คุณแม่เล่า
"แล้วตัวคุณแม่เองรู้สึกยังไงคะ" ผู้เขียนถาม
"ทีแรก แม่ก็นอนร้องไห้อยู่หลายคืนเหมือนกัน" คุณแม่บอก
"แต่ตอนหลังกลับสนุกไปเสียอีก เพราะได้อยู่กับเพื่อนเยอะแยะ เวลาคุณตามารับกลับบ้าน บางทีแม่ก็ไม่อยากกลับเลย"
เราฟังแล้วรู้สึกครึ้มและชื่นชมพิลึก แม่ของเราแสนจะทันสมัยอ่านพูดภาษาฝรั่งเป็นมาตั้งแต่เมื่อแปดสิบปีก่อนโน้นนั่นแน่ะ
คุณแม่เรียนอยู่ที่โรงเรียนวังหลังจนกระทั่งอายุได้สิบห้าหย่อนกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 4 สมเด็จพระพันปีหลวง
ในรัชกาลที่ 6 ซึ่งขณะนั้น ทรงดำรงพระยศสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า-
เจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ไปศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น
ด้วยเหตุนี้ คุณแม่จึงเป็นผู้หญิงไทยรุ่นแรกที่ได้ไปเรียนที่ญี่ปุ่น พร้อมกับนักเรียนหญิงรุ่นราวคราวเดียวกันอีก 3 ท่าน คือ
คุณหญิงภรตราชา (ขจร อิศรเสนา) คุณนวล และคุณหลี
ส่วนนักเรียนชายที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ไปด้วยพร้อมกันอีกกลุ่มหนึ่งนั้นก็มี 4 ท่านเช่นกัน คือ หม่อมเจ้า
พงศ์ภูวนารถพระยาเทวาธิราช (ม.ล. แปด มาลากุล) พระยานรเทพปรีดา (เจริญ สวัสดิ์ชูโต)
และหลวงประภาศโกศัยวิทย์ (เสริม ภูมิรัตน)ซึ่งแต่ละท่านในขณะนั้นยังไม่ได้มียศถาบรรดาศักดิ์อะไรทั้งสิ้น
ต่างก็กำลังเป็นหนุ่มเหน้ากันเต็มตัว และท่านสุดท้ายนั้นก็คือ คุณพ่อ ของพวกเรานั่นเอง
คุณแม่กับคุณพ่อ ไปพบและรักกันที่ญี่ปุ่น เก๋หยอกใคร
สุภาพบุรุษหนุ่มทั้งสี่ท่านนั้น เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนราชวิทยาลัย และรับราชการสนองพระเดชพระคุณ
ในตำแหน่งมหาดเล็กของสมเด็จพระยุพราช เจ้าฟ้าวชิราวุธ คือในหลวงรัชกาลที่ 6 นั่นเอง
คุณแม่เล่าว่า
"คุณพ่อน่ะ รูปหล่อ แล้วก็เจ้าชู้มาก"
คุณแม่มาเล่าในสมัยนี้ เลยใช้คำว่า หล่อ เป็นแต่ในสมัยโน้น คุณแม่อาจจะชมคุณพ่อว่า เก๋ คมสัน
มีเสน่ห์จับใจก็ได้เสียงที่คุณแม่เล่านั้นมีทั้งชื่นชม ภูมิใจและเจ็บใจนิด ๆ ด้วย เพราะ
"เข้าใกล้ผู้หญิงคนไหนละไม่ได้ เป็นเกิดเรื่อง พูดเพราะก็ที่หนึ่ง เอาใจผู้หญิงก็ที่หนึ่ง กับคนอื่นละก็
เขียนจดหมายหวานๆใส่กระดาษสวยๆ ส่งให้เขา แต่กับแม่ คุณพ่อบอกว่าเราสองคนเข้าใจกันดี
เพราะฉะนั้นถึงเขียนจดหมายใส่กระดาษฟางเราก็ยังเข้าใจกัน"
หรูไหมล่ะ สำนวนของคุณพ่อของเรา
คุณแม่ไปเรียนเย็บปักถักร้อย วาดเขียน และดนตรีบ้างเล็กน้อยที่เมืองญี่ปุ่น สำเร็จการศึกษาเมื่ออายุ 19 จึงกลับมา
และเข้าเป็นครูสอนการฝีมือที่โรงเรียนราชินี ปากคลองตลาดซึ่งขณะนั้น หม่อมเจ้าหญิงพิจิตรจิราภา เทวกุล
ทรงเป็นอาจารย์ใหญ่
หม่อมเจ้าหญิงพิจิตรจิราภา ซึ่งในสมัยนั้นทุกคนเรียกท่านว่า "ท่านอาจารย์" นั้นทรงเคยเรียนโรงเรียนวังหลังมาด้วยกัน
กับคุณแม่แต่ทรงเป็น "รุ่นพี่" และทรงมีพระเมตตากรุณาต่อคุณแม่เสมอมาจนกระทั้งสิ้นชีพตักษัย
พระคุณของพระองค์ท่านนั้นมากล้นหาที่เปรียบมิได้
ฝีมือปักไหม หรือที่เรียกกันว่า ปักสะดึงแบบซ้อนฝีเข็ม ของคุณแม่นั้นยอดเยี่ยมจริงๆ จำได้ว่าคุณแม่ปักรูปนกยูง
แววหางและขนของนกยูงตัวนั้นเหลือบสีแพรวพราวราวกับของจริงซึ่งทางโรงเรียนราชินีเคยใส่กรอบไว้จนกระทั้ง
เก่าซีด และเนื้อแพรที่ปักกินตัวขาดปรุจึงได้ปลดออก
นอกจากนั้นแล้ว คุณแม่ยังสอนนักเรียนหัดกายบริหารด้วยจังหวะเสียงออแกน และยังสอนวาดเขียนอีกด้วย
แม้ในระยะหลังๆเมื่อคุณแม่ยังมีการติดต่อด้านสังคมอยู่บ้างนั้น ดอกไม้ที่คุณแม่ชอบเขียนคือดอกพุทธรักษา
ซึ่งผู้เขียนจำได้ว่าเคยนั่งเฝ้ามองคุณแม่ลงสีกลีบและแต้มสีแดงๆ แสดๆ ลงไปจนผู้เขียนตกใจกลัวมันจะเลอะ
กลับกลายเป็นรูปดอกพุทธรักษาที่มองดูเหมือนดอกไม้จริงๆ
สี่ปีเต็มที่ศึกษาอยู่เมืองญี่ปุ่น ทำให้คุณแม่หลงเสน่ห์ชาวเมืองอาทิตย์อุทัยมิใช่น้อย เดินก้าวสั้นๆ แต่เร็ว
จนกระทังแม้เมื่อคุณแม่อายุตั้งเจ็ดแปดสิบแล้ว คุณแม่ก็ยังเดินเร็วจนลูกต้องวิ่งตาม คุณแม่เพิ่งจะมาช้าลง
เมื่อไม่กี่ปีก่อนที่จะเสียนี่เอง
ในเรื่องภาษาญี่ปุ่นนั้น คุณแม่ไม่เคยลืมเลย หมั่นพูด หมั่นค้นหว้า และคบหากับคนญี่ปุ่นอยู่เสมอ และเมื่อมีโรงเรียน
สอนภาษาญี่ปุ่นขึ้นที่ท่าช้างวังหลวง คุณแม่ก็จัดการให้ลูกๆ เข้าเรียนเกือบจะทุกคน นอกจากพี่สาวคนรองลงมา
จากพี่สาวใหญ่ซึ่งขณะนั้นแต่งงานแล้วและไปอยู่กับพี่เขยซึ่งเป็นกงสุลพาณิชที่ฮ่องกงเท่านั้นที่ไม่ได้เรียน
ตัวผู้เขียนเองนั้น รู้จักคนนิจิวะ (สวัสดี) คมบังวะ (สายัณห์สวัสดิ์) โอฮาโย โกไท ชมัทซึ (อรุณสวัสดิ์)
โอยาซึ มินาไซ (ราตรีสวัสดิ์ ขอลาไปนอน)และขอข้าวขอน้ำ เป็นมาตั้งแต่เล็กๆ เพราะเป็นลูกคนเล็ก
คุณแม่ไปไหนก็หนีบเอาไปด้วยเสมอ
แม้เมื่อคุณแม่เจ็บ ก่อนหน้าที่จะเสียเพียงไม่กี่วัน คุณแม่ก็ยังพูดภาษาญี่ปุ่นอยู่
คุณแม่พูดภาษาญี่ปุ่นจนกระทั่งคนญี่ปุ่นเองถามว่า
"มาอยู่เมืองไทยนานแล้วหรือ"
เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๘๐ เมื่อท่านอาจารย์หม่อมเจ้าหญิงพิจิตรจิราภา เสด็จไปประชุมองค์การกาชาดที่ประเทศญี่ปุ่น
คุณแม่ก็ได้ตามเสด็จด้วยเพื่อทำหน้าที่ล่าม
คุณแม่มีเพื่อนรักที่เป็นคนญี่ปุ่นอยู่คนหนึ่ง เคยเรียนหนังสือมาด้วยกัน และเมื่อจากกันแล้ว ก็ยังเขียนจดหมาย ส่งรูปถ่าย
ส่งของให้กันและกันอยู่เป็นประจำมานานหลายสิบปี คุณแม่ให้ลูกๆ เรียกว่า ป้าทะเก เราก็เรียกตามนั้นอย่างสนิทสนมทั้งๆ
ที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาสักนิด ว่าป้าทะเกคนนี้เป็นอย่างไร นอกจากจะเคยเห็นแต่ในรูปถ่ายเท่านั้น เวลาลูกหลานป้าทะเก
มาเมืองไทยก็ต้องแวะมาหาคุณแม่ ข่าวคราวของป้าทะเกเพิ่งจะมาเงียบหายไปก่อนหน้าที่คุณแม่จะเสียเพียงไม่กี่เดือนนี่เอง
บางทีป่านนี้เพื่อนรักทั้งสองอาจจะได้พบกัน และคุยกันอย่างสนุกสนาน ณ ที่หนึ่งที่ใดในภพอื่นแล้วก็เป็นได้
คุณแม่สอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนราชินีได้ประมาณสามปีกว่า ก็ได้แต่งงานกับคุณพ่อ
ต่อมา คุณแม่ก็มีลูกสาวคนโต คือพี่แดง หรือสมใจ ซึ่งต่อมาได้แต่งงานกับนายแพทย์ประสบวรมิศร์ และมีบุตรธิดา
คือหลานยายให้คุณแม่ ๔ คนด้วยกัน คือ ประสม วรมิศร์ (ตายตั้งแต่อายุ 16 ปี)พล.ต.ท. พิศักดิ์ วรมิศร์ ประเสริฐ วรมิศร์
และสบใจ ศิริยะพันธ์
คุณแม่เล่าว่า แม้เมื่อมีพี่แดงแล้ว คุณแม่ก็ยังคงไปสอนหนังสืออยู่และเอาพี่แดงไปโรงเรียนด้วย โดยมีคนเลี้ยงตามไปเลี้ยง
ที่ต้องเอาพี่แดงไปด้วยนั้นก็เพราะสมัยนั้นแม่ต้องให้นมลูกเอง ไม่ได้กินนมวัวนมผงอย่างสมัยนี้ จนกระทั่งคุณแม่ตั้งท้อง
พี่น้อยคือพี่สาวคนรองจากพี่แดง และเกิดหกล้ม พี่น้อยเลยคลอดก่อนกำหนดคืออยู่ในท้องเพียงเจ็ดเดือนเท่านั้น
คุณแม่ก็เลยต้องลาออกจากโรงเรียน เพื่อคอยเฝ้าดูแลประคบประหงมพี่น้อย
"ตัวเท่าขวดน้ำ" คุณแม่เปรียบเทียบพี่น้อยเมื่อแรกเกิด
"แถมหมอทำความสะอาดไม่หมด หนูยังแอบมากัดหูแม่น้อยเอาเสียอีก"
|